บทที่ 8 คนที่ไม่ได้เลือก
"ได้สิ ว่าแต่แกจะไม่บอกฉันหน่อยเหรือว่ามีเรื่องอะไร" เขมรินถามเพื่อนที่จู่ๆก็โทรมานัด
"เรื่องนายชิตมันน่ะ"
"ได้ๆ งั้นเย็นนี้เจอกัน" เมื่อคุยกับเพื่อนจบแล้วก็วางสาย
"คุณอาร์ทว่ายังไงคะคุณ" นารีกระจ่างถามสามีด้วยความอยากรู้ว่าคุยกันเรื่องอะไร
"ไม่รู้เหมือนกัน งั้นเย็นนี้ผมไปกินข้าวกับคุณไม่ได้แล้วล่ะ" เขมรินบอกภรรยาแม้จะไม่ได้รักนารีกระจ่างแต่เขาพลาดไปพอหย่ากับภรรยาเขาก้รับผิดชอบเธอโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่ใครๆก็รู้ว่านารีกระจ่างเป็นภรรยาของเขาและเธอก็พยายามแสดงตัวอย่างออกหน้า
"ได้ยังไงคะคุณเข้ม วันนี้ลูกของเรานัดแฟนมาแนะนำให้รู้จักนะคะ" นารีกระจ่างบอกสามีเพราะวันนี้ลูกสาวจะพาแฟนหนุ่มไฮโซมาแนะนำให้รู้จัก
"เอาไว้วันหลังก็ได้นี่คุณนารี" เขานัดลูกสาวไว้ก็จริงแต่เรื่องของงานสำคัญกว่าและมันมีผลประโยชน์ต่อบริษัทของลูกสาวลูกชาย
"คุณไม่เคยเห็นว่ายัยโรสเป็นลูกเลยนะคะ ทีลูกสาวทางโน้น.."
"ผมบอกแล้วว่าอย่าไปยุ่งก้าวก่ายน้องพั้นซ์น้องเพ้นท์ ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้หรอไงกัน"
"แตะไม่ได้เลยนะคะ" กว่าเธอจะเป็นภรรยาของเขาอย่างออกหน้าออกตาได้ก็หลังจากภรรยาเก่าของเขาเสียชีวิตและเธอจะไม่ยอมเสียเขาไปและกว่าจะจับเขมรินได้มันไม่ง่ายเลย
นารีกระจ่างไม่พอใจสามีพอพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องทำงานของเขาเพื่อไปลูกรอสาวที่ร้านเสริมสวยที่เขาเปิดให้เธอดูแลบริหารไม่ให้เธอกับลูกมายุ่งกับบริษัทของเมียเก่า
เขมรินมองตามหลังผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของเขาหลังจากภรรยาเก่าของเขาเสียชีวิตแล้วถอนหายใจเพราะเขาทำตัวเองหากคืนนั้นเขาไปงานเลี้ยงแล้วไม่ดื่มจนเมาก็คงไม่เป็นแบบนี้แล้วจะไปโทษใครได้นอกจากโทษตัวเอง
หลังจากอติพลปรึกษากับเขมรินแล้วทั้งสองตกลงใช้เงินส่วนตัวช่วยเหลือครรชิตแม้ว่าจะใช้เวลานนากว่าจะได้คืนแต่ทั้งสองก็เต็มใจช่วยเพื่อนและนัดมาคุยกันและทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร
“ขอบคุณคุณอาร์ตกับคุณเข้มมากนะคะที่ช่วยครอบครัวของเราค่ะ” พิมพ์ผกาขอบคุณเพื่อนของสามีที่ช่วยเหลือให้บริษัทของครรชิตได้เดินหน้าต่อไป
“แต่สัญญาแบบนี้ลุงอาร์ทกับลุงเข้มไม่เอาเปรียบกันไปหน่อยเหรอครับ” พงศกรว่าเพื่อนของพ่อด้วยความไม่พอใจถึงแม้พ่อของเขาจะเสนอให้เพื่อนคนได้คนหนึ่งมาช่วยบริหารต่อทั้งที่เขาก็ทำได้แต่ท่านกลับเลือกเพื่อนของตัวเอง
“ไม่เอาน่าตากร เรื่องนี้พ่อเป็นคนเสนอเอง ถ้าลุงอาร์ทกับลุงเข้มไม่ช่วยบริษัทของเราคงล้มละลายไปแล้ว” ครรชิตปรามลูกชายที่ว่าเพื่อนของเขาทั้งที่อติพลกับเขมรินยื่นมือเข้ามาช่วยบริษัทของเขาไม่ให้ล้มละลาย
“ช่วยกับเทคโอเวอร์แล้วมันต่างกันตรงไหนครับพ่อ” พวกเขามัดมือชกตอนที่พ่อของเขามีภาระหนี้สินนับพันล้านมาชุบมือเปิบฮุบบริษัทของพ่อ
“งั้นแกมีปัญญาหาเงินพันล้านมั้ยล่ะ” ครรชิตถามลูกชายด้วยความหงุดหงิดเพราะทุกอย่างได้ตระเตรียมการไว้หมดแล้วเรียบร้อยแล้ว
“ผมจะไปหาที่ไหนครับ และถ้าพ่อไม่เอาเงินบริษัทไปเล่นจนหมดตัวพวกเราก็ไม่เป็นแบบนี้หรอก เพราะพ่อคนเดียวที่ทำให้พวกเราลำบาก” พงษกรแผดเสียงใส่พ่อด้วยความโกรธเพราะเขากำลังจะขึ้นเป็นประธานบริษัทแต่พ่อทำพังหมดยังดีที่ยังเหลือบ้านซุกหัวนอนและคอนโดของเขาที่ซื้อเก็บไว้สามสี่แห่ง
“ตากรอย่าก้าวร้าวลุงอาร์ทกับลุงเข้มสิลูก ฉันขอโทษแทนลูกด้วยนะนะคุณอาร์ทคุณเข้ม” พิมพ์ผกาปรามลูกชายที่พูดจาก้าวร้าวใส่เพื่อนสามีที่ยอมช่วยเหลือครอบครัวของเธอและทั้งสองก็ไม่ได้อยากได้บริษัทของสามีเหมือนที่ลูกชายคิด
“ไม่เป็นไรคุณพิม นายกรคงเข้าใจผิดและผมเองก็วางมือเรื่องงานไปแล้วไม่เข้าไปยุ่งหรอกให้พวกคนหนุ่มคนสาวเขาจัดการบริหารกันดีกว่าครับ” เขมรินพูดกับภรรยาของครรชิตที่เข้าใจสถานการณ์และตั้งรับได้เป็นอย่างดีเหมือนกับลูกสาวที่นั่งฟังเงียบๆ
“ถ้าแกจะวางมือก็ให้นายกรบริหารต่อละกันชิต” อติพลเสนอเพื่อนเพราะได้ลงนามในสัญญากันไปแล้วแต่ที่พูดคุยกันก็ฉันท์เพื่อน
“ไม่ได้นะอาร์ท ถ้าให้ตากรบริหาบริษัทได้พังน่ะสิ”
“แล้วพ่อบริหารเองมันไม่พังหรือไง ตอนนี้ยังดีที่ยังเหลือที่ซุกหัวนอนอยู่ไม่งั้นได้นอนข้างถนนกันแน่”
“พอได้แล้วตากร แม่เห็นด้วยกับพ่อของแกว่าจะให้คุณอาร์ทกับคุณเข้มหรือไม่ก็นายเทมส์มาบริหารบริษัทเพื่อความอยู่รอดของพวกเราและลูกคิดว่าจะบริหารได้หรือไง วันๆเอาแต่กินเที่ยวไม่เคยสนใจงานหากจะทำงานจริงก็ต้องทำที่บริษัทไม่ใช่ไปทำงานตามคลับตามบาร์เหมือนที่ลูกทำ” พิมพ์ผกาสุดจะทนกับลูกชายที่ไม่เอาการเอางานเหมือนลูกสาวลูกชายของเพื่อน
“ใช่ผมมันไม่ดี ก็เพราะใครล่ะไม่ใช่พ่อกับแม่หรือไงที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้”
“พ่อทำอะไรให้แกล่ะตากร ที่แกเป็นแบบนี้ก็เพราะว่านิสัยและสันดานของแกเองและไอ้ตำแหน่งรองประธานบริษัทที่แกได้มาก็เพราะแกเป็นลูกของพ่อ แต่แกทำตัวเองแล้วจะไปโทษใครได้และเรื่องนี้แกจะเห็นด้วยหรือไม่ก็เรื่องของแกเพราะพ่อยกให้ลุงอาร์ทกับลุงเข้มบริหารไปแล้ว” ครรชิตบอกลูกชายเสียงเย็นเหยียบ
“ก็ได้ ถ้าพ่อจะเอาแบบนี้ก็ได้ ผมก็จะไม่ทำงานในบริษัทนี้อีกต่อไป แล้วอย่าหาว่าผมไม่เตือนละกันแล้ววันหนึ่งพ่อกับแม่จะสูญเสียทุกอย่างก็เพราะเพื่อของพ่อเอง” พงศกรตะโกนต่อว่าพ่อแม่ดังลั่นห้องงานของอติพลก่อนจะเดินออกไปอย่างรวดเร็วด้วยความโกรธ
“แกจะรีบไปไหนวะกร” กฤติธีกำลังเดินสวนมาพร้อมกับภรรยาเพื่อมาคุยเรื่องงานใหม่ที่พ่อจะให้เขาหรือวธูคนใดคนหนึ่งบริหารร่วมกับพงศกร
“มึงไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีไอ้เทมส์ มึงคงจ้องฮุบบริษัทของกูตลอดเวลาใช่มั้ย” พงศกรพาลพาโลกับเพื่อนด้วยความโกรธทุกคน
“เกิดอะไรขึ้นคะพี่กร” วธูถามไฮโซหนุ่มที่เธอนับถือเหมือนพี่ชายที่กล่าวหาสามีโดยที่เธอกับกฤติธียังไม่รู้เรื่องอะไรเลยและรู้ว่าพงศกรชอบเธอเหมือนผู้ชายคนหนึ่งและไม่ได้รักเธอเหมือนน้องเหมือนที่เธอรักเขาเหมือนพี่ชาย
“อย่าบอกว่าพั้นซ์ไม่รู้นะว่าพ่อของพี่จะขายบริษัทให้พ่อของพั้นซ์กับไอ้เทมส์”
“ขายบริษัทเหรอคะ ไม่จริงค่ะ ลุงชิตไม่ได้ขายบริษัทสักหน่อย”
“มึงฟังอะไรมาผิดหรือเปล่าไอ้กร ลุงชิตเขาแค่ยืมเงินและจะให้กูหรือพั้นช์เข้าไปช่วยมึงบริหารเท่านั้น” กฤติธีแก้ไขคำพูดของเพื่อนที่กล่าวหาเขา
“หึ แต่ที่กูฟังมาพ่อกูจะให้ลุงอาร์ทกับลุงเข้มมาบริหารมันจะแตกต่างอะไรกับฮุบบริษัทของกูวะ” พงศกรมองเพื่อนที่พูดจาดูดีแต่จ้องฮุบบริษัทของเขาขนาดเขาจองวธูไว้มันก็ยังแย่งไป
“ก็แล้วแต่มึงจะคิดนะกร ไปเถอะพั้นซ์” ตอนนี้เขาพูดอะไรไปพงศกรก็ไม่ฟังคงต้องรอให้มันใจเย็นๆก่อนแล้วค่อยนัดพูดคุยกัน
“ค่ะ” วธูจำต้องเดินไปกับสามีแล้วมองพี่ชายต่างสายเลือดอย่างเห็นใจแต่คนถูกมองกลับกล่าวหาว่าเธอสงสารสมเพชเขา
“ก๊อกกๆๆ..”
“สวัสดีครับ/ค่ะคุณลุงคุณป้า”
