บทที่ 12 ตอนที่ 12 เจ้าสาวในกรงแค้น

ตอนที่ 12

เจ้าสาวในกรงแค้น

แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านกระจกสูงจากพื้นจรดเพดานของห้องแต่งตัวเจ้าสาว กระทบลงบนผ้าลูกไม้สีขาวละเอียดที่คลุมร่างเพียงฟ้าไว้ราวกับหมอกบาง ๆ ทว่าในสายตาของหญิงสาว ชุดแต่งงานงดงามตรงหน้าไม่ได้ต่างอะไรจากผ้าพันแผลที่ใช้ปิดบังรอยแผลเน่าเปื่อยของความจริง ทุกอย่างในวันนี้ถูกจัดขึ้นอย่างเร่งรีบ แต่สมบูรณ์แบบจนแทบหาที่ติไม่ได้

ดอกไม้สีขาวนับพันดอกถูกประดับเรียงเป็นซุ้มยาวกลางห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรู โต๊ะอาหารเรียงตัวเป็นระเบียบ แก้วคริสตัลวาววับใต้แสงไฟระย้า สื่อมวลชนบางสำนักได้รับเชิญมาอย่างจำกัดเพื่อบันทึกภาพงานวิวาห์ที่ถูกประกาศว่าเป็น “การเริ่มต้นใหม่ของสองตระกูลที่เคยมีบาดแผลร่วมกัน”

ประโยคนั้นทำให้เพียงฟ้าอยากหัวเราะ การเริ่มต้นใหม่หรือถ้านี่คือการเริ่มต้นใหม่จริง เหตุใดเธอจึงรู้สึกเหมือนกำลังถูกผลักเข้าไปในห้องขังที่ประดับด้วยดอกไม้เสียงช่างแต่งหน้าขยับพู่กันเบา ๆ ใกล้แก้มทำให้เธอกะพริบตา เพียงฟ้าเงยหน้ามองตัวเองในกระจก หญิงสาวในเงาสะท้อนสวยงามจนแทบไม่เหมือนเธอ ดวงตาถูกแต่งให้คมหวาน ริมฝีปากสีชมพูอ่อน ผมถูกรวบเป็นมวยต่ำอย่างเรียบหรู มีผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวบางเบาปักลายละเอียดคลุมลงมาถึงช่วงไหล่ทุกอย่างดูเหมือนความฝันของผู้หญิงคนหนึ่ง

แต่หัวใจของเธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ฝันมันคือสัญญา

คือข้อแลกเปลี่ยนคือกรงที่เธอยอมเดินเข้าไปเองเพื่อแลกกับโอกาสค้นหาความจริง

“คุณเพียงฟ้าคะ ถ้าเกร็งมาก สีหน้าจะดูเครียดในรูปนะคะ ลองผ่อนลมหายใจนิดหนึ่งค่ะ วันนี้เจ้าสาวสวยมากจริง ๆ ถ้ายิ้มอีกนิด ทุกคนต้องมองไม่วางตาแน่เลยค่ะ” ช่างแต่งหน้าพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน พยายามทำให้บรรยากาศในห้องไม่เงียบจนเกินไป

เพียงฟ้าส่งยิ้มบาง ๆ ผ่านกระจก “ขอบคุณค่ะ แต่วันนี้คงไม่ใช่วันที่ฉันยิ้มง่ายเท่าไร ถ้าภาพออกมาดูเหมือนเจ้าสาวที่กำลังจะขึ้นศาลมากกว่าเข้าพิธีแต่งงาน ก็ช่วยถือว่ามันเป็นความจริงของงานนี้ก็แล้วกันนะคะ” เธอพูดพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ที่ไปไม่ถึงดวงตา

ช่างแต่งหน้าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มเก้อ ๆ แล้วก้มหน้าจัดเครื่องสำอางต่ออย่างไม่กล้าถามอะไรเพิ่ม

ประตูห้องแต่งตัวเปิดออกเบา ๆ พีรดนย์ก้าวเข้ามาในชุดสูทสีเข้มตัดเย็บประณีต ใบหน้าสุภาพของเขายังมีรอยยิ้มบาง ๆ เหมือนเดิม เขาไม่ได้เดินเข้ามาใกล้จนเกินงาม เพียงหยุดอยู่ด้านหลังเก้าอี้แต่งหน้าในระยะที่ทำให้เพียงฟ้ามองเห็นเขาผ่านกระจก

“ขอโทษนะครับ ผมเข้ามาขัดจังหวะหรือเปล่า พอดีด้านนอกใกล้ได้เวลาแล้ว ผมเลยมาดูว่าคุณพร้อมไหม และอยากถามด้วยว่าตอนนี้ข้อเท้ายังเจ็บอยู่หรือเปล่า ถ้ายังเดินไม่สะดวก ผมจะให้คนจัดทางเดินให้สั้นลงหรือเตรียมคนช่วยประคองไว้ใกล้ ๆ โดยไม่ให้ดูสะดุดตาเกินไป” พีรดนย์พูดอย่างละมุนละม่อม น้ำเสียงของเขามีความห่วงใยที่ชวนให้คนฟังรู้สึกเหมือนได้รับการมองเห็นจริง ๆ

เพียงฟ้าหันไปหาเขาเล็กน้อย “ยังเจ็บนิดหน่อยค่ะ แต่ฉันเดินเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้ใครประคองหรอกค่ะ ฉันไม่อยากให้คนในงานเห็นว่าฉันอ่อนแอตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มพิธี”

พีรดนย์มองเธอด้วยสายตาเข้าใจ “การยอมรับว่าเจ็บไม่ได้แปลว่าอ่อนแอนะครับ บางครั้งคนเราเข้มแข็งมากเกินไปจนลืมไปว่าร่างกายก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน โดยเฉพาะคุณที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ไฟไหม้มาไม่นาน ผมไม่ได้พูดเพื่อให้คุณรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่าถ้าเดินไม่ไหวจริง ๆ วันนี้คุณไม่จำเป็นต้องฝืนทุกอย่างคนเดียว”

เพียงฟ้าเงียบไปครู่หนึ่ง คำพูดของเขาอ่อนโยนเกินกว่าจะตั้งกำแพงใส่ได้ในทันที

“ขอบคุณนะคะ คุณเป็นคนแรกของบ้านนั้นที่พูดกับฉันเหมือนฉันเป็นคนป่วยจริง ๆ ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องจัดการ หรือพยานที่ต้องเก็บไว้ใช้งาน” เธอกล่าวเสียงเบาลงอย่างจริงใจ

พีรดนย์ยิ้มอ่อน “กันต์ธีร์ไม่ใช่คนพูดเก่งเรื่องความรู้สึกครับ เขาชินกับการใช้คำสั่งมากกว่าคำปลอบใจ บางครั้งเขาอาจดูใจร้ายเกินไป แต่ผมรู้ว่าเขาไม่ได้เย็นชาทั้งหมดอย่างที่แสดงออกหรอกครับ เพียงแต่เขาเจ็บมานานมาก จนไม่รู้ว่าควรพูดกับคนที่เกี่ยวข้องกับอดีตของเขาอย่างไรโดยไม่ทำร้ายกัน”

เพียงฟ้าหัวเราะเบา ๆ อย่างขื่นขม “ถ้าเขาไม่รู้จริง ๆ เขาก็ควรเริ่มจากการไม่ใช้คำว่า ‘ลูกสาวฆาตกร’ ผ่านสายตาทุกครั้งที่มองฉันก็พอค่ะ ฉันไม่ได้ต้องการให้เขาปลอบใจ แค่ไม่เอาอดีตมาฟาดใส่หน้ากันทุกครั้งที่หายใจก็พอแล้ว”

“ผมเข้าใจครับ และผมไม่ได้จะขอให้คุณให้อภัยเขาง่าย ๆ เพราะสิ่งที่คุณเจอเองก็หนักมากเหมือนกัน” พีรดนย์พูดช้า ๆ ก่อนวางกล่องกำมะหยี่เล็ก ๆ ลงบนโต๊ะ “นี่เป็นต่างหูของคุณแม่กันต์ธีร์ เขาขอให้คุณใส่ในพิธี เพราะภาพลักษณ์ของงานวันนี้ต้องการสื่อว่าครอบครัวยอมรับคุณในฐานะเจ้าสาว”

คำว่า “คุณแม่กันต์ธีร์” ทำให้เพียงฟ้ามองกล่องนั้นนิ่ง ๆ

เธอรู้ว่ามารดาของเขาเสียชีวิตในกองเพลิง และเธอก็รู้ว่าการให้เธอสวมเครื่องประดับของผู้หญิงคนนั้นในวันนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก

“เขาเป็นคนขอให้ฉันใส่จริง ๆ หรือเป็นแค่การจัดฉากเพื่อให้ภาพออกมาดูดีคะ” เธอถามตรง ๆ ดวงตามองพีรดนย์ผ่านกระจกอย่างค้นหา

พีรดนย์นิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสุภาพ “ทั้งสองอย่างครับ กันต์ธีร์เป็นนักธุรกิจ เขาคิดเรื่องภาพลักษณ์เสมอ แต่ผมคิดว่าลึก ๆ เขาคงอยากให้วันนี้ดูมีความหมายในแบบที่เขาควบคุมได้ เขาอาจไม่ยอมรับ แต่เครื่องประดับของคุณแม่เป็นสิ่งที่เขาไม่ยอมให้ใครแตะง่าย ๆ การที่เขายอมให้คุณใส่ อย่างน้อยมันก็แปลว่าเขาต้องการให้ทุกคนรู้ว่าหลังจากวันนี้ คุณอยู่ภายใต้สถานะที่เขาจะไม่ให้ใครมาดูแคลนได้ตามใจ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป