บทที่ 7 ตอนที่7 หลักฐานที่ช่วย

ตอนที่7

หลักฐานที่ช่วย

เพียงฟ้านิ่งไปจดหมายนิรนามยังอยู่ในกระเป๋าของเธอหรือเปล่า เธอไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ากระเป๋าถูกนำมาที่นี่ไหม หากกันต์ธีร์หรือคนของเขาเจอมัน เขาคงบีบให้เธอตอบมากกว่านี้แน่

สายตาของเธอเผลอเหลือบไปยังเก้าอี้ข้างเตียงซึ่งมีกระเป๋าสะพายของเธอวางอยู่ เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น แต่กันต์ธีร์เห็นเขาเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋า

“อย่าแตะของของฉัน”

เพียงฟ้าพยายามลุกจากเตียง แต่เจ็บข้อเท้าจนหน้าซีด กันต์ธีร์หันมามองอย่างดุ ๆ

“นั่งลง ถ้าไม่อยากให้ข้อเท้าบวมกว่าเดิม”

“คืนกระเป๋าฉันมา”

“ฉันจำเป็นต้องตรวจสอบว่าเธอนำอะไรเข้าไปในพื้นที่ของฉัน”

“คุณไม่มีสิทธิ์ค้นของส่วนตัวฉัน”

“เธอเองก็ไม่มีสิทธิ์บุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของฉัน แต่เธอก็ทำไปแล้ว”

เพียงฟ้ากัดฟันแน่น มองมือเขาเปิดกระเป๋าของเธอด้วยความโกรธ เขาหยิบของออกมาทีละชิ้น โทรศัพท์ กระเป๋าสตางค์ ผ้าเช็ดหน้า ยาแก้ปวด และสุดท้ายคือกระดาษพับเล็ก ๆ ที่ถูกเก็บไว้ในช่องซิปด้านใน

หัวใจของเพียงฟ้าหล่นวูบ กันต์ธีร์คลี่กระดาษออก อ่านข้อความบนนั้น ดวงตาของเขาเย็นลงอย่างน่ากลัว

“หลักฐานที่ช่วยพ่อของเธอได้ ยังซ่อนอยู่ในที่ที่ไฟเริ่มต้น” เขาอ่านออกเสียงช้า ๆ ก่อนเงยหน้ามองเธอ “นี่คือเหตุผลที่เธอเข้าไปในโรงงาน”เพียงฟ้าไม่ตอบ

“ใครส่งให้เธอ”

“ฉันไม่รู้”

“อย่าโกหก”

“ฉันไม่ได้โกหก” เธอพูดชัดถ้อยชัดคำ “จดหมายนี้ถูกใส่ไว้ในตู้จดหมายหน้าบ้าน ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีที่อยู่ ไม่มีเบอร์โทร ไม่มีอะไรเลยนอกจากข้อความนั้น”

“แล้วเธอก็เชื่อ?”

“ฉันไม่ได้เชื่อทั้งหมด แต่ฉันไม่มีทางเลือกมากนัก”

“มีสิ เธอเลือกแจ้งตำรวจได้ เลือกส่งมาให้ทนายได้ เลือกทำทุกอย่างที่คนปกติควรทำ แต่เธอกลับเลือกเข้าไปในโรงงานร้างกลางดึกคนเดียว”

เพียงฟ้าหลับตาลง พยายามกลืนความเจ็บในคอ “คนปกติที่คุณพูดถึง คงเป็นคนที่ยังเชื่อว่ากฎหมายและอำนาจจะปกป้องเขา แต่ฉันไม่ได้มีชีวิตแบบนั้นค่ะ คุณไม่รู้หรอกว่าการเป็นลูกสาวของคนที่ถูกเรียกว่าฆาตกรมันเป็นยังไง เวลาฉันเดินเข้าหาสถานีตำรวจ คนมองฉันเหมือนฉันกำลังสร้างเรื่อง เวลาฉันขอคัดเอกสารเพิ่ม เขาบอกว่าคดีจบแล้ว เวลาฉันพูดว่าพ่อไม่ได้ทำ ทุกคนมองฉันด้วยสายตาสงสารปนรำคาญ เหมือนฉันเป็นเด็กดื้อที่ไม่ยอมรับความจริง ฉันเคยทำทุกทางที่ถูกต้องแล้ว กันต์ธีร์ แต่ไม่มีประตูบานไหนเปิดให้ฉันเลย”

ประโยคยาวของเธอค่อย ๆ ลอยลงในห้องสีขาว

กันต์ธีร์ยังถือจดหมายไว้ แต่สีหน้าของเขานิ่งขึ้น ไม่ใช่ความอ่อนโยน หากเป็นความนิ่งที่มีบางอย่างสะดุดอยู่ข้างใน

เพียงฟ้าหันหน้าหนีไปทางหน้าต่าง “เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะด่าฉันว่าโง่ที่ยอมตามจดหมายไร้ชื่อเข้าไปในโรงงาน ก็เชิญค่ะ ฉันรู้ว่ามันเสี่ยง แต่การนั่งรอให้ความจริงเดินมาหาฉันเองมันทรมานกว่านั้นมาก”

“เธอคิดว่าการตายจะช่วยพ่อเธอได้หรือไง”

น้ำเสียงเขาต่ำลง ไม่ได้เยาะหยันเหมือนก่อนหน้า แต่มีความเข้มบางอย่างแฝงอยู่

เพียงฟ้าหันกลับมามอง “ฉันไม่ได้อยากตาย”

“แต่เธอทำเหมือนไม่กลัวตาย”

“ฉันกลัวค่ะ” เธอตอบโดยไม่หลบตา “เมื่อคืนฉันกลัวจนแทบหายใจไม่ออก ไม่ใช่แค่เพราะไฟ แต่เพราะฉันเคยคิดมาตลอดว่าถ้าวันหนึ่งฉันตายในที่เดียวกับที่พ่อถูกกล่าวหาว่าจุดไฟ ทุกคนก็คงพูดเหมือนเดิมว่าครอบครัวนี้สมควรแล้ว แต่ต่อให้กลัว ฉันก็ยังต้องไป เพราะบางครั้งคนที่เหลืออยู่ก็ไม่มีสิทธิ์อ่อนแอนานนัก”

กันต์ธีร์มองเธอเงียบ ๆ เขาไม่ควรรู้สึกอะไรกับคำพูดนั้น ไม่ควรเห็นภาพเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางคำด่าของคนทั้งเมือง ไม่ควรนึกถึงความโดดเดี่ยวในดวงตาของเธอเมื่อคืน และไม่ควรเปรียบเทียบมันกับความว่างเปล่าของตัวเองหลังเสียแม่แต่สมองมนุษย์ชอบทรยศเจ้าของเสมอเขาพับจดหมายเก็บไว้

เพียงฟ้ารีบพูด “คืนมา”

“ฉันต้องเก็บไว้ตรวจสอบ”

“นั่นเป็นของฉัน”

“มันเกี่ยวข้องกับเหตุไฟไหม้ในพื้นที่ของฉัน”

“และเกี่ยวข้องกับพ่อของฉัน”

“เพราะฉะนั้นเราต่างมีเหตุผลที่จะเก็บมันไว้” กันต์ธีร์พูดเสียงเรียบ “แต่ตอนนี้ฉันเป็นคนถือมันอยู่”

เพียงฟ้าจ้องเขาอย่างโกรธจัด “คุณนี่มัน...”

“เลือกคำดี ๆ ก่อนพูด เพราะเธอยังต้องคุยกับฉันอีกนาน”

“ฉันไม่อยากคุยกับคุณอีกแม้แต่นาทีเดียว”

“น่าเสียดายที่ความต้องการของเธอไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้”

เธอหันหน้าหนีอย่างขุ่นเคือง ขณะที่กันต์ธีร์ลุกขึ้นยืน เขาเดินไปเปิดประตูแล้วสั่งคนด้านนอกให้ตามแพทย์เข้ามาดูอาการเธออีกครั้ง น้ำเสียงที่ใช้กับลูกน้องยังเฉียบขาด สุขุม และคุ้นชินกับการควบคุมทุกอย่าง

เพียงฟ้ามองแผ่นหลังเขาแล้วรู้สึกขัดแย้งในใจอย่างประหลาดผู้ชายคนนี้ช่วยชีวิตเธอแต่ก็ยึดจดหมายของเธอเขาเหมือนกำแพงสูงที่ขวางทุกคำตอบแต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็อาจเป็นคนเดียวที่มีอำนาจพอจะเปิดประตูไปสู่ความจริงได้

แพทย์เข้ามาตรวจอาการเพียงฟ้า แจ้งว่าเธอสำลักควันไม่รุนแรงมาก แต่ต้องพักดูอาการอีกอย่างน้อยหนึ่งวัน ข้อเท้าพลิก ควรงดลงน้ำหนักชั่วคราว เพียงฟ้านั่งฟังเงียบ ๆ โดยมีสีหน้าไม่เต็มใจนัก

หลังแพทย์ออกไป กันต์ธีร์กลับเข้ามาพร้อมโทรศัพท์ในมือ

“เธอจะออกจากโรงพยาบาลได้พรุ่งนี้ ถ้าอาการไม่แย่ลง”

“ฉันออกวันนี้ได้”

“แพทย์ไม่อนุญาต”

“ฉันไม่มีเงินจ่ายค่าห้องต่อ”

“ฉันบอกแล้วว่าไม่คิดเงิน”

“แล้วฉันก็บอกแล้วว่าไม่อยากติดหนี้คุณ”

กันต์ธีร์ถอนหายใจเบา ๆ เหมือนใช้ความอดทนกับเธอไปมากพอสมควร

“เพียงฟ้า ฟังให้ดี ฉันไม่ได้ช่วยเธอเพราะสงสาร ไม่ได้ช่วยเพราะอยากเป็นคนดี และไม่ได้ช่วยเพื่อให้เธอซาบซึ้ง ฉันช่วยเพราะเธอเป็นพยานคนเดียวที่เห็นคนสวมแหวนเหยี่ยวเมื่อคืน ถ้าเธอออกไปเดินล้มอยู่ข้างถนนหรือถูกใครปิดปากก่อนที่ฉันจะรู้ความจริง ฉันจะเสียประโยชน์ เพราะฉะนั้นนอนพักอยู่ที่นี่ อย่าดื้อในเรื่องที่ทำให้ฉันเสียเวลา”

เพียงฟ้าฟังจนจบ ก่อนยิ้มบาง ๆ อย่างเจ็บ ๆ

“ขอบคุณนะคะที่อธิบายยาวมากเพื่อยืนยันว่าคุณไม่ได้เป็นห่วงฉันเลยสักนิด”

กันต์ธีร์นิ่งไป เพียงฟ้าก้มมองมือที่มีรอยเข็มน้ำเกลือ “ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันไม่ได้เข้าใจผิดว่าคุณมีน้ำใจอะไรกับฉันหรอก คนอย่างคุณคงไม่มีวันยอมรับว่าลูกสาวของชาญชัยเป็นคนที่ควรได้รับความช่วยเหลือโดยไม่ต้องมีผลประโยชน์ตอบแทน”

“ถ้าฉันไม่มีน้ำใจเลย เธอคงไม่ได้ตื่นขึ้นมาบนเตียงนี้”

“แต่ถ้าคุณมีน้ำใจจริง คุณคงไม่พูดเหมือนฉันเป็นของกลางในคดี”

“เพราะเธอกำลังทำตัวเหมือนของกลางที่เดินเองได้และสร้างปัญหาเก่งมาก”

เพียงฟ้าถลึงตาใส่เขา ทั้งโกรธทั้งเหนื่อยจนไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ประตูห้องถูกเคาะเบา ๆ ก่อนเปิดออก

ชายหนุ่มอีกคนก้าวเข้ามา เขาสูงพอ ๆ กับกันต์ธีร์ แต่บุคลิกต่างกันอย่างชัดเจน หากกันต์ธีร์เหมือนกำแพงหินเย็น พีรดนย์ก็เหมือนสายน้ำที่ดูนิ่งและอบอุ่นกว่า ใบหน้าของเขาสุขุม ดวงตาอ่อนโยน มีรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียดในห้องลดลงเล็กน้อย

“ขอโทษที่เข้ามาขัดจังหวะ” พีรดนย์พูดด้วยน้ำเสียงนุ่ม “หมอบอกว่าคุณเพียงฟ้าฟื้นแล้ว ผมเลยอยากเข้ามาดูอาการสักหน่อย”

เพียงฟ้ามองเขาอย่างระวังตัว พีรดนย์หันมาทางเธอ ยิ้มอย่างสุภาพ “ผมพีรดนย์ เป็น...คนในครอบครัวของกันต์ธีร์ และช่วยดูแลเรื่องบริษัทหลายอย่าง ต้องขอโทษแทนทุกคนด้วยนะครับที่เมื่อคืนเกิดเรื่องอันตรายขึ้น คุณคงตกใจมาก”คำพูดนั้นต่างจากกันต์ธีร์ราวฟ้ากับเหว

เพียงฟ้าชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “ฉันไม่เป็นอะไรมากค่ะ”

“ไม่เป็นอะไรมาก แต่สำลักควันจนหมดสติ และข้อเท้าพลิก” กันต์ธีร์พูดแทรกเสียงเรียบ “นิยามคำว่าไม่เป็นอะไรของเธอน่าสนใจดี”

เพียงฟ้าหันไปมองเขาอย่างเอาเรื่อง “คุณไม่จำเป็นต้องช่วยขยายความทุกประโยคก็ได้ค่ะ”

พีรดนย์หัวเราะเบา ๆ ไม่ดังนัก แต่พอทำให้บรรยากาศผ่อนลง “ผมเห็นแล้วว่าคุณสองคนคุยกันได้...ดุเดือดพอสมควร”

“ไม่ได้เรียกว่าคุยค่ะ” เพียงฟ้าตอบทันที “เรียกว่าสอบสวนฝ่ายเดียวมากกว่า”

พีรดนย์หันไปมองกันต์ธีร์ด้วยสายตาเหมือนตำหนิอย่างอ่อนโยน “กันต์ เธอเพิ่งฟื้น นายควรให้เวลาเธอพักบ้าง”

เพียงฟ้าสะดุดกับคำเรียกนั้น กันต์ ไม่มีใครเรียกกันต์ธีร์ด้วยน้ำเสียงสนิทสนมแบบนั้นต่อหน้าเธอมาก่อน แม้พวกเขาเพิ่งพบกันได้ไม่นาน แต่เพียงฟ้าก็รับรู้ได้ทันทีว่าพีรดนย์เป็นคนที่กันต์ธีร์ยอมให้เข้าใกล้มากกว่าคนอื่น

กันต์ธีร์ไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงเดินไปยืนริมหน้าต่าง สีหน้าบอกชัดว่าไม่พอใจแต่ยอมเงียบ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป