บทที่ 3 ถอนหมั้น 2
เช้าของวันใหม่เสนาบดีเฟิ่งรีบเดินทางออกจากจวนตั้งแต่ยามเฉินเพื่อที่จะเข้าวังหาฮ่องเต้เป็นการส่วนตัวเพราะจะทูลขอราชโองการถอนหมั้นบุตรสาวของตนกับอ๋องเจ็ด
วังหลวง
"ถวายบังคมฝ่าบาท"
"ไม่ต้องมากพิธี ใต้เท้าเฟิ่งมาหาข้าแต่เช้าขนาดนี้ คงเป็นเรื่องคุณหนูเฟิ่งบุตรสาวของท่านใช่หรือไม่"
น้ำเสียงกังวาลที่เอ่ยถามฟังดูน่าเกรงขามแก่ผู้ที่ได้ยิน เบื้องหน้าเฟิ่งจินหยวนมีบุรุษนั่งทรงงานอยู่ด้วยท่าทางที่สง่าสมกับเป็นโอรสสวรรค์
"พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมอยากทูลขอให้ออกราชโองการถอนหมั้นของบุตรสาวของกระหม่อมกับท่านอ๋องฟู่อวิ้นหลงพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้ที่กำลังอ่านฎีกาอยู่ถึงกับถอนหายใจ... คิดอยู่แล้วว่ายังไงต้องมีวันนี้ เสนาบดีเฟิ่งรักลูกสาวตนเองยิ่งกว่าอะไรดี เป็นเพราะบุตรชายที่โง่เง่าของตนเองไปคว้าก้อนกรวดแต่กลับทิ้งเพชรในมือไป
"ได้ ข้าจะออกราชโองการถอนหมั้นให้กับคุณหนูเฟิ่งกับอ๋องเจ็ดและข้าจะออกราชโองการให้คุณหนูเฟิ่งเลือกคู่ครองได้ด้วยตนเองไปด้วยดีหรือไม่"
เสนาบดีเฟิ่งได้ยินแบบนั้นถึงกับคุกเข่าลงด้วยความดีใจ องค์ฮ่องเต้ทรงออกราชโองการให้บุตรสาวตนเองสามารถเลือกคู่ครองได้ด้วยตนเองได้ ก็แปลว่าไม่มีใครจะมาบังคับให้บุตรสาวตนออกเรือนด้วยได้หากบุตรสาวของตนเองไม่ยินยอมแม้แต่องค์ฮ่องเต้ก็ไม่สามารถออกราชโองการสมรสพระราชทานให้ได้ ดี ดี เหลือเกิน
"ขอบพระทัยฝ่าบาทที่เมตตาบุตรสาวของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ"
"เอาเถิดๆ ลุกขึ้นได้แล้วจะคุกเข่าไปทำไมกัน ไม่ใช่ความผิดของบุตรสาวเจ้า แต่เป็นความโง่เขลาของบุตรชายข้าเอง พรุ่งนี้ข้าจะให้ฉินกงกงไปว่าราชโองการถอนหมั้นที่จวนให้แล้วกัน"
"ขอบพระทัยฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ"
"เอาล่ะ ท่านไปได้แล้วข้าจะอ่านฎีกาต่อ"
"กระหม่อมขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ"
หลังจากที่เสนาบดีเฟิ่งเดินออกไปจากห้องทรงอักษร องค์ฮ่องเต้ฟู่เหวยหมิงก็หันไปพูดคุยกับขันทีคนสนิทของตนเอง
"ฉินกงกง เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร"
ฮ่องเต้ถามคนสนิทของตนเองด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ
"ฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยได้พระปรีชาพ่ะย่ะค่ะ ออกราชโองการให้คุณหนูเฟิ่งในการเลือกคู่ได้ด้วยตนเองเพื่อกันไม่ให้เกิดการแก่งแย่งจากเหล่าองค์ชาย ฝ่าบาทตัดสินพระทัยถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ใช่ ที่ข้าต้องออกราชโองการนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะสงสารคุณหนูเฟิ่ง อีกส่วนเพื่อกันความวุ่นวาย เฮ่อออ ข้าอยากพักแล้ววันนี้ข้าไม่อยากพบใคร หากไม่ใช่เรื่องตายไม่ต้องให้ผู้ใดเข้ามาพบข้า"
องค์ฮ่องเต้รู้สึกเหนื่อยล้าหลังจากที่ใช้ความคิดอย่างมาก แค่คิดว่าบรรดาเหล่าสตรีวังหลังได้ยินราชองค์การถอนหมั้นของอ๋องเจ็ดกับคุณหนูเฟิ่ง ต้องรีบพากันมาเข้าเฝ้าตนเองเพื่อขอพระราชทานสมรสกับเหล่าบุตรชายของตนแน่ๆ ไม่พ้นแม้แต่หวงโฮ่วที่จะมาขอพระราชทานสมรสให้กับไท่จื่อ เจ้าเจ็ดนี้โง่งมจริงๆ ยิ่งคิดยิ่งเหนื่อยใจ มีเพชรในมือแท้ๆแต่กลับทิ้งเพชรไปคว้าเอาก้อนกรวด อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าได้ยินราชโองการถอนหมั้นนั้นจะเป็นอย่างไร ฮ่องเต้ที่พอจะคิดภาพของบุตรชายโง่เง่าของตนเองออก ก็ยิ้มมุมปากอย่างพอใจ ฮึ ต่อให้เจ้าเป็นบุตรชายข้า ข้าก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้หรอกนะ เจ้าบุตรโง่ เจ้าทำตัวเองทั้งสิ้น สมองหมูจริงๆ
จวนตระกูลเฟิ่ง
หญิงสาวในชุดเขียวอ่อนหน้าตางดงามล่มเมืองกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่ศาลาสระบัวในจวนของตนเองอย่างเงียบๆ นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา มันเริ่มจากตอนไหนกัน
ตอนไหนที่ตนหลงรักฟู่อวิ้นหลง
ตอนที่เขาช่วยข้าที่กำลังตกบันไดที่โรงน้ำชา
ตอนที่เขาขอผ้าเช็ดหน้าจากนางที่เขาเก็บได้ไปเป็นของตนเอง
แล้วชื่อเสียงร้ายกาจของนางเริ่มจากตอนไหนกัน
หญิงสาวนั่งหลับตานึกถึงคำพูดที่ท่านอ๋องฟู่อวิ้นหลงได้พูดกับตน
"เฟิ่งอวี่เหิง เปิ่นหวางว่าเจ้าใส่ชุดสีแดงดีหรือไม่ดูเหมาะสมกับเจ้าดี"
"เฟิ่งอวี่เหิง ข้าไม่ชอบสายตาบุรุษที่มองดูเจ้า เจ้าหมั้นกับเปิ่นหวางได้หรือไม่"
"เฟิ่งอวี่เหิง เปิ่นหวางจะมีแค่เจ้าแต่เพียงผู้เดียว เปิ่นหวางจะไม่มองหญิงอื่น เจ้าสัญญาได้หรือไม่ว่า ว่าเจ้าจะมีเปิ่นหวางแค่คนเดียว"
"เปิ่นหวางไม่ชอบใจที่สตรีอื่นมองมาที่เปิ่นหวางนักเปิ่นหวางไม่อยากให้เฟิ่งอวี่เหิงทุกข์ใจ"
"เฟิ่งอวี่เหิง เจ้าแต่งตัวใส่เครื่องประดับให้สมกับที่เป็นคู่หมั้นของเปิ่นหวางได้หรือไม่"
"เฟิ่งอวี่เหิง เจ้าเลิกตามเปิ่นหวางได้หรือไม่ บางทีเปิ่นหวางอยากอยู่คนเดียวเพียงลำพัง"
"เฟิ่งอวี่เหิง เจ้าไม่ต้องทำสิ่งของส่งมาให้เปิ่นหวางแล้ว เปิ่นหวางมีทุกอย่างที่เจ้าทำมาให้แล้ว"
"เพคะ ท่านอ๋อง.."
