บทที่ 2 ตอนที่2 ใบหน้าเย็นชาตอนที่ 2ข้อเสนอจากศัตรู

ตอนที่2

ใบหน้าเย็นชา

เสียงบางอย่างดังขึ้นจากด้านใน แกรก...

เพียงฟ้าหยุดหายใจไปชั่วขณะ เธอหันขวับไปตามเสียง แสงไฟจากโทรศัพท์ส่องไปยังทางเดินด้านขวาที่นำไปสู่อาคารสำนักงานเก่า เงาดำของโต๊ะล้มระเนระนาดทอดยาวอยู่บนพื้น ไม่มีใครปรากฏตัว แต่ความรู้สึกของเธอบอกชัดว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่เธอ

“ใครอยู่ตรงนั้น” เพียงฟ้าถามเสียงเข้ม พยายามไม่ให้เสียงสั่น “ถ้าคุณเป็นคนส่งจดหมายให้ฉัน ก็ออกมาคุยกันตรง ๆ ฉันมาแล้วตามที่คุณต้องการ”

ไม่มีคำตอบ มีเพียงความเงียบที่กดทับลงมาเหมือนฝุ่นหนา

เพียงฟ้ากลืนน้ำลาย ฝืนก้าวไปข้างหน้า เธอรู้ว่าควรกลัว แต่ความกลัวไม่เคยช่วยอะไรเธอได้เลยตลอดสิบปีที่ผ่านมา สิ่งเดียวที่ทำให้เธอยังยืนอยู่ได้คือความดื้อรั้น ดื้อรั้นที่จะเชื่อว่าพ่อไม่ได้เป็นฆาตกร ดื้อรั้นที่จะพิสูจน์ว่าความจริงไม่ได้ถูกไฟเผาจนหมด

เธอเดินเข้าไปในอาคารสำนักงานเก่า ประตูไม้บางบานผุจนแค่แตะก็สั่น ฝุ่นลอยขึ้นมาในลำแสงจากโทรศัพท์ เพียงฟ้ามองหาสัญลักษณ์หรือรหัสใด ๆ ที่อาจตรงกับจดหมาย เธอค้นโต๊ะเก่า ชั้นเอกสารที่เหลือแต่ซาก และตู้เหล็กที่ถูกงัดจนบานประตูบิดเบี้ยว

จนกระทั่งเธอเห็นตัวเลขเล็ก ๆ ถูกขีดไว้บนผนังด้านหลังตู้เอกสาร

B-17

เพียงฟ้าขมวดคิ้ว เธอรีบหยิบกระดาษจดหมายออกมาเทียบกับลายมือด้านหลังที่เธอเพิ่งสังเกตเห็นก่อนมาที่นี่ ใต้ประโยคหลักมีรอยกดจาง ๆ คล้ายถูกเขียนทับจากกระดาษอีกแผ่น เมื่อเธอส่องไฟในมุมเฉียง ตัวเลขเดียวกันปรากฏขึ้นอย่างเลือนรางหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น

“ห้องเก็บเอกสารชั้นใต้ดิน...” เธอจำได้จากแผนผังเก่าที่เคยเห็นในแฟ้มคดี “B น่าจะเป็นบล็อกอาคาร...สิบเจ็ดอาจเป็นตู้เอกสาร”

ยังไม่ทันที่เธอจะก้าวต่อ เสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอดด้านนอกก็ดังขึ้น

เพียงฟ้าดับไฟโทรศัพท์ทันทีแสงไฟหน้ารถกวาดผ่านช่องหน้าต่างแตก ๆ เข้ามาในอาคาร เธอรีบถอยไปหลบหลังเสาปูน หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก เสียงประตูรถปิดดังขึ้น ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่ แต่มีเพียงเสียงหนึ่งที่เดินเข้ามาในอาคารอย่างมั่นคง

“ตรวจรอบนอกให้หมด อย่าให้ใครอยู่ในพื้นที่นี้” เสียงผู้ชายทุ้มต่ำดังขึ้นจากโถงด้านนอก น้ำเสียงนั้นเฉียบขาดจนคนฟังรู้ทันทีว่าคุ้นชินกับการออกคำสั่ง

เพียงฟ้าขนลุกวาบโดยไม่รู้ตัวเธอรู้จักเสียงนี้ แม้ไม่เคยพูดคุยกันตรง ๆ มาก่อน

กันต์ธีร์...ผู้ชายที่เป็นทายาทของตระกูลเจ้าของโรงงานแห่งนี้ ผู้ชายที่สื่อเคยเรียกว่าเป็นนักธุรกิจหนุ่มผู้ฟื้นอาณาจักรจากซากโศกนาฏกรรม และเป็นผู้ชายคนเดียวกับที่เพียงฟ้าเคยเห็นจากหน้าหนังสือพิมพ์ในวันที่เขายืนให้สัมภาษณ์ด้วยใบหน้าเย็นชา หลังศาลตัดสินว่าพ่อของเธอมีความผิด

ในวันนั้น เขาพูดเพียงประโยคเดียว แต่ประโยคนั้นฝังอยู่ในใจเธอตลอดมา

“คนผิดควรได้รับผลของการกระทำ ไม่ว่าผลนั้นจะทำให้ใครต้องพังไปด้วยก็ตาม”

เพียงฟ้ากัดริมฝีปากแน่น เธอไม่คิดว่าเขาจะมาที่นี่ในคืนนี้เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แสงไฟฉายส่องผ่านเสาที่เธอซ่อนตัวอยู่ เพียงฟ้าพยายามขยับถอย แต่ส้นรองเท้ากลับเหยียบเศษกระจกแตกจนเกิดเสียงกรอบแกรบความเงียบทั้งอาคารถูกฉีกออกทันที

“ใครอยู่ตรงนั้น”น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้นใกล้มาก เพียงฟ้าหลับตาอย่างหงุดหงิด รู้ดีว่าไม่มีทางหลบได้อีก เธอสูดลมหายใจลึกแล้วก้าวออกมาจากหลังเสา

แสงไฟฉายสาดใส่ใบหน้าเธอจนต้องหรี่ตา

กันต์ธีร์ยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว เขาอยู่ในชุดสูทสีเข้มที่ดูไม่เข้ากับสถานที่รกร้างเลยแม้แต่น้อย รูปร่างสูงสง่า ใบหน้าคมจัดนิ่งเฉยจนแทบไร้อารมณ์ แต่ดวงตาของเขากลับมีความเย็นชาที่คมยิ่งกว่าเศษกระจกบนพื้น

เขามองเธอเหมือนมองสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ควรปรากฏอยู่ที่นี่วินาทีแรกที่สายตาสบกัน เพียงฟ้ารู้สึกราวกับอากาศในปอดถูกดึงออกไป ไม่ใช่เพราะหวาดกลัวแต่เพราะในดวงตาคู่นั้นมีความเกลียดชังที่ชัดเจนเกินกว่าจะมองข้าม

กันต์ธีร์ลดไฟฉายลงช้า ๆ ดวงตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเธอราวกับกำลังค้นความทรงจำ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีรอยยิ้มอยู่ในนั้น

“เพียงฟ้า”เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับทำให้ชื่อของเธอฟังเหมือนคำกล่าวหา

เพียงฟ้ายืดตัวตรง “คุณรู้จักฉันด้วยเหรอคะ”

“ลูกสาวของชาญชัย” เขาตอบทันที “ต่อให้ผ่านไปอีกสิบปี ฉันก็จำได้ว่าคนในครอบครัวนั้นหน้าตาเป็นยังไง”

คำว่า “ครอบครัวนั้น” ทำให้เพียงฟ้ากำมือแน่น แต่เธอยังควบคุมสีหน้าไว้ได้

“ดีค่ะ งั้นฉันคงไม่ต้องแนะนำตัวให้เสียเวลา” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเย็นไม่แพ้กัน “แต่ฉันอยากรู้ว่าคุณมีสิทธิ์อะไรมาเรียกครอบครัวฉันด้วยน้ำเสียงเหมือนเราไม่ใช่คน”

กันต์ธีร์ก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว แสงไฟจากด้านหลังทำให้เงาของเขาทาบลงบนพื้นราวกับกรงเหล็กที่กำลังเคลื่อนเข้าหาเธอ

“ถ้าครอบครัวของเธออยากให้คนอื่นมองว่าเป็นคน ก็ควรเริ่มจากการไม่เผาโรงงาน ไม่ทำให้คนตาย และไม่ทำให้แม่ของฉันไม่มีโอกาสกลับบ้าน”

ประโยคนั้นเหมือนถูกขว้างใส่หน้าอย่างแรง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป