บทที่ 7 ไม่เห็นความผิดของตน
ณ ห้องทรงงานของฮ่องเต้
"ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ" ชายผู้สูงศักดิ์ในชุดสีทองที่กำลังอ่านฎีกาอยู่นั้น ก็ไม่ได้สนใจผู้มาเยือนตนแต่อย่างใด สนใจแต่ฎีกาอยู่อยู่ตรงหน้าตนเองเท่านั้น
"ว่าเรื่องของเจ้ามา"
"เสด็จพ่อทรงออกราชโองการถอนหมั้นของข้ากับเฟิ่งอวี่เหิงได้อย่างไรกัน เหตุใดเสด็จพ่อไม่เรียกข้ามาถามก่อน"
"หึ" ฮ่องเต้ฟู่เหวยหมิงที่ได้ยินอย่างนั้นก็แค่นเสียงออกมา นึกไว้ไม่มีผิดว่าหลังจากที่ออกราชโองการถอนหมั้น เจ้าเจ็ดต้องรีบมาหาตนเป็นแน่ ฮ่องเต้ที่กำลังนึกขำอยู่ในใจ แต่ภายนอกคงมีภาพลักษณ์นิ่งสงบก็ได้กล่าวขึ้นมาด้วยท่าทีนิ่งเฉย
"ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการแบบนี้รึ"
"ไม่....ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ต้องการถอนหมั้นกับนาง"
"แล้วที่เจ้าไปกับสตรีผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่หมั้นของตนหมายความว่าอย่างไร ไม่ใช่เจ้าชอบพอกับคุณหนูอี้หรอกรึ"
ฟู่อวิ้นหลงถึงกับชะงักเม้มริมฝีปากอย่างอดไม่ได้ แสดงว่าเสด็จพ่อทรงทราบเรื่องของตนแล้ว แต่แล้วยังไงตนไม่ได้อยากถอนหมั้นกับนาง เพราะไม่ว่าอย่างไรตนก็ตั้งใจแต่งตั้งเฟิ่งอวี่เหิงเป็นพระชายาเอกเพื่อให้มีเกียรติให้สมกับฐานะของนางอยู่แล้ว และจะแต่งอี้หลิงฟางให้มาเป็นชายารองตามที่ตนคาดหวังไว้
"แต่ข้าก็ให้นางเป็นชายาเอกนะเสด็จพ่อ"
ฮ่องเต้ได้ยินที่อ๋องเจ็ดกล่าวออกมาถึงกับหัวเสีย ไอ้บุตรชายสมองหมูคนนี้ยังคิดไม่ได้อีกรึว่าเพราะเหตุใดคุณหนูเฟิ่งถึงขอถอนหมั้นด้วย
"ฟู่อวิ้นหลง สตรีบางคนไม่ได้สนใจในฐานะชื่อเสียงไม่ ตอนที่เจ้าขอหมั้นหมายนาง เจ้าก็เป็นคนรับปากกับนางเองไม่ใช่รึว่าจะมีแค่นางเป็นสตรีข้างกายเพียงผู้เดียว"
ครั้นได้ยินแบบนั้นฟู่อวิ้นหลงก็นึกถึงวันที่ตนเอ่ยคำมั่นสัญญาให้กับเฟิ่งอวี่เหิงก่อนที่จะได้หมั้นหมายกัน
"ท่านอ๋อง ท่านสัญญากับหม่อมฉันได้หรือไม่เพคะว่าจะมีหม่อมฉันแต่เพียงผู้เดียว เพราะหม่อมฉันเติบโตมาจากความรักที่ท่านพ่อมีแค่ท่านแม่เป็นคู่ชีวิต ไม่มีแม้แต่สาวใช้อุ่นเตียง หากท่านอ๋องรับปากหม่อมฉันก็จะยอมหมั้นด้วยเพคะ"
"ได้ เปิ่นหวางรับปาก แล้วเจ้าเล่าจะมีแต่เปิ่นหวางผู้เดียวใช่หรือไม่"
"หม่อมฉันสัญญา ว่าจะมีท่านอ๋องแต่เพียงผู้เดียวเช่นกันเพคะ..."
"เสด็จพ่อ เสด็จพ่อก็ทรงทราบว่าตำแหน่งของข้าจะมีแค่ชายาเดียวไปได้อย่างไร นางเป็นถึงว่าที่พระชายาเอกจะจิตใจแคบเพราะเรื่องนี้ไม่ได้ จวนไหนๆก็ต่างมีหลายเมียทั้งนั้น"
"แต่ไม่ใช่ที่จวนตระกูลเฟิ่งและกับฟู่เฟยเทียนขนาดข้าจะพระราชทานสมรสให้ เจ้านั้นยังปฎิเสธข้าอย่างไม่ใยดี ทำเหมือนว่าข้าไม่ใช่ฮ่องเต้เลยสักนิด ฟู่อวิ้นหลงพ่อจะบอกให้เจ้ารู้ไว้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวของเจ้าเอง แคว้นเราเป็นแคว้นใหญ่และแข็งแกร่ง ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวผู้ใด ถึงขั้นที่จะต้องยอมรับการสมรสจากต่างแคว้นหรือจากเหล่าขุนนางเพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง ทุกอย่างหากบรรดาบุตรข้าไม่ยิมยอม ข้าผู้เป็นบิดาก็ไม่บังคับจิตใจ เจ้าก็รู้ว่าข้าพระราชทานสมรสให้นั้นทั้งคู่ต้องยินยอมต่อกัน ไม่ใช่บังคับเพื่อแก่งแย่งอำนาจกันทางการเมือง บิดาคงบอกเจ้าได้เพียงเท่านี้ เจ้ากลับไปเถิดข้าจะอ่านฎีกาต่อ เสียเวลากับเจ้ามามากแล้ว"
ฟู่อวิ้นหลงได้ฟังที่บิดากล่าวก็นิ่งไปยืนเหมือนร่างที่ไร้วิญญาณทำอะไรไม่ถูก ฮ่องเต้ฟู่เหวยหมิงสัมผัสได้ถึงความนิ่งเงียบของบุตรชายตน สงสัยวิญญาณหลุดออกจากร่างแล้วอย่างแน่นอน เมื่อคิดได้แบบนั้นก็หาเรื่องกล่าวเพื่อที่จะดึงวิญญาณของบุตรตนกลับเข้าร่างโดยเร็ว
"อ๋อออ ข้าลืมเล่าให้เจ้าฟัง เหล่าบรรดาพี่น้องของเจ้าที่ได้รู้ข่าวการถอนหมั้นของเจ้ากับคุณหนูเฟิ่งต่างพากันมาแย่งขอสมรสพระราชทานจากข้า หากข้าไม่ได้ออกราชโองการให้นางเลือกคู่ครองด้วยตนเอง ข้าคงจะวุ่นวายทั้งวันเป็นแน่ เฮ่อออ คุณหนูเฟิ่งช่างมากวาสนาเสียจริง มีแต่คนอยากแต่งเข้าจวนตัวเอง"
ฮ่องเต้แสร้งทำท่าทีกล่าวคำออกมาอย่างเหนื่อยใจ ฟู่อวิ้นหลงที่ได้ยินอย่างนั้นก็หน้าเปลี่ยนสีทันทีถึงกับกำหมัดเข้าหากันจนเล็บแทบจิกเนื้อตนเอง
"ไม่ ข้าไม่ยินยอมให้เฟิ่งอวี่เหิงแต่งกับผู้ใด นางต้องเป็นชายาเอกของข้าคนเดียวเท่านั้น"
นั้นปะไรวิญญาณกลับเข้าร่างโดยเร็วทันที จากตอนแรกที่นิ่งตอนนี้เจ้าเจ็ดก็ตื่นตัวแล้ว
"คุณหนูเฟิ่งจะเป็นได้อย่างไร อย่าลืมสิว่าเจ้ากับนางถอนหมั้นกันแล้วและอีกอย่างข้าได้ออกราชโองการให้นางเลือกคู่ครองได้ด้วยตนเอง หึ เจ้าจะทำเช่นไรเล่า เจ้าบุตรชายข้า"
"ยังไงข้าก็ไม่ยอม ข้าจะให้นางมาเป็นชายาเอกของข้าให้จนได้"
จบเรื่องที่จะพูดคุยต่อแล้วฟู่อวิ้นหลงก็ทูลลาเสด็จพ่อคนตนเอง จนลืมเรื่องที่จะทูลขอสมรสพระราชทานแต่งอี้หลิงฟาง ฮ่องเต้มองคนที่เดินออกไปจากห้องแล้วก็สรวลออกมาอย่างพอใจ
ฉินกงกง "....."
"ฝ่าบาทจะทำสิ่งใดต่อไปหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้ารึ ข้าไม่ทำสิ่งใดหรอกแค่อ่านฎีกาข้าก็ปวดหัวแล้ว เฮ่อออ ข้าอยากพักสัก 1 ชั่วยาม อย่าให้มีผู้ใดมารบกวนตอนข้าพักเข้าใจหรือไม่"
"พ่ะย่ะค่ะ"
