บทที่ 4 กรงสิงหราช

กรงสิงหราช

เสียงล้อรถลีมูซีนที่บดลงบนถนนลาดยางมะตอยอย่างนิ่มนวล ไม่ได้ช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจอิงดาวสงบลงได้เลย ภาพเบื้องหน้าคือรั้วเหล็กดัดสีดำทมิฬขนาดมหึมา สลักลวดลายสิงห์คำรามที่ดูราวกับมีชีวิต มันค่อยๆ แย้มแยกออกจากกันเพื่อเปิดทางให้เหยื่อตัวน้อยก้าวเข้าสู่เขตแดนที่ไร้ทางออก

อิงดาวมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นสนามหญ้ากว้างขวางสุดลูกหูลูกตา สถาปัตยกรรมคฤหาสน์สิงหราชตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้ขรึมขลัง ตัวอาคารก่อด้วยหินสีเทาเข้มทรงยุโรปโบราณที่แฝงไปด้วยความรู้สึกของการเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะพังทลาย

เมื่อรถจอดสนิท พยัคฆ์เปิดประตูออกพร้อมผายมืออย่างสุภาพทว่ากดดัน อิงดาวก้าวเท้าลงมา ความรู้สึกตัวเล็กลงจนแทบจะจมหายไปกับความยิ่งใหญ่ของสถานที่จู่โจมเข้าหาเธอทันที ลมหนาวพัดวูบหนึ่งจนเธอต้องกระชับเสื้อคลุม พยัคฆ์ไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากเดินนำเธอเข้าไปภายในอาคาร

ฝ่าเท้าของเธอสัมผัสกับพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบในโถงทางเดินที่ยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ผนังทั้งสองข้างประดับด้วยรูปภาพสีน้ำมันของบรรพบุรุษตระกูลสิงหราช

ดวงตาทุกคู่ในภาพวาดเหล่านั้นดูเหมือนจะจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาที่เย็นชาและจ้องจับผิด ราวกับกำลังตัดสินว่าผู้หญิงที่สวมเพียงเศษเสี้ยวความมั่นใจในชุดเดรสขาดวิ่นคนนี้มีดีอะไร ถึงได้ก้าวเข้ามาในอาณาจักรแห่งนี้ อิงดาวแสร้งเชิดหน้าขึ้น รวบรวมเศษเสี้ยวความกล้าที่เหลืออยู่เดินตามหลังชายชุดดำไป เธอพยายามมองหาทางหนีไฟหรือหน้าต่างที่พอจะปีนออกไปได้ แต่ทุกมุมล้วนมีบอดี้การ์ดยืนเฝ้าอย่างหนาแน่น นี่ไม่ใช่บ้านแต่มันคือคุกที่หรูหราที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาในชีวิต

พยัคฆ์หยุดเดินหน้าประตูไม้แกะสลักบานยักษ์ เขาส่งสัญญาณให้อิงดาวก้าวเข้าไปเพียงลำพัง ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู กลิ่นไม้โอ๊คเก่าแก่ผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ และวิสกี้ชั้นเลิศก็ปะทะเข้ากับโสตประสาท ห้องทำงานกว้างขวางสว่างเพียงแค่แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะดวงเดียวที่สาดกระทบใบหน้าของชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวมหึมา จอมทัพนั่งเอนกายอย่างสงบนิ่ง แสงไฟเผยให้เห็นเพียงซีกหน้าคมเข้มที่ดูอันตรายและคุกคามกว่าคืนที่ผ่านมาหลายเท่าตัว

“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม! ปล่อยฉันกลับบ้านเดี๋ยวนี้!” อิงดาวไม่รอให้ความเงียบทำงาน เธอโพล่งออกมาพร้อมกับเดินดิ่งไปที่โต๊ะทำงานแล้วตบมือลงบนพื้นไม้เสียงดังสนั่น แววตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความโกรธแค้น

“การลักพาตัวมันเป็นอาชญากรรมนะคุณจอมทัพ! ฉันจะแจ้งความ ฉันจะทำลายชื่อเสียงของคุณ สิงหราชกรุ๊ปจะป่นปี้เพราะสิ่งที่คุณทำกับฉันคืนนี้ คุณมันก็แค่มาเฟียใจทรามในคราบนักธุรกิจผู้ดี!” เธอระเบิดอารมณ์ออกมาเป็นชุด สรรพนามที่เคยอ่อนหวานในคืนนั้นถูกแทนที่ด้วยถ้อยคำด่าทอที่ขุดมาจากส่วนลึกของความโกรธ

จอมทัพไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย เขาไม่แม้แต่จะกระพริบตาเพื่อแสดงความโกรธตอบโต้อารมณ์ที่พลุ่งพล่านของหญิงสาว เขายังคงนั่งนิ่งราวกับก้อนหิน มองดูเธอโวยวายจนหอบเหนื่อยและเริ่มหมดแรงไปเอง เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มนิ่งลง จอมทัพจึงขยับมือเพียงนิดเดียว เขาหยิบแฟ้มหนังสีดำสนิทที่วางอยู่มุมโต๊ะแล้วเลื่อนมันไปตรงหน้าอิงดาวช้าๆ โดยที่ไม่พูดอะไรสักคำเดียว สายตาของเขาเย็นเยียบจนความโกรธที่เคยเดือดพล่านของเธอกลายเป็นความเย็นวาบที่สันหลังแทน

“เปิดมันดูสิ” น้ำเสียงทุ้มต่ำและนิ่งสนิทสั่งการ อิงดาวมองแฟ้มนั้นด้วยความระแวง เธอยื่นมือที่สั่นเทาออกไปเปิดมันออกช้าๆ

ภายในคือเอกสารสัญญาทางการเงินที่มีตัวเลขศูนย์หลายตัวจนพร่ามัว สัญญากู้เงินจำนวนมหาศาลกว่าร้อยล้านบาทที่ระบุชื่อผู้กู้คือ อรรถพลพ่อแท้ๆ ของเธอ อิงดาวกวาดสายตาอ่านเนื้อความในสัญญาอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่บรรทัดสุดท้ายผู้ค้ำประกัน

ชื่อของเธอปรากฏอยู่ตรงนั้น พร้อมลายเซ็นที่สวยงามและชัดเจน อิงดาวรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดกึ่งกลางตัว เธอจำลายเซ็นนี้ได้ มันคือลายเซ็นที่เธอเซ็นลงในเอกสารปึกใหญ่ที่พ่อเอามาให้เมื่อสองปีก่อน พ่อบอกว่ามันคือเอกสารค้ำประกันการทำงานและขอทุนส่งเสริมดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ เธอในตอนนั้นที่เพิ่งเรียนจบและอยากตอบแทนพระคุณพ่อจึงเซ็นมันไปโดยไม่ได้ตรวจสอบให้ถี่ถ้วน

“ไม่จริง พ่อไม่มีวันทำแบบนี้ พ่อบอกว่ามันคือเอกสารงาน!” เธอตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ หยาดน้ำตาเริ่มเอ่อคลอหน่วยตา ความจริงที่โหดร้ายค่อยๆ บดขยี้หัวใจทีละน้อย

“พ่อเธอมันสุนัขจนตรอกอิงดาว เขาขายเธอให้ฉันเพื่อแลกกับหนี้ที่เขาไม่มีวันจ่ายหมด” จอมทัพเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากความสงสาร

“ลายเซ็นนี้ถูกตรวจสอบโดยฝ่ายกฎหมายแล้ว มันมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ ถ้าเธอไม่จ่ายฉันก็มีสิทธิ์ยึดทุกอย่างที่เธอมี รวมถึงตัวเธอด้วย”

ความโกรธที่มีต่อจอมทัพมลายหายไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงความเสียใจและตกใจที่ถูกเลือดในอกขายทิ้งอย่างไม่ใยดี อิงดาวเข่าอ่อนจนเกือบจะทรุดลงกับพื้น เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาทับร่าง ความภาคภูมิใจในฐานะดีไซน์เนอร์ผู้หยิ่งทระนงบัดนี้เหลือเพียงศูนย์ เมื่อเธอตระหนักว่าแท้จริงแล้วเธอคือ ‘สินค้า’ ที่พ่อตัวเองเอามาแลกเงิน

จอมทัพลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาช้าๆ เสียงฝีเท้าของเขาแต่ละก้าวเหมือนจังหวะการนับถอยหลังของระเบิดเวลา เขาหยุดลงที่เบื้องหลังของหญิงสาวที่กำลังยืนตัวสั่นเทา จอมทัพโน้มตัวลงมาจนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดที่ซอกคอขาวเนียนของเธอ เขามองเห็นรอยจ้ำแดงสีกุหลาบที่เขาประทับไว้เมื่อคืนชัดเจนภายใต้แสงโคมไฟ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป