บทที่ 2 วาสนา
ตอนที่ 2 วาสนา
เสียงตะโกนร้องด้วยความตกใจของบ่าวคนหนึ่งดึงให้กระผมต้องหันกลับไปมอง สายตาเพ่งฝ่าสายฝนซึ่งกระหน่ำเทลงมาจนแทบมองสิ่งใดไม่ชัด กลางแม่น้ำนั่นเห็นเป็นเงาตะคุ่มๆ ของเรือลำใหญ่คว่ำตะแคงแล้วค่อยๆ จมลงอยู่เกือบกลางลำน้ำเจ้าพระยา
“พวกเอ็งไปดูสิมีใครเป็นอะไรหรือเปล่า” เท้าทั้งสองเดินชักเร็วๆ ไปหยุดอยู่ริมฝั่งความมืดของยามค่ำทำให้แม่น้ำสายยาวซึ่งไหลเชี่ยวนั้นมืดสนิท เลวร้ายกว่าคือฝนห่าใหญ่ที่มันไม่คิดจะปราณีผู้ใดในคืนนี้
“คุณหลวง!” เสียงคนแหกปากร้องตะโกนจนลั่นคุ้งน้ำเหมือนกำลังเรียกหาใครบางคน
“สงสัยจะมีคนจมน้ำขอรับ” บ่าวคนเดิมชะเง้อคอพยายามมองลงไปยังกลางแม่น้ำ
“พวกเอ็งเอาเรือนั่นพายไปดูที หากกำลังพอช่วยได้ก็ช่วยมา แต่ระวังเนื้อระวังด้วย” กระผมพยักหน้าให้บ่าวสองคนวิ่งไปแกะเชือกผูกโยงเรือที่ท่าน้ำแล้วมันสองคนช่วยกันพายออกไปรับพวกที่ลอยคออยู่กลางน้ำ ปากพวกมันยังร้องเรียกหา “คุณหลวง” ไม่ขาด
จากริมฝั่งเห็นชัดว่าใครคนพยายามดำผุดดำว่ายวุ่นวายในการหาคนที่หายไปจนในที่สุดร่างของบุรุษผู้หนึ่งจึงถูกดึงขึ้นมาจากน้ำในสภาพไร้ความรู้สึกถูกดึงขึ้นมาบนเรือแล้วพายกลับเข้ามายังริมฝั่งซึ่งผมกับบ่าวอีกคนยืนรออยู่
“คุณหลวง! อย่าเป็นอะไรนะขอรับ” ชายหนุ่มร่างใหญ่เหลือผ้าติดกายพันไว้แค่เตี่ยวผืนบางเปียกน้ำลงไปนั่งคุกเข่าร้องเรียกเจ้านายชั้นสูงด้วยท่าทางตื่นตระหนก
“พ่อหมอตายหรือไม่ขอรับ”
บ่าวคนสนิทลากเอาร่างนิ่งไม่ไหวติงนั้นมาวางลงอยู่แทบเท้า กระผมย่อตัวลงแล้วดึงตะเกียงไฟจากบ่าวให้มาใกล้ แสงไฟจากไส้เทียนส่องกระทบใบหน้าของบุรุษรูปงามราวกับเทวดาปั้น ปาก คอ คิ้ว คางได้รูปสมส่วนพอเหมาะพอดี กระผมวางมือลงแตะตรงสัมผัสหาชีพจรซึ่งอ่อนลงมากก่อนจะจับพลิกให้ร่างหนานั้นนอนตะแคงแล้วออกแรงทุบลงไปบนแผ่นหลังสามสี่ที ไม่นานริมฝีปากหนาเผยออ้าออกพร้อมกับสำลักอาเจียนน้ำสีขุ่นออกมาคำใหญ่
เมื่อมั่นใจว่าเจ้าของเครื่องหน้างดงามนั้นปลอดภัย กระผมพยักหน้าบอกให้บ่าวที่เหลือช่วยกันแบกร่างนั้นกลับเรือน โดยมีบ่าวผู้ชายของ “คุณหลวง” เดินตามมาอีกคน
เตาไฟดินปั้นถูกยกขึ้นมาจุดวางไว้อยู่ข้างตั่งนอนภายในห้องรักษา ผ้าผ่อนซึ่งเปียกน้ำทุกชิ้นของคนเจ็บถูกเปลื้องถอดออกไปจนไร้สิ่งปกปิด กระผมปรายตามองดูร่างเปลือยนั้นแล้วแอบนึกชื่นชมเจ้าของมันไม่ได้ กระผมเคยรักษาคนไข้ได้เจ็บมาไม่น้อย แถมในเรือนราตรีนั่นก็มากไปด้วยบุรุษรูปงามยามเมื่อพวกมันเจ็บไข้ถูกหามมาให้รักษา บางครั้งบางคราก็ถูกจับแก้ผ้าล่อนจ้อน กระผมจึงเห็นจนชินตาเสียแล้ว แต่คุณหลวงคนนี้ช่างสมบูรณ์แบบทั้งเครื่องหน้าและเครื่องชาย
“เอาผ้าในหีบมาผลัดใส่ให้นายเอ็งเสีย ก่อนจะหนาวตายเสียก่อน” กระผมชี้มือไปยังหีบไม้มุมห้อง บ่าวหน้าซื่อของคุณหลวงรีบคลานไปเปิดแล้วหยิบเอาผ้าแห้งจากด้านในออกมาบรรจงใส่ให้นายตัวเอง
“ท่านเป็นหมอหรือขอรับ”
“ใช่ นี่หมอยากฤษณาอย่างไร ไม่เคยได้ยินหรือ” บ่าวของกระผมตอบให้ในทันที
“ขออภัยขอรับ คุณหลวงและกระผมเพิ่งลงมาจากเมืองเหนือได้ไม่นาน ยังไม่รู้ความเรื่องของทางอยุธยานี่”
“แล้วนายเอ็งชื่ออะไร” ยังเป็นบ่าวของกระผมทำหน้าที่ซักไซ้ต่อ
“คุณ หลวงทองสืบขอรับ คุณหลวงเป็นหลานท่านเจ้าคุณพิพิธ มาหนนี้จะลงมาช่วยราชการท่านเจ้าคุณแล้วก็จะมาแต่งเมียขอรับ”
“ทองสืบ...” กระผมปรายตาลงไปมองใบหน้าคมเข้มนั้นอีกครั้งให้ชัด
เสียงฝนเสียงฟ้านอกเรือนเบาลงมาแล้วเมื่อกระผมบอกไล่ให้บ่าวทั้งหลายกลับลงไปนอนในเรือนตัวเอง ส่วนบ่าวชายอีกคนที่ตามนายมาแล้วพาเรือมาล่มจนเกือบจมน้ำตายนั้นนอนเฝ้านายมันอยู่ปลายตีน
“ไม่รู้ว่านี่เป็นเพราะวาสนาหรือแรงกรรมกันแน่ที่ทำให้เรามาเจอกัน”
กระผมเดินไปหย่อนตัวลงนั่งอยู่เคียงกายชายผู้นอนหมดสติอยู่บนตั่งนอน ก่อนจะชายหางตาไปมองบ่าวสนิทของคุณหลวงรูปงามเห็นว่ามันนอนหันหน้าเข้าข้างฝาแล้วหันหลังมาให้นายของมัน กระผมยิ้มให้แผ่นหลังบางนั้นแล้วปรายตามองชามยาต้มรสขมซึ่งกระผมให้บ่าวยกมาให้มันซดกินก่อนนอน
“งามเหลือเกินคุณหลวง...ทองสืบ” กระผมวางฝ่ามือลงบนโครงหน้าแล้วลูบไล้ไปมาด้วยจิตเสน่หาในความงามของชายหนุ่ม
“อือ...” เสียงแหบครางต่ำๆ ดังออกมาจากลำคอกระตุกหัวใจของกระผมให้ไหวหวั่นครั่นอยากได้ยินเสียงสำเนียงอื่นของชายผู้นี้ อาการสะท้านหนาวของคนที่กำลังจะได้ไข้ไหวสั่นอยู่บนตั่งนอน ริมฝีปากหนาซีดเซียวออกสีเขียวคล้ำ
“หนาวหรือขอรับคุณหลวง” กระผมโน้มลงไปกระซิบถามเจ้าของร่างสั่นเทิ้มเบาๆ มีเพียงเสียงครางในลำคอฟังไม่ศัพท์ตอบกลับมาเท่านั้น
“กฤษณาจะทำให้คุณหลวงอุ่นสบายเอง”
