บทที่ 10 โลกที่หายไป (2)
โลกที่หายไป
พยัคฆ์เปิดประตูรถและก้าวเข้าไปนั่งประจำที่คนขับ รถยนต์ซีดานหรูสีดำสนิทแบรนด์ยุโรปราคาหลักสิบล้านสตาร์ทเครื่องยนต์เสียงทุ้มต่ำนุ่มนวล ก่อนที่มันจะเคลื่อนตัวออกจากซองจอดอย่างช้าๆ นลินอาศัยเสาปูนต้นใหญ่เป็นที่กำบัง เธอรีบยกโทรศัพท์ขึ้นเปิดโหมดกล้องถ่ายรูป นิ้วเรียวกดชัตเตอร์รัวๆ ไปที่ท้ายรถคันนั้นทันที
แชะ! แชะ! แชะ!
หน้าจอโทรศัพท์ปรากฏภาพแผ่นป้ายทะเบียนรถสีขาวสะท้อนแสงอย่างชัดเจน
‘3กก 9999 กรุงเทพมหานคร’
ป้ายทะเบียนเลขประมูลหมวดสวยขนาดนี้ มีไม่กี่คนในประเทศที่จะครอบครองได้ นลินรีบกดบันทึกรูปภาพไว้ในคลาวด์ส่วนตัวเพื่อป้องกันการถูกลบ เธอมองตามท้ายรถหรูที่แล่นลับสายตาไปทางทางออกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ฉันได้เลขทะเบียนแกแล้ว ไอ้มาเฟียหน้าตาย” นลินสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ เธอกดโทรศัพท์หาเจ๊พอลล่าทันทีเพื่อรายงานสถานการณ์
“เจ๊พอลล่าคะ อิงดาวโดนอุ้มไปจริงๆ ค่ะ หนูเอาหลักฐานไม่ทัน แต่นลินได้รูปถ่ายทะเบียนรถของพวกมันมาแล้ว คืนนี้เราต้องหาคนสืบให้ได้ว่ารถคันนี้เป็นของใคร!”
“ว้าย!!! ตายจริง นี่เรื่องจริงหรือนลิน เจ๊จะเป็นลม” เจ๊พอลล่าได้ยินอย่างนั้นก็กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ
“เจ๊ใจเย็นๆ นะคะ ตอนนี้เราต้องหาทางช่วยยัยอิงให้ได้” นลินที่หวาดกลัวและตกใจแต่เธอก็ต้องตั้งสติเพื่อหาทางช่วยเหลือเพื่อนของเธอ
ขณะเดียวกันบนรถหรูที่กำลังแล่นอยู่บนท้องถนน พยัคฆ์เหลือบมองกระจกมองหลังสลับกับระบบตรวจจับความปลอดภัยรอบตัวรถ เขารู้ดีว่าเด็กสาวคนเมื่อกี้แอบถ่ายรูปทะเบียนรถของเขาไว้ได้ ทว่าเขากลับไม่ได้สั่งให้คนไปยึดโทรศัพท์ของเธอ ยิ้มมุมปากบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเคร่งขรึม
“ฉลาดและใจกล้าดีนี่ หวังว่าคุณจะตามหาพวกเราเจอเร็วๆ นะ นลิน”
พยัคฆ์พึมพำกับตัวเอง แผนการกักขังดวงดาวของเจ้านายเขากำลังดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ดูเหมือนว่าโลกภายนอก กำลังจะเริ่มสงครามเพื่อแย่งชิงดวงดาวดวงนั้นกลับคืนมาเช่นกัน และเขาก็พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นผู้คุมประตูนรกนี้ด้วยความเต็มใจ
ภายในห้องทำงานส่วนตัวของเจ๊พอลล่าที่อยู่ด้านหลังห้องเสื้อ บรรยากาศเงียบสนิทจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน นลินนั่งอยู่บนโซฟาหนัง ท่าทางลนลานเล็กน้อยแต่นัยน์ตายังคงฉายแววเด็ดเดี่ยว เธอยื่นโทรศัพท์มือถือที่เปิดรูปถ่ายท้ายรถซีดานหรูสีดำสนิทให้เจ๊พอลล่าดู ภาพป้ายทะเบียนเลขประมูลหมวดสวย ‘3กก 9999 กรุงเทพมหานคร’ เด่นตระหง่านอยู่บนหน้าจอ
“ป้ายทะเบียนนี้แหละค่ะเจ๊ หนูกดถ่ายไว้ได้ก่อนที่มันจะขับออกไปจากคอนโดของอิงดาว ผู้ชายคนที่ขับรถคันนี้เขาดูไม่เหมือนคนธรรมดา ท่าทางนิ่งๆ เย็นชา แต่แววตาน่ากลัวมาก แถมเขายังลบไฟล์กล้องวงจรปิดของคอนโดไปจนหมดเกลี้ยงเลยค่ะ” นลินอธิบายด้วยน้ำเสียงรวดเร็ว
เจ๊พอลล่าหยิบโทรศัพท์ไปจ้องมอง นิ้วเรียวทาเล็บสีแดงเข้มซูมภาพเข้าออกช้าๆ ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดีบัดนี้ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
“ยัยนลิน แกชัวร์ใช่มั้ยว่าผู้ชายคนนั้นขู่แกเรื่องแบรนด์เสื้อผ้าของเรา?”
“ชัวร์ค่ะเจ๊ เขาพูดเหมือนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรา รู้จักแม้กระทั่งชื่อแบรนด์ INGDAO”
เจ๊พอลล่าทิ้งตัวลงพิงเบาะเก้าอี้อย่างหมดแรง มือหนายกขึ้นกุมขมับ “แกไม่รู้อะไรซะแล้วยัยนลินป้ายทะเบียนตระกูลเลขตัวเดียวพ่วงหมวดอักษรคู่แบบนี้ ในกรุงเทพฯ มีอยู่ไม่กี่ตระกูลหรอกที่มีเงินและบารมีมากพอจะประมูลมาครองได้ และหนึ่งในนั้นคือตระกูลสิงหราช”
“สิงหราช ตระกูลมาเฟียที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่นั่นเหรอคะเจ๊?” นลินเบิกตากว้าง
“ใช่ และที่ร้ายไปกว่านั้น คืนวันงานแฟชั่นโชว์ เจ๊เห็นยายอิงดาวเดินออกไปกับ จอมทัพ สิงหราช ทายาทคนโตของตระกูลนั้น” เจ๊พอลล่าพูดด้วยเสียงแผ่วเครือ
“เจ๊คิดว่ายายอิงดาวแค่ไปสวีทตามประสาสาวมั่นใจ ที่ไหนได้ นี่มันเป็นการลักพาตัวชัดๆ! พวกมันจงใจลบหลักฐานทุกอย่างเพื่อไม่ให้เราตามตัวเจอ”
นลินกำหมัดแน่น ความกลัวปะทะกับความโกรธในอก
“ต่อให้ใหญ่มาจากไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาอุ้มคนไปเฉยๆ แบบนี้ค่ะเจ๊ นลินมีเพื่อนที่เป็นนักสืบเอกชน เดี๋ยวหนูจะส่งเลขทะเบียนนี้ไปให้มันเช็กพิกัดรถคันนี้ทันที ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินนลินก็ต้องพาอิงดาวกลับมาให้ได้!”
ตัดกลับมาที่คฤหาสน์สิงหราชอันโอ่อ่าแต่เยือกเย็น บานประตูไม้โอ๊คของห้องนอนที่ปิดตายถูกเปิดออกอีกครั้งหลังจากผ่านพ้นค่ำคืนอันโหดร้าย อิงดาวนอนนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาคู่สวยบวมช้ำจากการร้องไห้ แต่แววตากลับว่างเปล่าราวกับร่างที่ไร้วิญญาณ ผิวเนื้อนวลตามลำคอและไหล่บางปรากฏรอยช้ำสีกุหลาบเข้มขึ้นเรื่อยๆ ย้ำเตือนถึงบทลงโทษอันเร่าร้อนป่าเถื่อนของจอมทัพเมื่อวันก่อน
ป้าอุ่นเดินประคองถาดอาหารเช้าเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าไม่สู้ดี หญิงชรามองร่องรอยบนร่างกายของหญิงสาวด้วยความสงสารและเห็นใจ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรมากเพราะเกรงกลัวต่ออำนาจของตระกูลนี้
“คุณอิงดาวคะ ทานอะไรรองท้องหน่อยนะลูก ตั้งแต่เมื่อวานยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย เดี๋ยวจะป่วยไปจริงๆ นะคะ” ป้าอุ่นเอ่ยเสียงอ่อนโยนพลางวางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียง
อิงดาวค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง เสื้อผ้าชุดใหม่ที่ป้าอุ่นจัดเตรียมไว้ให้เป็นชุดเดรสเรียบหรูแต่มิดชิดปิดบังรอยตีตราได้อย่างมิดชิด เธอมองหน้าป้าอุ่นก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ป้าอุ่นคะ นายใหญ่ของป้าเขาหายไปไหนแล้วล่ะคะ? ลงโทษฉันเสร็จแล้วก็สะบัดตูดหนีไปเสวยสุขที่อื่นเลยงั้นเหรอ?”
“คุณจอมทัพเข้าไปทำงานที่ตึกใหญ่ตั้งแต่เช้ามืดแล้วค่ะ คุณจอมทัพเธอเป็นคนบ้างานแบบนี้แหละค่ะ” ป้าอุ่นตอบเลี่ยงๆ
อิงดาวแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง “บ้างาน หรือบ้าอำนาจกันแน่คะ ขังคนไว้ในห้องแล้วตัวเองก็ออกไปใช้ชีวิตปกติสุข”
สายตาของดีไซเนอร์สาวกวาดมองไปที่ถาดอาหาร มีโจ๊กอุ่นๆ และแก้วน้ำส้มคั้น อิงดาวไม่ได้แตะต้องอาหาร แต่เธอกลับจ้องมองไปที่ช้อนเงินและส้อมที่วางอยู่ ไวเท่าความคิดเธออาศัยจังหวะที่ป้าอุ่นหันไปจัดผ้าห่ม แอบหยิบส้อมเงินเล่มเล็กซ่อนไว้ใต้หมอนอย่างรวดเร็ว
ความพยศในใจของเธอไม่ได้มลายหายไปกับบทลงโทษ แต่มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นที่เยือกเย็นและลึกซึ้งขึ้น กฎเหล็ก 3 ข้อของจอมทัพอาจจะผูกมัดเธอได้ในตอนนี้ แต่เธอกำลังเรียนรู้ที่จะรอคอยเวลา เวลาที่เสือร้ายตัวนั้นจะเผลอ และเธอจะใช้สิ่งที่ซ่อนไว้แทงเข้าที่หัวใจของเขาให้เจ็บปวดไม่แพ้กัน
