บทที่ 9 ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

ใบบัวยืนนิ่งอยู่กลางห้องรับแขกอันเก่าแก่ของบ้านทรงไทยโบราณ สายตาของเธอทอดมองไปยังแผ่นหลังสูงใหญ่ของเตมินทร์ที่กำลังยืนพินิจรูปถ่ายบนผนังไม้ แสงแดดยามบ่ายส่องลอดช่องหน้าต่างเข้ามาตกกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา ขับเน้นโครงหน้าคมคายให้ดูหล่อเหลา สุขุม

ทว่าเธอกลับรู้สึกถึงความห่างไกล... ห่างไกลจากโลกของเธอเสมอ ไม่ว่าจะเมื่อหกปีก่อนหรือแม้แต่ในตอนนี้

“มองอะไร” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทำลายความเงียบ โดยที่เจ้าตัวไม่ได้หันกลับมามอง

ใบบัวสะดุ้งเล็กน้อย หลุดจากภวังค์ความคิด “เปล่าค่ะ”

“โกหก” เตมินทร์หันกลับมา ดวงตาคมเข้มสบประสานเข้ากับเธอตรง ๆ “เธอชอบโกหกเวลาประหม่า ใบบัว”

หญิงสาวรีบหลบสายตาดุดันคู่นั้นทันควัน ผู้ชายคนนี้รู้จักเธอดีเกินไป... ดีเสียจนบางครั้งเธอรู้สึกเหมือนตัวเองร่างเปลือยเปล่าท่ามกลางสายตาของเขา ไม่มีพื้นที่ตรงไหนให้ซ่อนความรู้สึกได้เลย

“รีบเก็บของเถอะค่ะ” เธอรีบเปลี่ยนเรื่อง “จะได้กลับก่อนค่ำ”

เตมินทร์มองท่าทางลนลานของเธออยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเดินตามร่างบางเข้าไปในห้องนอนเก่า ห้องนี้ยังคงรักษาสภาพเดิมเอาไว้แทบทุกอย่าง เตียงไม้สักตัวเดิม ตู้เสื้อผ้าหลังเก่า โต๊ะเขียนหนังสือริมหน้าต่าง รวมถึงชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราพยาบาลเล่มหนา

ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบสมุดเล่มหนึ่งขึ้นมาจากชั้น ก่อนจะเลิกคิ้วหนาขึ้น “เธอยังเก็บไว้อีกเหรอ”

ใบบัวหันไปมอง พลันหัวใจก็เต้นสะดุดกึก เพราะมันคือสมุดโน้ตเล่มเก่าที่เธอใช้จดบันทึกสมัยฝึกงาน และที่สำคัญ... หน้าปกด้านในมีลายเซ็นลายมือหวัด ๆ ของเขา เขียนกำกับเอาไว้ว่า 'สู้ ๆ นะเด็กดื้อ' พร้อมรูปหน้ายิ้มที่หมอหนุ่มวาดทิ้งไว้ในวันวาน

หญิงสาวถลันกายเข้าไปแย่งทันที “คืนมานะเต!”

ทว่าเตมินทร์กลับอาศัยความสูงที่เหนือกว่ายกสมุดขึ้นเหนือกึ่งกลางศีรษะ “ยังเก็บไว้จริง ๆ ด้วย” มุมปากของเขากระตุกยิ้มอย่างผู้ชนะ “คิดถึงฉันขนาดนั้นเลย?”

“เตมินทร์!” ใบหน้าของใบบัวแดงก่ำด้วยความอับอาย

ชายหนุ่มหลุดหัวเราะแผ่วเบาออกมาอย่างอารมณ์ดี มันเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เธอไม่ได้เห็นมานานเหลือเกิน นานจนหัวใจดวงน้อยเผลอไผลไหววูบตามไป ทว่าบรรยากาศหวานละมุนยามบ่ายกลับแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดในพริบตา เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของเตมินทร์แผดเสียงดังขึ้น

เขาลดมือลง กวาดสายตามองหน้าจอเพียงแวบเดียว สีหน้าหล่อเหลาของเขาก็เปลี่ยนไป

“มีอะไร” น้ำเสียงที่ใช้กรอกลงไปในสายต่างจากตอนที่คุยกับเธอโดยสิ้นเชิง มันทั้งเย็นชา แข็งกร้าว และเต็มไปด้วยกระแสอำนาจเฉียบขาด ใบบัวไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง ทว่าประโยคหนึ่งกลับลอยเข้ามากระทบหูอย่างชัดเจน

“ฉันบอกแล้วไง... ว่าอย่าแตะคนของฉัน”

หญิงสาวชะงักกึก ...คนของฉัน?

เตมินทร์ก้าวเท้าเดินเลี่ยงออกไปคุยโทรศัพท์ด้านนอกชานเรือน ชายหนุ่มใช้เวลาเคลียร์สายอยู่หลายนาทีก่อนจะเดินกลับเข้ามา ทว่าสีหน้าและแววตาของเขาในตอนนี้กลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันเคร่งขรึมและแผ่รังสีอันตรายออกมาจนน่ากลัว

“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ” เธอเอ่ยถามด้วยความกังวล

ชายหนุ่มนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ “ไม่มีอะไร”

“แต่สีหน้านายมัน”

“ใบบัว” เตมินทร์เอ่ยขัดขึ้น น้ำเสียงเข้มจัด “บางเรื่องเธอไม่ต้องรู้จะดีกว่า”

คำตอบตัดบทนั้นทำให้ใบบัวรู้สึกอึดอัดในอก เพราะมันตอกย้ำว่ารอบตัวเขามีโลกอีกใบที่เธอไม่เคยรู้จักและไม่มีสิทธิ์ก้าวล่วง โลกของเตมินทร์ในวันนี้... ไม่ใช่แค่หมอศัลยกรรมหัวใจชื่อดังธรรมดา ๆ อีกต่อไป แต่มันมีเบื้องหลังบางอย่างซ่อนอยู่ บางอย่างที่แม้แต่คุณป้าตุลยาก็ไม่เคยหลุดปากพูดถึง

กระทั่งช่วงเย็น... กล่องสัมภาระใบสุดท้ายถูกจัดเรียงขึ้นรถยนต์คันหรูเรียบร้อย ใบบัวยืนมองบ้านทรงไทยริมน้ำเป็นครั้งสุดท้าย ลมเย็นจากแม่น้ำเจ้าพระยาพัดผ่านผิวกาย ยิ่งทำให้น้ำหนักในใจของเธอหนักอึ้งอย่างประหลาด ไม่รู้ทำไม... แต่เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะทิ้งบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญไว้เบื้องหลัง และอาจไม่ได้กลับมาที่นี่อีก

“ร้องไห้อีกแล้ว?” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างใบหู

ใบบัวสะดุ้งเบา ๆ รีบยกมือขึ้นเช็ดหยาดน้ำตาที่ขอบตาพัลวัน “ไม่ได้ร้องค่ะ”

เตมินทร์มองท่าทางโกหกหน้าตายนั้นด้วยสายตารู้ทัน ก่อนจะยื่นผ้าเช็ดหน้าสีเข้มของตัวเองมาตรงหน้า “เธอโกหกไม่เก่งเลยใบบัว”

หญิงสาวรับผ้าเช็ดหน้ามาถือไว้เงียบ ๆ “ฉันแค่... คิดถึงแม่ค่ะ ทุกครั้งที่กลับมาบ้าน ฉันยังเผลอคิดอยู่เสมอว่าแม่จะเดินออกมาเรียกชื่อฉันเหมือนเดิม” แววตาของเธอสั่นระริกด้วยความอ้างว้าง

คำพูดตัดพ้อแสนเศร้าชิ้นนั้นทำให้เตมินทร์นิ่งงันไป ชายหนุ่มจับจ้องใบหน้าหวานที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว ก่อนที่เขาจะยื่นฝ่ามือหนาเข้ามากุมมือบางของเธอเอาไว้... มันเป็นแรงบีบกระชับที่เบามือ ทว่ากลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างถึงที่สุด

“เธอไม่ได้อยู่คนเดียวแล้วนะ”

หัวใจของใบบัวสั่นวูบอย่างรุนแรง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คม และพบว่าดวงตาคมเข้มคู่นั้นในตอนนี้ไม่มีกระแสความโกรธขึ้งหลงเหลืออยู่เลย มันมีเพียงความจริงจัง ลึกซึ้ง และอบอุ่นจนเกาะกุมใจ

“ต่อจากนี้... มีฉันอยู่ตรงนี้ทั้งคน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป