บทที่ 8 พยศ (4)

พยศ (4)

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องนอนกว้างขวางอีกครั้งหลังจากเสียงล็อกประตูดังสนิท ทิ้งให้อิงดาวนอนจมอยู่บนเตียงยับยู่ยี่ที่ยังหลงเหลืออุณหภูมิร้อนผ่าวจากร่างกายของชายหนุ่มที่เพิ่งจากไป กลิ่นกายของจอมทัพ กลิ่นวิสกี้ผสมไม้จันทน์หอมที่เข้มข้นยังคงวนเวียนอยู่ในอากาศและติดตรึงอยู่ตามผิวเนื้อของเธอ ราวกับมันเป็นโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นซึ่งพันธนาการเธอไว้ไม่ให้ดิ้นหลุดไปไหน

อิงดาวพยายามยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ร่างกายของเธอรู้สึกราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทุกการขยับตัวนำมาซึ่งความเจ็บแปลบกึ่งกลางกายที่ย้ำเตือนถึงบทลงโทษอันป่าเถื่อนแต่แฝงไปด้วยความวาบหวามที่เขาเพิ่งมอบให้ เธอหยิบเศษเสื้อเชิ้ตที่ถูกเขากระชากจนขาดวิ่นขึ้นมาพยายามปกปิดร่างกายที่บอบช้ำ สายตาพร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตาที่บดบังทัศนียภาพหรูหราเบื้องหน้าจนมืดมิด

“ทำไม ทำไมต้องเป็นแบบนี้” เธอพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือจนแทบไม่ได้ยิน

หัวใจของดีไซเนอร์สาวผู้ทระนงกำลังถูกบดขยี้ด้วยความจริงที่แสนสาหัส เธอเคยคิดว่าไหวพริบและความฉลาดของเธอจะช่วยให้เธอรอดพ้นจากเงื้อมมือของจอมทัพได้ แต่กฎเหล็ก 3 ข้อที่เขาประกาศออกมานั้นเหมือนกับการปิดประตูตายทุกบานในชีวิตของเธอ โดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่เกี่ยวกับพ่อ ต่อให้เธอจะเกลียดชังอรรถพลมากเพียงใดที่ขายเธอเพื่อล้างหนี้ แต่ส่วนลึกในใจเธอก็ไม่อาจปล่อยให้พ่อแท้ๆ ต้องไปเน่าตายในคุกด้วยน้ำมือของชายหนุ่มผู้เลือดเย็นคนนี้

จอมทัพไม่ได้แค่ขังร่างกายเธอไว้ในห้องนี้ แต่เขาขังศีลธรรมและความกตัญญู ของเธอไว้เป็นตัวประกันด้วย

อิงดาวพยุงร่างที่อ่อนแรงเดินไปที่กระจกบานใหญ่ในห้องน้ำ เธอจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองที่สภาพดูไม่ได้ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ริมฝีปากบวมช้ำ และรอยแดงสีกุหลาบทั่วเนินอกที่ตอกย้ำว่าเขาได้ตีตราจองเธอไว้ทุกตารางนิ้วแล้ว เธอเผลอใช้มือลูบไปตามรอยเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ในใจหนึ่งเธออยากจะล้างมันออกให้สะอาดด้วยน้ำที่ร้อนที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อีกใจกลับมีความซ่านสยิวบางอย่างที่น่าขยะแขยงแล่นพล่านขึ้นมาเพียงแค่คิดถึงตอนที่เขาฝังใบหน้าลงมา

“เธอเกลียดเขาอิงดาว เธอต้องเกลียดเขา” เธอสั่งตัวเองซ้ำๆ ราวกับเป็นการสะกดจิต

เธอมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกนิรภัยที่ล็อคตาย แสงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังจะลับขอบฟ้าฉาบไล้สวนสวยด้านล่างให้กลายเป็นสีส้มอมแดงราวกับเปลวเพลิงที่กำลังเผาไหม้ชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์ของเธอ อิงดาวนึกถึงรันเวย์แฟชั่น นึกถึงเสียงปรบมือ และนึกถึงเสรีภาพที่เธอเคยสูดดมได้เต็มปอด บัดนี้ทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไกลห่างออกไปทุกที

ในนาทีนั้น อิงดาวตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่าชัยชนะครั้งนี้ของจอมทัพคือชัยชนะที่สมบูรณ์แบบที่สุด เขาไม่ได้ใช้เพียงกำลัง แต่เขาใช้ความอ่อนแอ ในใจเธอเป็นอาวุธ กรงสิงหราชแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างจากเหล็กหนา แต่มันถูกสร้างจากความซับซ้อนของหนี้สิน สายเลือด และราคะที่ถักทอจนกลายเป็นตาข่ายดักฝันร้าย

เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นห้องน้ำที่เย็นเฉียบ กอดเข่าตัวเองแน่นพร้อมกับปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเงียบๆ ไม่มีเสียงสะอื้น มีเพียงความเงียบที่กรีดลึกเข้าไปในวิญญาณ ความพยศที่เคยร้อนแรงบัดนี้ถูกกลบด้วยเถ้าถ่านแห่งความพ่ายแพ้ แต่อย่างไรก็ตาม ในแววตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาคู่นั้นยังมีความมุ่งมั่นบางอย่างซ่อนอยู่ลึกๆ

“ถ้าฉันหนีออกไปไม่ได้ ฉันก็จะทำลายกรงนี้จากข้างใน”

คำปฏิญาณสุดท้ายดังขึ้นในใจก่อนที่เธอจะจมลงสู่ความอ่อนล้า บทที่ 4 จบลงด้วยความพ่ายแพ้ทางร่างกายของอิงดาว แต่จิตวิญญาณของเธอกำลังก่อร่างสร้างแผนการใหม่ภายใต้กฎเหล็กของจอมทัพ แผนการที่จะทำให้เสือร้ายอย่างเขาต้องรู้ซึ้งว่า การขังดวงดาวไว้ในมือ อาจจะทำให้เขาถูกเผาไหม้ได้เช่นกัน

ภายในห้องเสื้อ ‘INGDAO Design’ แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในวงการแฟชั่นไทย บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเสียงเพลงคลอเบาๆ บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียด เจ๊พอลล่า ผู้จัดการส่วนตัวควบตำแหน่งพี่สาวคนสนิทของอิงดาว กำลังเดินวนเวียนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ มือหนาทาเล็บสีแดงสดกดโทรศัพท์มือถือซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหน้าจอแทบไหม้

“รับสิยายอิงดาว รับสายเจ๊เถอะลูก ไม่อย่างนั้นเจ๊จะอกแตกตายตรงนี้แล้วนะ!” เจ๊พอลล่าสบถออกมาด้วยน้ำเสียงจิกกัดแต่แฝงไปด้วยความกังวลอย่างปิดไม่มิด

นี่เป็นวันที่สองแล้วที่อิงดาวขาดการติดต่ออย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับคนอื่นอาจจะคิดว่าดีไซเนอร์สาวสุดแซ่บแอบหนีไปพักผ่อนหลังจากกรำงานหนักในคืนแฟชั่นโชว์การกุศล แต่สำหรับเจ๊พอลล่าที่รู้ไส้รู้พุงอิงดาวดี ย่อมรู้ว่านี่คือเรื่องผิดปกติขั้นร้ายแรง อิงดาวเป็นคนบ้างานและมีความรับผิดชอบสูงลิบ เธอไม่มีวันปิดเครื่องหนีหายไปโดยไม่แจ้งล่วงหน้า โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่มีการนัดคุยกับซัพพลายเออร์รายใหญ่เพื่อสั่งทอผ้าไหมคอลเลกชันใหม่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป