บทที่ 4 อุบายแยบยล

ตอนที่ 4 อุบายแยบยล

สิ้นคำนั้นแล้วท่อนแขนทั้งสองข้างรวบรัดตรึงร่างของกระผมแน่นเสียจนแทบหายใจไม่สะดวก ไอร้อนกรุ่นแผ่ระอุออกมาจากทุกรูขุมขนของคนที่ได้รับพิษร้อนจากยาลูกกลอนเม็ดเล็กๆ ท่อนขาหนาหนักถูกตวัดรัดขึ้นมากดสะโพกกระผมให้จมลง มือไม้ซัดส่ายลูบคลำไปทั่วร่าง ปากและจมูกประเดี๋ยวจูบประเดี๋ยวหอมสลับไปมาอยู่อย่างนั้น

“เมื่อครู่คุณหลวงบอกว่าเจ็บ บ่นว่าปวดแต่ทำไมแขนขายังมีแรงมากอดกฤษณาแบบนี้”

“กอดเจ้าแล้วข้ารู้สึก...หายเจ็บ หายปวด รู้สึกคลายร้อนมีกำลัง”

“ถ้าเช่นนั้นคุณหลวงสบายตัวขึ้นแล้วหรือยังขอรับ” กระผมเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเจ้าของร่างแกร่งนิ่งสนิทไปนานครู่ใหญ่ สังเกตฟังจากเสียงลมหายใจซึ่งคลายจังหวะลงสม่ำเสมอ ไอร้อนบางเบาลงจนเป็นเพียงไออุ่นเช่นคนทั่วไปแล้ว

“ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”

“ถ้าเช่นนั้น คุณหลวงจะช่วยคลายกอดนี้ลงบ้างได้หรือไม่ขอรับ” กระผมสะบัดเปลือกตาช้อนขึ้นไปสบตาหวานกับเจ้าของดวงตาคม

“ข้าขอกอดเจ้าอย่างนี้จนฟ้าสางเลยมิได้หรือกฤษณา”

“คุณหลวงขอรับ กฤษณาเป็นหมอ ไม่ได้เป็นเมียของคุณหลวง เกรงว่า...หากใครมาเห็นเข้ามันจะไม่งามนะขอรับ”

“แต่ข้าเรือล่ม...ข้าเจ็บอยู่ หากเจ้าจะช่วยบรรเทาทุกข์ บรรเทาเจ็บให้ก็คงไม่เป็นไรหรอกกระมัง นอกเสียจากเจ้าจะรังเกียจเดียดฉันท์ ไม่อยากให้ข้ากอด”

กระผมอมยิ้มให้คุณหลวงแล้วไม่ได้คัดค้านเล่นตัวให้มากความ เพียงปรับขยับจัดแขนขาให้เอนนอนลงไปโดยไม่ทำให้คนเจ็บนอนไม่สบายตัว ท่อนแขนอุ่นประคองกอดดึงเอวกระผมเข้าไปชิด ใบหนาคมเอียงลงมายิ้มอย่างพอใจ

“ดึกมากแล้วคุณหลวงนอนเสียเถิดนะขอรับ เพิ่งจะฟื้นมาอย่าเพิ่ง....ออกแรงให้มากนัก” กระผมซบใบหน้าลงบนบ่าสูงวาดเรียวแขนบางอันเปลือยเปล่าเพราะเสื้อผ้าถูกถอดออกไปจนสิ้นแล้ว คุณหลวงใช้ฝ่ามือลูบลงมาไล่ตั้งแต่หัวไหล่ลงไปจนข้อศอกแล้วประสานจับมือของกระผมขึ้นมาวางทาบไว้บนอก

“กายเจ้าเย็นราวกับน้ำฝน หอมสดชื่นเหมือนกลิ่นดอก...ดอกอะไรนะข้านึกไม่ออก”

“ดอกสารภีขอรับ” กระผมยิ้มให้กับคำหวานแล้วพาลระลึกไปถึงตลับแป้งร่ำในห้องนอนซึ่งกระผมใช้มันผัดหน้าผัดตัว จนเป็นนิสัยตามอย่างที่แม่เคยสอนเอาไว้ไม่ได้ขาด

“ดอกสารภีอย่างนั้นหรือ หอมเหลือเกินเจ้า”

“แป้งร่ำปรุงกับน้ำอบกลิ่นดอกสารภีขอรับ หากคุณหลวงชื่นชอบเอาไว้พรุ่งนี้กระผมจะปรุงมาผัดตัวให้”

“ข้าชอบให้มันอยู่บนกายเจ้ามากกว่า” จมูกโด่งก้มกดลงมาแตะแก้มของหมอยาอย่างกระผมอีกครา

“ถ้าเช่นนั้น วันพรุ่งนี้กฤษณาจะผัดมาให้คุณหลวงชื่นชมอีกนะขอรับ”

“ดี...ข้าชอบ”

กว่าคุณหลวงจะหลับลงเสียได้แก้มซ้ายแก้มขวาของกระผมถูกหอมถูกจูบจนเกือบช้ำเพราะริมฝีปากที่กดลงมาไม่ได้ขาด เมื่อเสียงไก่ขันยามแรกบอกเวลาย่ำรุ่งของวันใหม่ กระผมขยับกายลุกขึ้นนุ่งผ้าผ่อนจนเรียบร้อยก่อนจะหันไปมองตรงปลายเตียงนอนซึ่งบ่าวชายคนเดิมนอนมือกางตีนกางหลับไม่รู้ความอะไรแล้วเดินออกไปเสียจากห้อง

“ไอ้ดำ...เอ็งออกไปที่ตลาดและไปเรือนเจ้าคุณพิพิธสืบความให้ชัดว่ามีผู้ใดรู้เรื่องคุณหลวงทองสืบล่องเรือมาอยุธยาหรือไม่” กระผมยืนสั่งความกับบ่าวรับใช้ใกล้ชิด

“ขอรับพ่อหมอ”

“อย่าให้ผู้ใดในอยุธยาและพระนครรู้ว่าคุณหลวงทองสืบอยู่ที่เรือนนี้เป็นอันขาด”

“ขอรับ”

กระผมสั่งไอ้ดำบ่าวรับใช้ใกล้ชิดแล้วรีบลงจากเรือนไปเตรียมข้าวปลาอาหารสำรับพิเศษเพื่อดูแลแขกบนเรือน เมื่อฟ้าสว่างกับข้าวกับปลาต่างๆ ถูกจัดเตรียมพร้อมสรรพ สำรับถูกตั้งวางรออยู่บนตั่งกลางเรือน

“นี่เรือนเจ้าหรือ”

“ขอรับ เป็นทั้งเรือนนอน เป็นทั้งเรือนรักษา เป็นทั้งเรือนหมอยาขอรับ”

“ข้าเคยพบแต่หมอยาแก่ชราผมขาว ยังไม่เคยเจอหมอยาที่ไหนงามพร้อมเช่นเจ้ามาก่อนเลยกฤษณา” คุณหลวงหนุ่มแน่นเอ่ยคำหวานชื่นชมกระผมต่อหน้า นัยน์ตาหวานฉ่ำเป็นประกายสื่อความหมายว่าคนพูดมีจิตใจไหวหวั่นเอนเอียงมาทางกระผมอยู่มิใช่น้อย

“ก็คงอีกไม่กี่ปีหรอกขอรับ สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงอีกสักสามสิบ สี่สิบปีนับจากนี้ กระผมก็คงมีผมหงอกขาวโพลน ผิวหนังเหี่ยวย่นเป็นเพียงหมอยาแก่ๆ เท่านั้น”

“ข้านึกภาพนั้นไม่ออกจริงๆ”

“หากคุณหลวงนึกภาพไม่ออก เช่นนั้นคุณหลวงก็อยู่รอดูกับตาตัวเองสิขอรับ” กระผมเกี้ยวพาเปิดทางให้คุณหลวงต่างเมืองได้รู้ว่ากฤษณาไม่ได้รังเกียจและยินดีให้คุณหลวงอยู่ต่อบนเรือนหลังนี้

“ให้ข้าอยู่ที่นี่รอดูเจ้าผมขาวนะหรือกฤษณา” รอยยิ้มพึงใจของคนไกลพลัดถิ่นคลี่ออกมาบางๆ เป็นสัญญาณให้รู้ว่าคุณหลวงมียศนั้นมิได้รังเกียจหมอยาเช่นกฤษณา

“ขอรับ...หรือว่าคุณหลวงมีที่อื่นให้ไป หากเป็นเช่นนั้นกฤษณาจะไม่รั้งไว้ให้เสียเวลาของคุณหลวง” กระผมช้อนสายตาขึ้นไปอ้อนขอความเห็นใจจากชายหนุ่ม ดวงตาสีเข้มกะพริบมองลงมาอ่อนแสงราวกับคนหัวใจไหวหวั่น

“ไม่มี...ข้าไม่ต้องรีบไปที่ใด”

“แน่หรือขอรับ”

“เอ่อ...อันที่จริงข้ายังไม่หายเจ็บ ขออยู่รักษาเนื้อ รักษาตัวกับพ่อหมอกฤษณาอีกสักหน่อย...ได้หรือไม่”

“กระผมเป็นหมอ จะผลักไสคนเจ็บได้อย่างไรขอรับ” กระผมก้มลงยิ้มให้ชามข้าวสำหรับอาหารตรงหน้าคอยช้อนสายตามองดูแขกเรือนเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าสายตาคู่นั้นแสดงอารมณ์หรือแฝงสิ่งใดอยู่หรือไม่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป