บทที่ 1 ล่า

ล่า

แสงไฟนีออนสีม่วงสลับแดงสาดส่องไปทั่วอาณาบริเวณของดาดฟ้าโรงแรมหรูระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพฯ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงคละคลุ้งไปกับกลิ่นแชมเปญชั้นเลิศ แต่มันไม่ได้ทำให้ อิงดาว ดีไซน์เนอร์สาววัย 26 ปี รู้สึกรื่นรมย์ขึ้นเลยแม้แต่น้อย

เธอกระดกค็อกเทลสีสวยในมือลงคอรวดเดียวรวดเดียวจนความร้อนผ่าวแล่นปราดไปทั่วอก ดวงตาคู่สวยที่ถูกกรีดด้วยอายไลเนอร์อย่างคมกริบจ้องมองออกไปที่ขอบฟ้าเมืองหลวงอย่างดุเดือด

"อิง... ดื่มเบาๆ หน่อยลูก เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นมาตาบวมจะหาว่าเจ๊ไม่เตือนนะ" เจ๊พอลล่า ผู้จัดการส่วนตัวและยังเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญของเธอและยังดูแลภาพลักษณ์ของเธอเป็นเพื่อนคู่ใจด้วยอีกหนึ่งตำแหน่งเจ๊พอลล่าในชุดเลื่อมระยับเดินเข้ามากระซิบประชิดตัว พร้อมแย่งแก้วออกไปจากมือ

"จะบวมก็ให้มันบวมไปเลยเจ๊! เจ๊ก็เห็นว่าไอ้บริษัทเฮงซวยนั่นมันขโมยสเก็ตช์ชุดฟินาเล่ของอิงไปหน้าด้านๆ แถมยังมาทำลอยหน้าลอยตาในงานวันนี้อีก อิงอยากจะบุกไปตบพวกมันให้รู้แล้วรู้รอด ถ้าไม่ติดว่าแม่สอนให้เป็นกุลสตรีนะ"

"กุลสตรีที่ไหนเค้าใส่สีแดงเพลิงผ่าลึกถึงโคนขาแบบนี้บ้างล่ะจ๊ะ?" เจ๊พอลล่าแขวะพอกรุ้มกริ่มก่อนจะปรับเสียงให้จริงจัง

"ฟังนะอิงดาว ในฐานะหุ้นส่วนที่ดูแลเรื่องเงินและชื่อเสียงให้แบรนด์เรา เจ๊เข้าใจว่าอิงเจ็บใจ แต่ชีวิตดีไซเนอร์มันก็แบบนี้แหละ มีขึ้นมีลง มีคนจ้องจะถีบส่งตอนเราเผลอ แต่ความสามารถระดับอิง ใครก็เลียนแบบไม่ได้หรอก พรุ่งนี้เจ๊จะให้ฝ่ายกฎหมายจัดการเอง คืนนี้อิงแค่ทำตัวสวยๆ ให้คุ้มกับที่แบรนด์เราเป็นสปอนเซอร์งานก็พอ"

อิงดาวพ่นลมหายใจทิ้งอย่างเบื่อหน่าย เธอรู้ดีว่าเจ๊พอลล่าพูดถูก ตัวเธอเองมีพรสวรรค์ เธอมาจากเด็กกำพร้าที่พ่อทิ้งไปตั้งแต่อายุ 10 ขวบ สู้ชีวิตฝ่าฝันแรงกดดันมาจนมีชื่อเสียงระดับแนวหน้า ความสำเร็จที่เธอสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงทำให้เธอมีนิสัยดื้อและไม่ยอมคน เธอไม่เคยรอให้ใครมาป้อนโอกาส แต่เธอจะล่ามันด้วยตัวเองเสมอ และคืนนี้เธอก็ต้องการบางอย่างมาเยียวยาความพ่ายแพ้ในใจ

"เจ๊ อิงเบื่อพวกหน้าไหว้หลังหลอกในวงการแฟชั่นแล้ว อิงอยากเจออะไรที่มันดาร์กๆ กว่านี้หน่อย”

“อยากเจออะไรล่ะจ๊ะแม่อิงดาวอิงใจ”

สายตาของเธอเบนออกจากเจ๊พอลล่า แล้วเริ่มกวาดมองไปรอบงาน จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่มุมมืดที่สุดของบาร์ มุมที่เหมือนมีกำแพงล่องหนกั้นคนธรรมดาออกไป ที่นั่นมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง

เขาสวมสูทสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างประณีตจนแทบมองไม่เห็นรอยต่อ แสงไฟรำไรกระทบเพียงเสี้ยวหน้าคมเข้มที่ดูราวกับรูปสลักหินอ่อน จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักลึกที่เม้มเข้าหากันอย่างคนชอบใช้อำนาจ แต่สิ่งที่ดึงดูดอิงดาวที่สุดคือดวงตา ดวงตาคู่นั้นเย็นชาเหมือนน้ำแข็งขั้วโลก แต่มันกลับแฝงไปด้วยความโหยหาบางอย่างที่อธิบายไม่ได้

"นั่นใครน่ะเจ๊?" อิงดาวพยักพยากพเยิดไปทางมุมมืด

เจ๊พอลล่าหันไปมองตามแล้วถึงกับหน้าถอดสี

"ว้าย! อิงดาว อย่าไปยุ่งกับคนนั้นเชียวนะลูก นั่นมัน คุณจอมทัพ สิงหราช เจ้าของสิงหราชกรุ๊ป คนเขารู้กันทั้งเมืองว่าเขาเสือเงียบ ใครไปกระตุกหนวดเข้าได้กลายเป็นศพไร้ญาติไม่รู้ตัวนะยะ"

จอมทัพ... สิงหราชงั้นเหรอ?

ชื่อนี้เหมือนจะคุ้นๆ ในความทรงจำที่เลือนลางของเธอ แต่มันถูกกลบด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์และความอยากเอาชนะ อิงดาวกระตุกยิ้มที่มุมปาก เธอมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองเสมอ ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนที่เธออยากได้แล้วไม่ได้ และคืนนี้เธอต้องการใครสักคนมาช่วยดับไฟแค้นในใจ

"เสือเหรอเจ๊? อิงก็นึกว่าราชสีห์ แต่เจ๊ลืมไปอย่างนะ" อิงดาววางมือบนไหล่เจ๊พอลล่า

"อิงน่ะเป็นพรานล่าสัตว์มือโปรและเสือตัวนี้แหละที่อิงจะถลกหนักมันมาทำกระเป๋าคอลเลกชันหน้า"

“อิงดาวเจ๊ว่าแกเมามากแล้วนะ”

        “อิงไม่ได้เมาค่ะเจ๊ อิงแค่เบื่อกับชีวิตตอนนี้ อิงแค่อยากเล่นๆ” อิงดาวพูดจบไม่รอให้เจ๊พอลล่าได้พูดอะไรต่ออีก

        “ไม่เมาอะไรของแกอิงดาว กระดกไปซะขนาดนั้น” เจ๊พอลล่าได้แต่มองตาปริบๆ เพราะเธอรู้ดีว่าคนอย่างอิงดาวเวลาจะทำอะไร ห้ามยังไงก็ไม่ฟัง ต้องปล่อยให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง

อิงดาวเริ่มก้าวเดินอย่างมั่นคงผ่านฝูงชน ทุกจังหวะที่ส้นเข็มกระทบพื้น เสียงดนตรี EDM รอบกายดูเหมือนจะเบาลงในโสตประสาทของเธอ มันถูกแทนที่ด้วยเสียงสะท้อนจากอดีต เสียงปิดประตูบ้านที่ดังปังในวันที่พ่อทิ้งเธอไปอย่างไม่ใยดีในวัยเด็ก ภาพความอ่อนแอในวันนั้นถูกแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันให้เธอต้องแซ่บและแกร่งเพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนมาทิ้งเธอได้อีก

ในขณะเดียวกัน จอมทัพ สิงหราช ในวัย 32 ปี ที่นั่งอยู่ในความมืดมองเห็นร่างบางในชุดสีแดงเพลิงเคลื่อนที่เข้ามาหาเขาผ่านเนื้อแก้วคริสตัลในมือ เขาจำเธอได้แม่นยำ ไม่ใช่แค่ในฐานะดีไซเนอร์ที่เขากำลังจับตาดูการเติบโต แต่เขา 'เฝ้าดู' เธอมานานกว่านั้น นานจนรู้ว่าภายใต้ความมั่นใจนั้นมีรอยร้าวที่รอให้เขาเข้าไปบดขยี้

เธอหยุดลงตรงหน้าเขา ระยะห่างเพียงแค่สองก้าว

บทถัดไป