บทที่ 4 อย่าลองดี

ยิ่งเขามองจ้อง เธอยิ่งรู้สึกหวาดกลัวเขาจับใจ 

“ไม่ใช่นะคะ ฉันแค่เดินออกมาสูดอากาศ”

จันทร์เจ้าพยายามอธิบาย แต่ในใจแอบเถียง... เสื้อทุกชิ้นที่เธอสวม รวมถึงเครื่องใช้ส่วนตัวทุกอย่าง เป็นข้าวของที่เขาจัดเตรียมไว้ให้เธอทั้งนั้น แม่บ้านกับเด็กรับใช้ที่เลือกสรรเครื่องแต่งกายให้เธอ ก็เป็นคนของเขา

“ทำเป็นใส่ซื่อ แต่ตั้งใจจะอ่อยผู้ชาย คิดว่าคนอื่นดูไม่ออกหรือไง ถ้าฉันล่ามโซ่เธอไว้เหมือนหมา ดูสิว่าเธอจะยังทำตัวแรดได้อีกไหม”

คำก็ด่า สองคำก็ด่า แถมยังกล่าวหาเธอเสีย ๆ หาย ๆ

“คุณบ้าอำนาจเกินไปแล้ว ฉันเป็นคนนะ ไม่ใช่สัตว์” จันทร์เจ้าขึ้นเสียงอย่างสุดจะทน ไอ้ผู้ชายบ้าอำนาจ นิสัยงี่เง่า ไม่มีเหตุผล !

“ที่นี่ ฉันคือกฎ ดังนั้นฉันจะทำยังไงกับเธอก็ได้ เข้าใจไหม ?”

เขาบีบแขนเธอรุนแรงขึ้น แต่ความเจ็บปวดทางร่างกายเทียบไม่ได้กับความเจ็บใจที่ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ดวงตากลมโตคู่สวยแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น

“ตอบสิ อยากยั่วโมโหฉันรึไง ?”

“ในเมื่อคุณคือกฎ คำพูดของฉันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ”

ประกายบางอย่างพาดผ่านดวงตาของนคินทร์ เขาแอบดูแคลนเธอในใจ ผู้หญิงหน้าตาสะสวยที่คุ้นเคยกับการถูกเอาอกเอาใจจากคนรอบข้างแบบจันทร์เจ้า แถมยังเป็นคุณหนูตกอับอีกด้วย ท่าทางจะไม่ยอมละพยศง่าย ๆ

“เธออยากลองดีสินะ”

เขาเชยคางเธอขึ้นอย่างหยาบคาย แล้วแสยะยิ้มเหมือนเสือโดนแหย่หนวด แววตาดื้อรั้นของหญิงสาวในวินาทีนั้นดูยั่วยวนและน่าหลงใหลอย่างประหลาด เขาก้มหน้าลงวูบ กดจูบบดขยี้ริมฝีปากอวบอิ่มของเธอ

“อื้อ...”

จันทร์เจ้าพยายามสะบัดหน้าหนีจูบคุกคาม สิ่งที่นคินทร์ทำกับเธออยู่ตรงนี้ ในตอนนี้ มันจาบจ้วงและประเจิดประเจ้อมากเกินไป แต่เส้นผมตรงท้ายทอยกลับถูกฝ่ามือหนาขยุ้มไว้ ยิ่งเธอดิ้นรนขัดขืน ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บ

ความต้องการอยากเอาชนะไม่รู้กาลเทศะ กระตุ้นให้จันทร์เจ้าทำเรื่องสิ้นคิด เธอกัดลิ้นที่รุกล้ำเข้ามาในปากเต็มแรง จนชายหนุ่มต้องยอมถอนริมฝีปากออกไป

“ฤทธิ์เยอะแบบนี้ เห็นทีต้องดัดนิสัยกันหน่อย”

นคินทร์กลืนเลือดตัวเอง จ้องมองหญิงสาวด้วยสายตาคาดโทษ

หลังจากนั้นจันทร์เจ้าก็ถูกชายหนุ่มฉุดลากไปที่ห้องบ่มไวน์ตัวอย่าง ที่ชั้นใต้ดินของคฤหาสน์ ข้างในนั้นอากาศค่อนข้างเย็นและอบอวลไปด้วยกลิ่นไม้โอ๊คเก่าแก่

นคินทร์หยิบผ้าไหมสีแดงเนื้อละเอียดที่วางอยู่ในลิ้นชักโต๊ะขึ้นมา ใช้ผ้าผืนนั้นมัดมือและปิดตาเธอไว้ ทำให้การมองเห็นของจันทร์เจ้าถูกตัดขาด เหลือเพียงแค่ความมืดและประสาทสัมผัสที่ไวขึ้นเป็นเท่าตัว

แคว่ก... เสียงฉีกกระชากดังบาดหู ท่ามกลางความเงียบงันอันหนาวเหน็บ เสื้อผ้าที่เธอสวมถูกเขากำจัดทิ้งไปทีละชิ้น จนเหลือเพียงความเปลือยเปล่า

"คุณนคินทร์... อย่าค่ะ" จันทร์เจ้าอ้อนวอนด้วยความหวาดกลัว

“เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธฉัน... ทุกลมหายใจ อวัยวะทุกส่วน เลือดทุกหยด ทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายเธอ คือสมบัติของฉัน !”

นั่นไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นประกาสิทธิ์ และเธอก็รู้ดี

นคินทร์ผูกปมผ้าไหมไว้ที่ท้ายทอยของเธอ ก่อนจะเริ่มใช้ผ้าอีกผืนพันรอบเอวคอดและต้นขาเรียวงาม พันธนาการสีแดงที่ตัดกับผิวขาวจัดทำให้เรือนร่างของหญิงสาวดูเหมือนผลงานศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อความใคร่

เขาใจร้ายพอที่จะปล่อยให้เธอเปลือยเปล่าท่ามกลางความหนาวเหน็บ โดยมีเพียงผ้าไหมสีแดงพันรอบอกและต้นขาเป็นสิ่งปกปิดเพียงน้อยนิด

นคินทร์ใช้ผ้าไหมผืนยาวอีกเส้นผูกโยงร่างของเธอแขวนไว้กับขื่อไม้เหนือหัว สภาพของเธอในตอนนี้ ดูน่าสงสารไม่ต่างจากเหยื่อที่รอคอยการบูชายัญ

จันทร์เจ้ารู้สึกได้ถึงพละกำลังมหาศาลของชายหนุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่รอบตัว เธอไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรต่อไปอีก

ความมืดทำให้ทุกสัมผัสของเขา ไม่ว่าจะเป็นปลายนิ้วที่ลากผ่าน หรือริมฝีปากที่ขบเม้ม ทุกอย่างดูรุนแรงและเร้าอารมณ์จนเธอแทบคลั่ง

แรงกดดันและความมืดมิดภายใต้ผ้าไหมสีแดงทำให้ประสาทสัมผัสของเธอแหลมคมจนน่ากลัว เธอได้ยินเสียงเนื้อผ้าเสียดสี เสียงแก้วไวน์ที่ถูกวางลง และเสียงลมหายใจของนคินทร์ที่ขยับเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงกระไอความร้อน

ข้อมือที่ถูกมัดรวบเริ่มอ่อนล้า แต่ความรู้สึกซ่านเสียวที่พุ่งพล่านขึ้นมา จากใจกลางความเป็นหญิง กลับทวีความรุนแรงขึ้นทุกครั้งที่ปลายนิ้วของเขาลากผ่านผิวเนื้อ โดยเฉพาะตรงจุดซ่อนเร้น

เสียงแจะ ๆ ลามก ส่อถึงการกระทำวิตถารของชายหนุ่ม เริ่มแรกเขาแค่ลูบไล้ บี้คลึง แต่พอเธอคัดหลั่งน้ำหล่อลื่นออกมาจนแฉะ เขาก็ทั้งดูดทั้งเลีย แล้วก็เริ่มสอดใส่

“แค่โดนนิ้วก็ขมิบเหมือนน้ำจะแตก ถ้าโดนเอ็นคงเสร็จไปหลายรอบแล้วแน่ ๆ” นคินทร์หัวเราะอย่างใจเย็น ขณะที่เร่งความเร็ว กระตุกนิ้วทิ่มแทงความฉ่ำเยิ้มของลูกผู้หญิงอย่างบ้าคลั่ง ความช่ำชองของเขาทำให้เธอร้อนรุ่มจนแทบจะลุกเป็นไฟ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป