บทที่ 8 ตามหาพ่อ
ใบบัวชะงักงันไปชั่วขณะเมื่อปลายนิ้วหนาของเตมินทร์แตะเชยคางมนของเธอขึ้นเบา ๆ สัมผัสอุ่นจัดนั้นทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นระรัวจนแทบควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้เธอสะเทือนใจยิ่งกว่ากลับเป็นแววตาของเขา... มันไม่ได้มีเพียงความพึงพอใจของผู้ชนะ ทว่าลึก ๆ กลับซ่อนรอยแผลและความเจ็บปวดบางอย่างเอาไว้ ราวกับผู้ชายคนนี้เฝ้ารอคอยวันนี้มานานเหลือเกิน รอวันที่เธอจะกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง
“ตาเต” เสียงของคุณย่าดังขึ้นขัดจังหวะ “อย่าไปขู่หนูใบบัวสิลูก”
เตมินทร์ยอมคลายมือออกจากคางมน ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ตามเดิมด้วยท่าทางราบเรียบ “ผมไม่ได้ขู่ครับย่า”
“เหรอ” คุณย่ามองหลานชายอย่างรู้เท่าทัน “หน้าตาเมื่อกี้เหมือนกำลังจะจับหนูใบบัวกลืนลงท้องไปทั้งตัวเลยต่างหาก”
คำหยอกเย้าของผู้ใหญ่ทำเอาใบบัวสำลักลมหายใจหน้าแดงซ่าน ขณะที่ตุลยาหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ มีเพียงเตมินทร์คนเดียวที่ยังคงรักษาใบหน้านิ่งสนิทเอาไว้ได้
“ผมเป็นหมอครับ ไม่ใช่มนุษย์กินคน”
“แต่เป็นหมอที่ดุมาก” คุณย่าสวนกลับทันควัน
บรรยากาศตึงเครียดบนโต๊ะอาหารคลายตัวลงเล็กน้อย ทว่าหัวใจของใบบัวยังคงหนักอึ้ง เพราะเธอรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อเจ้าบ่าวคือผู้ชายที่เธอเคยรักจนหมดหัวใจ... และในตอนนี้ เธอก็ยังไม่แน่ใจเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองเลิกรักเขาได้แล้วหรือยัง
หลังอาหารเช้าจบลง ตุลยาพาใบบัวขึ้นมาดูห้องพักสำหรับแขกที่ชั้นสองของคฤหาสน์
“อีกไม่กี่วันค่อยย้ายของเข้ามาก็ได้นะลูก” หญิงวัยกลางคนพูดอย่างอ่อนโยน “ส่วนเรื่องบ้าน ป้าจะให้ฝ่ายกฎหมายเริ่มดำเนินการระงับเรื่องกับธนาคารให้ทันที”
ใบบัวก้มหน้าลงต่ำด้วยความตื้นตัน “ขอบคุณมากนะคะคุณป้า”
“ไม่ต้องขอบคุณป้าหรอกลูก” ตุลยายิ้มบาง “ถ้าจะขอบคุณ... ก็ขอบคุณตาเตเถอะ”
หญิงสาวนิ่งเงียบไป
“เขาเป็นคนสั่งให้คนไปตรวจสอบเรื่องบ้านของหนูตั้งแต่เมื่อคืน พอส่งหนูเข้านอนแล้ว เขาก็โทรศัพท์คุยกับฝ่ายกฎหมายต่อจนเกือบตีสอง”
หัวใจของคนฟังสะท้านไหวอย่างห้ามไม่ได้ ทั้งที่ปากพูดร้าย ทั้งที่แสดงท่าทีเหมือนไม่แคร์กันอีกแล้ว แต่สุดท้ายเขากลับเป็นคนแรกที่ลงมือช่วยเหลือเธอทันที... เหมือนเมื่อหกปีก่อน สมัยที่เธอยังเป็นเพียงพยาบาลฝึกงาน และเขาเป็นแพทย์ประจำบ้านปีสุดท้าย เตมินทร์ก็เป็นแบบนี้เสมอ... ปากร้าย แต่ใจดีเกินไป
“ป้ารู้นะ...” ตุลยาเปรยขึ้นเบา ๆ พลางจ้องมองเสี้ยวหน้าหวาน “...ว่าหนูยังรักลูกชายป้าอยู่”
ใบบัวชะงักกึก “คุณป้า...”
“สายตาของคนที่ยังรักกัน มันปิดไม่มิดหรอกลูก”
คำพูดรู้ทันนั้นทำให้ใบบัวพูดอะไรไม่ออก เพราะความจริงแล้ว... ตลอดหกปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยลืมเขาได้เลย ไม่เคยเลยแม้แต่วันเดียว
ตกเย็นวันนั้น ใบบัวเดินทางกลับมาเก็บข้าวของที่บ้านทรงไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา
บรรยากาศรอบตัวยังคงเงียบเหงาและอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความทรงจำเหมือนเดิม ทว่าครั้งนี้แตกต่างออกไปตรงที่เธอไม่ได้กลับมาเพียงลำพัง รถยนต์สีดำคันหรูจอดสนิทอยู่หน้าบ้าน และเจ้าของรถร่างสูงใหญ่ก็กำลังยืนพิงประตูรถ สายตาคมกริบกวาดมองสำรวจตัวบ้านอยู่เงียบ ๆ
“นายตามมาทำไมเต” ใบบัวเอ่ยถามทันทีที่ก้าวลงจากรถ
เตมินทร์หันสายตากลับมามอง “มาช่วยย้ายของ”
“ฉันจัดการเองได้”
“เธอคนเดียว?” ชายหนุ่มปรายสายตามองเข้าไปด้านในบ้าน ซึ่งมีกล่องกระดาษหลายสิบใบวางกองอยู่ “คิดว่าจะเสร็จภายในกี่วันใบบัว”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นเพราะเถียงเขาไม่ออก เตมินทร์ไม่รอคำอนุญาต เขาเดินสวนเธอเข้าไปในบ้านราวกับเป็นเจ้าของเสียเอง ดวงตาคู่คมกวาดมองภาพถ่ายเก่า ๆ ที่แขวนอยู่บนผนังไม้... ภาพของแม่ใบบัว ภาพบรรยากาศในอดีต และภาพของชายคนหนึ่งที่ยืนส่งยิ้มอบอุ่นอยู่ข้างผู้เป็นแม่ ชายหนุ่มหยุดสายตามองภาพนั้นนานกว่าปกติ
“พ่อเธอเหรอ”
ใบบัวพยักหน้ารับเบา ๆ “ภาพสุดท้ายก่อนที่เขาจะหายไป”
เตมินทร์นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับมาสบตาเธอ “เคยคิดจะตามหาไหม”
“เคยค่ะ... แต่ไม่มีเบาะแสอะไรเลย” หญิงสาวตอบเสียงแผ่ว
“แล้วถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ล่ะ”
คำถามหยั่งเชิงนั้นทำให้ใบบัวชะงักงัน “ฉัน... ไม่รู้เลยค่ะ”
เตมินทร์หันกลับไปมองภาพถ่ายใบนั้นอีกครั้ง แววตาคมเข้มฉายแววครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันจะให้คนช่วยสืบเรื่องนี้ให้”
“ไม่ต้องหรอกเต”
“ต้องสืบ” เขาตัดบททันทีด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ในเมื่อเธอกำลังจะมาเป็นภรรยาฉัน... ฉันไม่ชอบให้คนของตัวเองมีปัญหารุมเร้า”
คำพูดของเขาฟังดูเหมือนเป็นเพียงความรับผิดชอบตามหน้าที่ ทว่าสายตาที่เขาใช้มองตรงมา... กลับไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าหน้าที่เลยแม้แต่น้อย และนั่นเป็นครั้งแรกที่ใบบัวเริ่มตระหนักรู้ว่า การแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่วิวาห์สัญญาหนึ่งปีอย่างที่เธอเข้าใจตั้งแต่แรกเสียแล้ว
