บทที่ 9 นักรัก นักร้อง น้องรัก

"โอเคครับรุ้ง คุณทำงานต่อเถอะ แล้วก็อย่าหักโหมมากนะ พักผ่อนเสียบ้าง"

"ไม่ต้องห่วงนะเคน รุ้งดูแลตัวเองได้ แค่นี้ก่อนนะคะที่รัก พอดีงานเต็มโต๊ะเลยจ้ะ"

"โอเค ผมไม่กวนล่ะ บาย"

รุ้งลาวัลย์จูบลาคนปลายสายผ่านโทรศัพท์...ศรัณย์วางสายไปแล้ว หล่อนเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าแล้วส่องสำรวจตัวเองหน้ากระจกเงา...ภายในห้องน้ำของโรงแรมที่วันนี้จะมีใครบางคนมาร้องเพลงที่ลานบาร์สำหรับนักท่องราตรี

หญิงสาวเดินออกจากห้องน้ำโดยมีเป้าหมายอยู่ที่โต๊ะด้านหน้าเวที สำหรับแขกพิเศษเช่นหล่อนแค่เดินไปบอกพนักงานทางนั้นก็รู้ได้ทันที ไม่มีใครที่ไม่รู้จักว่าหล่อนมีตำแหน่งอะไรในเดอะเรด และที่สำคัญ ทุกคนต่างรู้กันทั้งนั้นว่าเป็นเด็กใคร นั่นคือความภูมิใจในฐานะคนโปรด กับสัมพันธ์ที่ก้าวล้ำไปมากกว่าเจ้านายกับลูกน้องธรรมดา

"เดี๋ยวค่ะพี่ภาม..."

สุดที่รักหยุดเดินแล้วรั้งท่อนแขนแกร่งเอาไว้ เมื่อเดินเข้ามาในบาร์แล้วเห็นว่ารุ้งลาวัลย์นั่งรออยู่ที่โต๊ะเพียงลำพัง ที่หล่อนชะงักและลังเลเพราะว่าภัทรนนท์กำลังเดินตรงไปที่โต๊ะนั้น เขาไม่ได้บอกตั้งแต่

ทีแรกว่าอีกฝ่ายก็มาด้วยเช่นเดียวกัน

"มีอะไรเหรอ...หรืออยากไปเข้าห้องน้ำ ถ้าอย่างนั้นก็เดินตรงไปข้างเวที เดินตรงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอ"

"เปล่าค่ะ...แต่...พี่ภามไม่ได้บอกว่าคุณรุ้งมาด้วยนี่คะ"

"อ๋อ คุณรุ้งเข้ามาดูงานที่โรงแรมพอดีน่ะ ที่จริงก็ไม่ได้นัดไว้หรอก"

"ถ้ารู้ว่าพี่ภามนัดเธอไว้ ปลากริมคงไม่มา"

"ทำไมล่ะครับ กลัวอะไรเหรอ ดีเสียอีกจะได้ทำความคุ้นเคยกันไว้ เพราะปลากริมต้องไปเป็นผู้ช่วยคุณรุ้งอยู่ดี"

"ขอนั่งคนเดียวได้มั้ยคะ ปลากริมนั่งคนเดียวได้"

"กว่าพวกเฮียจะมาก็ดึกนะ นั่งคนเดียวได้ยังไงเหงาแย่ นั่งด้วยกันกับคุณรุ้งน่ะดีแล้ว"

หล่อนแค่นยิ้มปร่าแปร่ง มันมีบางอย่างที่อธิบายยาก พูดไปเขาคงไม่เข้าใจ เรื่องเซ้นส์ที่บอกว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยจะชอบหน้าตน และหล่อนยังสัมผัสได้ถึงเคมีที่ไม่เข้ากันนับแต่วันแรกที่เจอ ยิ่งต้องไปนั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน มันคงอึดอัดดีพิลึก

ภัทรนนท์พาสุดที่รักไปนั่งร่วมโต๊ะกับรุ้งลาวัลย์...เพียงอีกฝ่ายเห็นว่าเขาควงใครมาด้วย แววตาซ่อนความหมายก็ส่งมาเพื่อให้รู้ว่ากำลังไม่พอใจ สุดที่รักสัมผัสได้แม้เพียงชั่ววินาที

"ปลากริมมาด้วยเหรอจ๊ะ"

"ผมพาน้องมาเลี้ยงต้อนรับ ถือว่าเป็นการละลายพฤติกรรมไปในตัว จะได้ทำงานด้วยกันอย่างมีความสุขไงครับ"

"อ่อ...แต่ก็ไม่เห็นบอกรุ้งก่อนเลย มีความลับกับรุ้งเหรอคะ"

น้ำเสียงกึ่งแง่งอนมาพร้อมรอยยิ้มเฝื่อน ทำราวกับว่าเขาเป็น

คนรักที่ทำอะไรแล้วต้องเห็นความสำคัญของตนมาเป็นอันดับแรก หากแต่ว่าสายตาคู่คมที่จ้องกลับทำให้รุ้งลาวัลย์เปลี่ยนท่าที จากที่ลืมตัวเผลอแสดงอะไรบางอย่างออกมา

"นั่งสิปลากริม อยากทานอะไรสั่งเลย วันนี้พี่เลี้ยง"

"อะไรก็ได้ค่ะ แล้วแต่พี่ภาม"

"แล้วพี่ภามเขาจะรู้ได้ยังไงล่ะจ๊ะว่าอยากทานอยากดื่มอะไร ไม่ใช่คนรู้ใจสักหน่อยที่จะสั่งแทนกันได้"

เหมือนถูกตบหน้าด้วยคำพูด แม้น้ำเสียงอีกฝ่ายจะราบเรียบและมาพร้อมรอยยิ้ม แต่นั่นก็ทำให้คนถูกตำหนิหน้าเสียขึ้นมาทันที

"เอ่อ...ไม่เป็นไร พี่เลือกให้ก็ได้ครับ เครื่องดื่มเป็นพันช์ดีมั้ย"

"ค่ะ" พยักหน้าเมื่อเริ่มเซ็งและรู้สึกกร่อย เพราะความแตกต่างอย่างสุดขั้วของตนกับคนร่วมโต๊ะ สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังข่มด้วยหน้าที่การงานที่เป็นเสมือนหัวโขนสวมเอาไว้ แล้วหล่อนจะต้องร่วมงานกับคนแบบนี้จริงๆ หรือ หญิงสาวเริ่มกังวลถึงอนาคตตัวเอง

'นี่เรา...คิดผิดหรือเปล่านะที่มากับเขา’

คนสามคนที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน กับความต่างทางสังคมและบุคลิกภายนอก เขาดูเข้ากันได้ดีและเหมาะสมกับรุ้งลาวัลย์ที่สวยดูดีมีสกุล เสื้อผ้าเครื่องประดับคือแบรนด์เนมที่ราคาไม่ธรรมดา หล่อนยอมรับว่าผู้หญิงคนนี้สวยมีเสน่ห์ดึงดูด บุคลิกดีพูดจาดีมีการศึกษา เป็นผู้หญิงเก่งที่คุมคนมากมาย ไม่ใช่ง่ายๆ ที่จะทำได้อย่างเธอ

สุดที่รักหันมาสำรวจตัวเอง ผู้หญิงธรรมดาในชุดนักศึกษาที่

ไม่ได้นุ่งสั้น ไม่รู้จักเครื่องสำอางอื่นใดนอกจากลิปสติกบำรุงริมฝีปาก

ที่พกติดกาย หล่อนรู้ตัวว่าไม่มีอะไรโดดเด่นเลยสักนิด การที่มานั่งอยู่ตรงกลางระหว่างคนสองคนที่ต่างกับตนจนสุดขั้ว ทำให้เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นส่วนเกินในค่ำคืนนี้ไปเสียแล้ว

"เป็นอะไรจ๊ะปลากริม นั่งเงียบเชียว"

"เอ่อ...นั่งฟังพวกพี่สองคนคุยกันจนเพลินน่ะค่ะ"

แค่นยิ้มแล้วจิบน้ำกลบเกลื่อนอาการ คุยกันเรื่องธุรกิจและข่าวสารต่างประเทศที่หล่อนเข้าไม่ถึง แล้วจะให้เสนอหน้าไปคุยอะไรกับเขาได้ นั่นคือสิ่งที่คิดภายในใจแต่ไม่กล้าพูดมันออกมา

ภัทรนนท์ดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือเรือนหรู ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เมื่อได้เวลาร้องเพลง ทิ้งให้สองสาวนั่งคุยกันไปพลางๆ

"ปลากริมนั่งคุยกับคุณรุ้งไปก่อนนะ พี่จะขึ้นไปร้องเพลงก่อน เดี๋ยวจะกลับมานั่งคุยด้วย"

ขนาดเขานั่งอยู่ด้วยหล่อนยังอึดอัด อยากจะขอตัวกลับบ้านแต่ก็ไม่กล้านั่งแท็กซี่คนเดียวเพราะดึกแล้ว ทำได้เพียงทนปั้นหน้านั่งร่วมโต๊ะกับคนไม่คุ้นเคยซ้ำเคมียังไม่เข้ากันเอาเสียเลย คิดในใจอยากให้เพื่อนๆ ของเขามาตอนนี้ อย่างน้อยก็ยังคุ้นเคยกับพวกเขามากกว่ารุ้งลาวัลย์

ในความอึดอัด หล่อนสอดส่ายสายตามองหาภัทรนันท์ แต่เพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้เขาไม่อยู่ไทย เหตุเพราะปลีกตัวเองไปคุมงานก่อสร้างโรงแรมที่พม่า มีกำหนดจะเปิดบริการในปีหน้า พร้อมการกลับมาของมินตรา...นั่นทำให้อดที่จะคลี่ยิ้มออกมาไม่ได้ รู้สึกภูมิใจที่เพื่อนมีดีกรีเป็นถึงสาวนักเรียนนอก กลับมานั่งแท่นตำแหน่งผู้บริหารที่มีคนปูทางเอาไว้รอ

"ที่ได้มาฝึกงาน คุณภามชวนมาเหรอจ๊ะ หรือว่าขอเขามา"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป