บทที่ 5 ตอนที่3/1 ช่างเขาสิ คนมันร่าน (1)
“ส่งมือมา”
พิมพ์ตะวันใจลอย พอได้ยินเสียงก็ยื่นมือออกไปอัตโนมัติ เจอเพื่อนเก่าจึงลืมเรื่องที่จะเล่าไปชั่วขณะ
แตงกวาจับมือข้างซ้ายของเธอ เพ่งสายตาสำรวจอย่างจริงจังทุกกระเบียดนิ้วราวกับกำลังหาขุมทรัพย์ล้ำค่า
“ไปทำอะไรมาเหรอ หรือว่าเลิกกับคุณฐาแล้ว”
พิมพ์ตะวันส่ายศีรษะ ตอนนี้เธอยังไม่ได้บอกเลิกฐารวี แตงกวาได้ฟังพลันนิ่วหน้าพร้อมจุ๊ปากด้วยความสงสัย ยังไม่เลิกแล้วทำไมเส้นชะตามันเปลี่ยน ต้องรู้ว่าเคราะห์ใหญ่ถึงฆาตของพิมพ์ตะวัน ถ้าไม่เลิกกับฐารวีอย่างไรก็หลบหลีกไม่พ้น นี่เป็นเพียงวิธีเดียว ไหว้พระเก้าวัด ทำบุญสร้างศาลาก็แก้ไม่ได้ ทุ่มเงินจนตัวแห้งก็ไม่ได้เหมือนกัน
เลิกเท่านั้นคือคำตอบ แต่ตรวจดวงชะตารอบนี้ เส้นเคราะห์หนักเหมือนจะแปลกไป
“มีอะไรเหรอ?” พิมพ์ตะวันเห็นท่าทีหนักใจของแตงกวา พลอยรู้สึกไม่สบายใจไปด้วย เธอจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าแม่หมอดูคนนี้เคยทำนายเคราะห์ใหญ่ให้ฟังแล้ว
“เคราะห์ยังอยู่ แต่เหมือนจะมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงได้ ดีไม่ใช่ ร้ายไม่เชิง กลางๆ มีตัวแปรพร้อมเบี่ยงทิศทางได้มากมาย เคราะห์เปลี่ยนเป็นลาภตามผลการกระทำ ลาภเปลี่ยนเป็นเคราะห์ได้เช่นกัน”
“ไม่เข้าใจ บอกมาตามตรงเถอะ”
“ฉันเคยบอกแกไว้ว่าถ้าไม่เลิกกับคุณฐารวี แกจะประสบเคราะห์หนักถึงฆาตแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ใช่ไหม ฉันไม่รู้ว่าแกไปทำอะไรมานะ เส้นเคราะห์ยังอยู่ แต่มันจางลงกว่าตอนแรกที่ทำนายให้ครึ่งๆ เลย สรุปคือ เลิกได้ก็ดี หากคบกันต่อ มีความเสี่ยงสูง ตัวแปรมากมายที่เข้ามาอาจเป็นปัจจัยเสริมหรือบรรเทาเคราะห์ เลือกทางไหนก็แล้วแต่ตัวแก”
เมื่อก่อนพิมพ์ตะวันไม่เคยเชื่อเรื่องดวง ไม่เชื่อว่าโลกนี้มีผี แต่พอเธอย้อนกลับมาอีกครั้งราวกับปาฏิหาริย์ ฟังไว้บ้างก็ไม่เสียหาย
ใจหนึ่งก็คิดแหละว่าแตงกวาอาจใช้หลักจิตวิทยาประเมินสถานะของเธอกับฐารวีที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว และรับรู้ว่าเขาเป็นผู้ชายเสเพลไม่รักเดียวใจเดียว จึงได้ลองเตือนให้เลิกโดยอ้างเส้นชะตาเคราะห์กรรมถึงฆาตอะไรนั่น
ทว่าผ่านความตายมาครั้งหนึ่ง ต่อให้ยังกังขาก็ยินยอมเชื่อบ้างแล้วเพราะเรื่องราวต่างๆ มีมูลเหตุของมัน
แตงกวานับแต่เปิดตำหนักเจ้าแม่ เธอไม่เคยได้ยินว่าเพื่อนหวังกอบโกยทรัพย์หรือหลอกใคร หากเล่นปาหี่ไปเรื่อย สองสามปีมานี้ต้องมีคนออกมาแหกบ้างแล้ว
“แล้วนี่มีอะไรจะเล่าให้ฟัง” แตงกวาถามขึ้นหลังเกิดความเงียบเนิ่นนาน จนตอนนี้พวกเธอยังไม่ได้เข้าประเด็นสำคัญเลย
“ฉัน…ฉันฝันว่าตัวเองถูกเขาฆ่าตาย พอตื่นก็รู้สึกราวกับได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง รู้สึกไม่สบายใจเลยอยากมาถามแก ว่าคนเราสามารถตายแล้วฟื้น ย้อนเวลาได้ไหม”
“แกบอกว่าแกฝัน”
“แต่ฝันเหมือนจริงมาก ในความฝันยาวนาน จนบางทีฉันรู้สึกว่ามันคือเรื่องจริง”
พิมพ์ตะวันใคร่ครวญแล้วจึงบอกกับแตงกวาไปแบบนั้น เธอคิด มันคงปกติกว่าเล่าโต้งๆ ว่าเธอคือเธอตอนอายุ 25 ปีตกตึกตายแล้วย้อนเวลากลับมา ขืนเล่าไป ต่อให้เป็นแตงกวาก็คงคิดว่ามันแปลกและเป็นไปได้ยาก
“ฝันก็คือฝัน ในเมื่อมันผ่านไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องจมปลัก ฝันร้ายของแก ทำให้เส้นชะตาชีวิตแกไม่เหมือนเดิม ต่อจากนี้จะทำยังต่อ ก็ต้องกำหนดทิศทางเอาเอง ฟ้าลิขิตหรือจะสู้สองมือ”
“นี่ไม่ควรจะเป็นคำพูดของพวกหมอดูเลยนะ”
“แล้วมันควรเป็นยังไงล่ะ ฉันดูดวงก็เพื่อสืบทอดอาณัติสวรรค์ของครอบครัว ไม่ได้ต้องการปอกลอกผู้มีจิตศรัทธา อีกอย่างแต่ละวันก็ยุ่งมาก หลายคนหลายเรื่อง ปวดหัวจะแย่ ขืนฉันบอกให้พวกเขาปล่อยไปตามลิขิตฟ้า คงได้มีคนงอมืองอเท้าอดตายแล้วพาลมาด่าฉันสิ”
พิมพ์ตะวันหัวเราะเป็นครั้งแรกในรอบสองปี ไม่ใช่หัวเราะสะใจปนความชั่วร้าย เพียงขำจริงจังกับคำพูดของเพื่อน
“ใช่ ถูกของแก ปล่อยไปตามลิขิตฟ้าทั้งหมดไม่ได้ ขืนเดินตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ ฉันอาจจะถึงฆาตทุกข์ทรมานเหมือนเดิม ขอบคุณนะ แกก็ระวังตัวไว้หน่อย อย่าไปยุ่งกับคนอื่นเกินไป เกิดเขาทำร้ายขึ้นมาจะแย่เอา”
แตงกวาไหวไหล่ “ก่อนออกจากบ้านฉันดูสภาพดินฟ้าอากาศเสมอ ไม่ต้องห่วงหรอก”
ออกจากตึกตำหนักเจ้าแม่แตงกวาผู้เลื่องชื่อมา คำทำนายใหม่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของพิมพ์ตะวัน เลิกก็ดี ไม่เลิกลาภเป็นเคราะห์ เคราะห์เป็นลาภครึ่งๆ ถ้าเธอยังยึดติดไม่ยอมปล่อยวางจากเขา ก็เท่ากับว่าต้องเดินไปบนเส้นทางหายนะดังเดิมไม่ใช่เหรอ
พอแล้ว สูญเสียครั้งเดียวก็เกินพอ ทำดีทุ่มเทใจแค่ไหน รักเขาหัวปักหัวปำ สุดท้ายผู้ชายคนนั้นก็ไม่มีวันมองเห็น เขาไม่ได้รักเธอ เขารักตัวเอง รักว่าที่คู่ชีวิตของเขา จะคว้าเอาผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าไปเป็นเมีย จะฝ่าฝืนความต้องการของคุณหญิงแม่จอมบงการนั่นได้ยังไง
ระหว่างทำดีกับฐารวีอีกรอบให้เขาเลือกเธอให้ได้ กับเดินออกมาจากความวุ่นวาย รักษาคนที่เชื่อมั่นในตัวเธอจริงๆ ไว้ ไม่ต้องคิดให้ยุ่งยากพิมพ์ตะวันก็ตัดสินใจได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตากลับมาจากความตาย
กับฐารวีจบกันแค่นี้เถอะ ในเมื่อไม่ได้ถูกกำหนดให้คู่กัน ผัวน่ะ ไม่ตายก็หาใหม่
พิมพ์ตะวันขับรถกลับไปยังบ้านสองชั้นที่ตนพึ่งฟื้นขึ้นมาก่อน เพื่อเอาของใช้ส่วนตัวอย่างโทรศัพท์กับกระเป๋าเงิน วิ่งไปวิ่งมาตลอดทั้งช่วงเช้า บ่ายแล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง ความตื่นตระหนักบรรเทา ตัวเธอรู้สึกหิวจนหน้ามืดตาลาย
