บทที่ 10 เพื่อนกัน

“กูว่าจะติดต่อน้องพิลาไปเป็นพิธีกรในงานเปิดตัวรถยนต์รู่ใหม่ที่กำลังนำเข้ามาไม่รู้จะรับงานนี้หรือเปล่าว่ะ” นฤมิตรถามเพื่อนที่เป็นพี่ชายของพิลาสินีผู้หญิงที่เขาชอบถึงแม้เธอจะเปรี้ยวจี๊ดแต่สเป็คของเขาเลย

“มึงลองติดต่อดูสิ เรื่องงานของพิลากูไม่เคยยุ่ง”

“โอเค เดี๋ยวกูคุยกับพิลาเอง งั้นคืนนี้เต็มที่เลยนะเพื่อนกูเลี้ยงเองแต่พวกมึต้องจองรถกูนะเว้ย” นฤมิตรบอกเพื่อนว่าจะเป็นเจ้ามือเอง

จากนั้นทุกคนก็ดื่มกินกันจนเมามายแล้วแยกย้ายกันกลับบ้านและแต่ละคนก็มีสาวข้างกายไปด้วยและพงศกรก็ไม่พลาดพาดาราสาววัยรุ่นไปขึ้นสวรรค์ด้วยกันยันเช้าและกว่าจะเข้าบ้านก็ข้ามไปวันใหม่อีกวันหนึ่ง

“แกหายหัวไปไหนมาตากร โทรไปก็ไม่รับสาย” นายครรชิตถามลูกชายเพราะจะคุยเรื่องธุรกิจซึ่งเขาเป็นหนี้กว่าพันร้อยล้านบาทแต่เขาบอกอติพลกับเขมรินไปตรงๆว่าเขาต้องการเงินมาเพื่อจับจ่ายใช้สอยด้วยเพราะเขายังต้องกินต้องใช้และยอมปล่อยมือให้เพื่อนบริหารและถ้าเขาไม่มีเงินคืนเพื่อนทั้งสองก็จะได้ถือหุ้นใหญ่ของเขาเท่ากันคือคนละสามสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนเขาจะถือหุ้นแค่สิบเปอร์เซ็นต์นั่งตำแหน่งประธานที่ปรึกษา ส่วนภรรยาก็เป็นที่ปรึกษาอาวุโสตามข้อตกลง

“ผมไปเที่ยวทำไมต้องรับสายของพ่อด้วยล่ะ”

“แกนี่มันโง่จริงๆนะไอ้กร แกรู้มั้ยว่าทำไมพ่อถึงไม่ให้แกบริหารก็เพราะแกมันไม่เอาไหนหยิบจับทำงานไม่เป็นดีแต่ใช้คนรองมือรองเท้าและแกคิดว่าทำแบบนี้แล้วบริษัทมันจะเจริญก้าวหน้างั้นหรือไง”

“แล้วทำไมผมต้องทำด้วยล่ะพ่อ เราจ้างพวกมันมาทำงานเงินเดือนก็สูงก็ปล่อยให้พวกนั้นทำงานไปสิ เรื่องอะไรจะมานั่งทำงานสู้เอาเวลาไปเที่ยวหาความสุขใส่ตัวดีกว่ามั้ยพ่อ”

“แกนะแก ถ้าแกไม่ปรับปรุงตัวเองพ่อคงปล่อยให้ตาเทมส์จัดการละกัน ถึงพ่อจะไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัทแต่พ่อไม่อยากให้มันหายไปจากจอทีวีเพราะกว่าจะมีวันนี้ได้มันไม่ใช่ง่ายๆ”

“นี่พ่อยอมรับแล้วเหรอว่าขายบริษัทให้ลุงเข้ากับลุงอาร์ท”

“ถ้าใช่แล้วแกจะทำไม”

“พ่อว่าผมโง่ แต่คนที่โง่กว่าผมก็คือพ่อนั่นแหละ ถูกเพื่อนหลอกแล้วยังไม่รู้ตัวอีก” พงศกรว่าพ่ออย่างเย้ยหยัน

“แกมัน แกไอ้กรไอ้ลูก ฮึก ฮึกๆๆ..” ครรชิตชี้หน้าลูกชายด้วยความโกรธจนหน้าแดงหน้าดำแล้วยกมือกุมอกหายใจหอบถี่

“คุณคะ คุณชิตเป็นอะไร ว้ายย คุณชิต..”

“ตุ้บบ..” ร่างสูงใหญ่ของครรชิตช็อคล้มตึงหัวพาดพื้นอย่างแรงจนภรรยากับลูกชายตกใจตื่นตะลึงและรับไว้ไม่ทัน

“พ่อ..” พงศรกเรียกพ่อเสียงดังแล้วเข้าไปดูอย่างรวดเร็ว

“ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลที ไม่ๆ ไปเตรียมรถเดี๋ยวนี้ฉันจะพาคุณชิตไปโรงพยาบาล” พิมพ์ผกากรีดร้องสั่งคนรับใชัในบ้านเสียงดังลั่นทำให้ทุกคนแตกตื่นตกใจวิ่งมาดูเจ้านายและคนขับรถได้สติก็ไปเตรียมรถพาเจ้านายไปส่งโรงพยาบาล

และคืนนี้ข่าวผู้บริหารบริษัทสื่อสารมวลชนยักษ์ใหญ่ช็อคหมดสติที่บ้านพักเพราะความเครียดสะสมทำให้เส้นเลือดฝอยในสมองแตกเป็นอัมพฤษครึ่งซีกและมีเพื่อนฝูงในวงการไปเยี่ยมมากมายรวมทั้งอติพลกัภรรยาและเขมรินกับภรรยาพร้อมด้วยลูกสาว

“ไม่เป็นไรนะคะคุณพิม เดี๋ยวนี้หมอเขาเก่งรักษาไม่นานคุณชิตก็หายค่ะ” คุณนารีกระจ่างพูดปลอบใจและให้กำลังพิมพ์ผกาและรู้จักกันเพราะสามีเป็นเพื่อนกัน

“คุณนารีพูดถูกค่ะ สมัยนี้วิวัฒนาการก้าวหน้ามากอีกไม่นานคุณชิตก็จะหายกลับมาเป็นเหมือนเดิมแน่นอนค่ะ” คุณกนกขวัญพูดให้กำลังใจคุณพิมพ์ผากแม้จะไม่ชอบนารีกระจ่างแต่เธอก็ไม่ได้แสดงออกมาให้ใครเห็น

“ขอบคุณคุณนารีกับคุณขวัญมากนะคะ” คุณพิมพ์ผกายกผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตา

“แล้วทำไมนายชิตถึงเป็นแบบนี้ครับคุณพิม เมื่อวานคุยกันมันยังดีๆอยู่เลย” นายอติพลถามภรรยาของเพื่อนเพราะเรื่องงานก็เคลียร์กันแล้วไม่น่าจะเครียดมากจนเส้นเลือดในสมองแตกได้

“คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะ..” คุณพิมพ์ผกาเล่าให้เพื่อนสามีฟังตามความจริงเพราะไม่รู้จะปิดบังไปทำไมและเธอเองก็อยากให้ลูกชายสนใจการงานของตัวเองเพื่ออนาคตเธอกับสามีจะพึ่งพาได้แต่พงศกรกลับไม่คิดแบบนั้นและเธอกับสามีก็ผิดเหมือนกันที่ไม่ได้บอกลูกสาวลูกชายทั้งหมดแต่หลังจากนี้เธอจะบอกความจริงทุกอย่างให้ลูกรู้ หลังจากนั้นก็แล้วแต่จะตัดสินใจ

“ผมว่าคุณพิมนัดนายกรมาคุยกันเถอะครับ ยังไงผมจะให้นายเทมส์ช่วยสอนงานให้ก่อนและถ้าไม่ไหวจริงๆก็ค่อยให้นายเทมส์เข้าไปบริหารดีมั้ย” อติพลบอกภรรยาของเพื่อนและให้โอกาสพงศกรได้ลองบริหารงาน

“ไม่ค่ะคุณอาร์ท ฉันกับคุณชิตตกลงกันแล้วว่าจะให้เทมส์บริหารหากตากรบริหารบริษัทก็คงเหลือแต่ชื่อแน่นอนค่ะ” คุณพิมพ์ผกาก็เห็นด้วยกับสามีมาตั้งแต่แรกแล้วว่ากฤติธีเหมาะสมกับตำแหน่งและเขามีความสามารถจริงไม่เหมือนลูกชายของเธอ

“แต่ยังไงก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนที่ตาเทมส์จะเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารนะครับ” อติพลเตือนภรรยาเพื่อนอีกครั้งเขาไม่อยากให้มีปัญหา

“ค่ะคุณอาร์ท”

เมื่อเยี่ยมเพื่อนเสร็จแล้วอติพลกับเขมรินและภรรยาของพวกเขาก็พากันไปที่บริษัทเพื่อปรึกษากันว่าจะเอายังไงกันดีหากปล่อยมือก็เสียเงินพันล้าน หากเข้าไปดูแลก็ถูกกล่าวหาว่าพวกเขาฮุบกิจการของเพื่อนทั้งที่พวกเขายื่นมือไปช่วยเหลือ

“ถ้าหนูพั้นซ์ไม่เข้าไปช่วยงานคุณเทมส์ นารีว่าให้น้องโรสไปช่วยดีมั้ยคะคุณเข้ม” คุณนารีกระจ่างเสนอชื่อลูกสาวให้ไปช่วยงานกฤติธีเพื่อจะได้ใกล้ชิดชายหนุ่มหากเขาเลิกกับวธูแล้วมาชอบลูกสาวของเธอมันจะดีมาก

“ไม่ได้หรอกนารี ยัยโรสช่วยคุณดูแลร้านก็ดีอยู่แล้วนี่” เขาไม่ให้ภรรยากับลูกสาวมายุ่งกับบริษัทของอดีตพ่อตา

“ทำไมคะคุณเข้ม แค่ยัยโรสมาทำงานที่บริษัทก็ไม่ได้งั้นเหรอคะ” นารีกระจ่างมองสามีด้วยความไม่พอใจ อะไรก็น้องพั้นซ์ทั้งที่ลูกสาวของเธอก็เป็นลูกสาวของเขาเหมือนกัน

“เราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะนารี คุณไปรอผมที่ร้านกาแฟเดี๋ยวผมคุยเรื่องงานกับนายอาร์ทเสร็จแล้วจะไปหา” ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับบริษัทของอดีตพ่อตาสาเหตุก็เพราะเธอที่ทำให้เขาต้องเลิกกับภรรยา

“คุณก็คุยไปสิคะ ฉันจะนั่งฟังเฉยๆก็ได้ค่ะ”

“มันเป็นเรื่องภายในบริษัทที่จะให้คนนอกรู้ไม่ได้” เขมรินพูดกับภรรยาเสียงแข็งเขาไม่อยากให้ภรรยาเจอกับลูกสาวเพราะสถานการณ์ของเขากับลูกสาวเริ่มดีขึ้น ส่วนลูกชายนั้นไม่ค่อยสนใจเรื่องหยุมหยิมแค่นริสราไม่มายุ่งเกี่ยวก็ไม่มีปัญหาอะไร

“ก็ได้ค่ะ งั้นฉันกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะคุณอาร์ท” นารีกระจ่างมองค้อนสามีเบาๆเมื่อเขากันเธอเป็นคนนอกทั้งที่เป็นภรรยาของเขาทำให้เธออดน้อยใจไม่ได้

“สวัสดีครับ” อติพลรับไหว้ภรรยาของเพื่อน

“ขอโทษนะอาร์ท”

“จะขอโทษทำไมวะ คุยเรื่องงานกันดีกว่าเดี๋ยวหนูพั้นซ์กับตาเทมส์ตาพลับยัยแทมมที่มาจะได้วางแผนงานกัน” เพราะกฤติธีจะต้องไปบริหารงานที่บริษัทของเพื่อนก็ต้องแบ่งงานให้น้องๆช่วยกันดูแลจะได้ไม่มีปัญหา แต่เรื่องงานเขาคิดว่าไม่มีแน่จะมีก็แค่ลูกสาวลูกชายของเพื่อนเพราะคนหนึ่งชอบกฤติธีอีกคนก็ชอบวธู

บทก่อนหน้า
บทถัดไป