บทที่ 11 ตอนที่6/2 ยายแม่มด (2)

หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีขาวพอดีตัวทับด้วยแจ็คเก็ตสีน้ำตาลเข้ากันไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าแผนกฝ่ายบุคคล เธอเลือกสวมเสื้อผ้าง่ายๆ ตามแต่สถานการณ์ ทั้งตอนนี้ตนก็พึ่งอายุ 24 ปี ทำงานบริษัทบันเทิงไม่ใช่บริษัทการเงิน ไม่จำเป็นต้องสวมสูทพิถีพิถันทุกกระเบียดนิ้ว

ยกเว้นผู้บริหารระดับสูงที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ให้ดูดี พนักงานตัวน้อยกระจ้อยร้อยก็เน้นรสนิยมแฟชันที่หลากหลาย ยิ่งฝ่ายออกแบบฝ่ายศิลป์ยิ่งมีแต่ตัวแม่

“เมื่อกี้คุณพิมพ์ใช่ไหม แล้วทำไมแต่งตัวแบบนั้น” พนักงานคนหนึ่งอยากรู้อยากเห็นมากจึงได้หันไปถามเพื่อน

“นั่นน่ะสิ อย่างกับเด็กสาวแนะ ดูสวยขึ้นด้วย ไปทำอะไรมาหรือเปล่า ไม่เคยเห็นคุณพิมพ์แต่งตัวสบายๆ”

หัวหน้าฝ่ายบุคคลเดินผ่านมา พนักงานสาวรีบปรี่เข้าไปเกาะแขนไว้ทันที “หัวหน้าคะ เมื่อกี้คุณพิมพ์มาทำไมคะ”

หัวหน้าจะไปที่ห้องพักเบรกของแผนกเพื่อเล่าเรื่องพิมพ์ตะวันพอดี ครั้นโดนถาม ความตื่นเต้นที่เอ่อขึ้นมาถึงคอหอยแล้วพลันพรั่งพรู

“ยายแม่มดมาลาออก”

“ลาออก! จะ...จะเป็นไปได้ยังไง หรือที่ข้างบนลือๆ กันว่าสองสามวันมานี้ท่านประธานอารมณ์ไม่ดีจะเกี่ยวข้องด้วย”

“จะอะไรก็ช่าง นี่เป็นข่าวดี ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวแล้ว พิมพ์ตะวันลาออก พวกเราจะได้ไม่โดนหล่อนกดหัวอีกไง”

ไม่นานข่าวที่พิมพ์ตะวันมายื่นใบลาออกก็แพร่สะพัดไปทั้งชั้นสำนักงาน ขยับไปทีละชั้นๆ ราวกับไฟลามทุ่ง นี่เป็นเรื่องใหญ่นับตั้งแต่ย้ายจากตึกสำนักงานเก่ามายังตึกใหม่ แม้แต่พวกนักแสดงศิลปินก็ยังพากันทราบ บางคนดีอกดีใจประหนึ่งเวรกรรมได้สิ้นสุดลง นางแม่มดใจร้ายคอยกลั่นแกล้งคนหน้าตาสะสวย เวลานี้ไม่มีอยู่อีกแล้ว

พิมพ์ตะวันออกจากชั้นสามขึ้นไปยังชั้นที่สิบเจ็ด ซึ่งเป็นส่วนของฝ่ายบริหาร ลิฟต์ชั้นข้างล่างถึงข้างบนใช้เวลาไม่ถึงสองนาที ทว่ายังช้ากว่าข่าวที่เธอลาออกเสียอีก เวลานี้คนคงรู้กันทั้งบริษัทแล้ว

หญิงสาวตรงไปยังโต๊ะประจำตำแหน่ง เผชิญกับสายตาสงสัยใคร่รู้และสายตาชิงชังสมน้ำหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน ไร้ซึ่งความเห็นใจ ไม่มีใครอยากทราบสาเหตุการลาออก เพียงมองเงียบๆ แล้วแอบลดเสียงนินทา

ตอนเป็นคนโปรดเสวยสุขอยู่บนอำนาจบารมี ทุกครั้งที่ก้าวขาเข้าออฟฟิศจะมีเสียงทักทายเรื่อยเจื้อยให้ได้ยิน คุณพิมพ์อย่างนั้น คุณพิมพ์อย่างนี้

พอตกอับมิตรภาพผลประโยชน์สิ้นสุด พิมพ์ตะวันรู้ตัวว่าไม่ใช่คนดีเด่มากมาย แต่ก็ไม่คาดว่าจะมีคนเกลียดตัวเองเยอะแยะไปหมด เธอเก็บของพลางมองไปยังประตูห้องทางด้านหนึ่ง

ตนเป็นเลขาให้ฐารวีมาตั้งแต่เรียนจบ ใช้ความสามารถและกลโกงสีเทากรุยทางเพื่อส่งเสริมสนับสนุนเขา พวกเราไม่ติดค้างกัน เธอไม่จำเป็นต้องลากับเจ้าตัวโดยตรง

ขณะเดียวกัน ในห้องทำงานส่วนตัวของท่านประธานกรรมการใหญ่ ผู้ช่วยมือขวากดปิดโทรศัพท์ ก่อนจะเดินเข้าไปรายงานชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิท “บอสครับ คุณพิมพ์มาที่บริษัทแล้วครับ”

“มาแล้ว?....ฮึ!” ในห้องไม่ได้มีแค่เขากับผู้ช่วย ยังมีหญิงสาวอีกสองคน แต่ฐารวีก็ไม่ไว้หน้าพิมพ์ตะวัน เขาเซ็นเอกสารอนุมัติฉบับหนึ่งเร็วๆ พลันผุดความคิดบางอย่างขึ้น

“คุณ ไปบอกพิมพ์ตะวันว่าวันนี้ผมสั่งห้ามไม่ให้เธอโผล่หน้าเข้ามา”

“หา? ...เอ่อ ขอโทษค่ะท่านประธาน เมื่อกี้ท่านประธานบอกว่า…”

“ผมบอกให้คุณไปแจ้งพิมพ์ตะวัน ว่าห้ามโผล่หน้ามาให้ผมเห็น เข้าใจหรือยัง”

“…” หญิงสาวหน้าเจื่อนเดี๋ยวนั้น พลางคิด

ท่านประธาน ไม่พอใจอะไรตรงไหนก็ด่ามาเถอะ อย่าทำร้ายกันเลย ลำพังเป็นตัวแทนเอาเอกสารเข้ามาให้ท่านประธานผู้สูงส่งเซ็นก็ใจหวิวประหม่าจะตายอยู่แล้ว นี่ยังให้นำบัญชาน่ากลัวนี้ไปแจ้งแก่เลขาพิมพ์ตะวัน ไม่เท่ากับรนหาที่ตายเหรอ

แต่จะไม่ทำก็ไม่ได้ หญิงสาวชั้นผู้น้อยจำต้องกัดฟันแบกเอาภารกิจอันหนักบ่าออกจากห้องทำงานไป คล้อยหลังไม่นาน หญิงสาวอีกคนในห้องก็ถามขึ้น “ทะเลาะกัน?”

“อืม ผู้หญิงคนนี้นับวันยิ่งพูดไม่รู้เรื่อง เบื่อ”

“ทะเลาะกันบ่อยจะส่งผลไม่ดีกับงานนะ ไม่งั้นให้นลินลองหาเลขาใหม่ให้เอาไหม”

นลินดาแนะนำด้วยความหวังดี เป็นเพื่อนกับฐารวีมาตั้งแต่มัธยม เธอย่อมไม่อยากเห็นเขาปวดหัวกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง พิมพ์ตะวันต่อให้ทำงานดีแค่ไหนก็ยังเป็นตัวก่อปัญหา ไม่สู้ให้ออกตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้ตัดไฟแต่ต้นลม

“ไม่เป็นไร ขอบคุณมาก แค่อยากสั่งสอนเธอสักหน่อย ไม่ถึงกับต้องให้ออกหรอก”

ขืนให้ออก พิมพ์ตะวันอาการบ้ากำเริบจะได้ก่อเรื่องหนักกว่าเดิมน่ะสิ รู้ฤทธิ์แม่สาวคนนี้น้อยไปแล้ว

ด้านนอก อารียาก้มหน้าก้มตาเดินไปยังห้องกระจกเล็กข้างห้องท่านประธานใหญ่ เคาะเรียกคนด้านในเบาๆ พอได้ยินเสียงอนุญาตถึงค่อยเดินเข้าไป พิมพ์ตะวันไม่ได้หันมามอง ยังคงเก็บของอยู่ หญิงสาวจึงรีบกล่าวแล้วจะรีบวิ่งหนี

“คุณพิมพ์คะ ท่านประธานฝากอุ๊มาบอกว่า วันนี้ห้ามคุณพิมพ์เข้าไปในห้องทำงานของท่านประธานค่ะ”

คำพูดของฐารวีรุนแรงกว่านี้ แต่อารียาดัดแปลงให้มันเบาลง ทำงานมาตั้งสองปีตนรู้จักหลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง ไม่เคยเข้าตาหัวหน้าจนถูกสั่งให้นำส่งเอกสารถึงท่านประธานสักครั้ง พอได้ทำก็แจ็คพ็อตแตก ตกเป็นเครื่องมือมาเกี่ยวข้องกับผู้หญิงดุร้ายคนนี้จนได้

อารียาลนลานจะรีบออกไป ไม่ระวังชนนั่นนี่จนตกเกลื่อนพื้น นั่นทำให้เธอยิ่งตื่นตระหนกแทบจะร้องไห้

“ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ”

พิมพ์ตะวันไม่ทราบควรตำหนิความซุ่มซ่ามของหล่อนดีหรือเปล่า ไอ้สีหน้าย่ำแย่ที่แตะเพียงนิดเดียวก็อาจจะพังทลายร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังนั่น มันช่าง…

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องตกใจขนาดนั้น ของพวกนี้ไม่ใช่ของสำคัญหรอก”

“คะ?” อารียาเงยหน้าขึ้น เสมือนอึ้งกับคำพูดและน้ำเสียงใจเย็นนี้ของพิมพ์ตะวัน ให้ตายเถอะ หูฝาดหรือเปล่า ทำไมสัมผัสถึงความใจดีจากคนที่อารมณ์แปรปรวนเช่นนี้ได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป