บทที่ 9 พนักงาน
ถุงกระดาษสีน้ำตาลใบเล็กถูกส่งมาให้ผมตรงหน้ามันทำให้ผมสนใจไม่น้อย สำหรับของที่อยู่ตรงหน้าผมมือใหญ่รีบเปิดถุงกระดาษใบนั้นทันที เมื่อนำมือสอดเข้าไปใบถุงถือกระดาษสีขาวสองสามแผ่นออกมาทำให้เห็นประวัติทั้งหมดของผู้หญิงคนนั้นรวมถึงรูปถ่ายใบเล็ก ๆ ที่เผยให้เห็นใบหน้าที่หวานใส
รอยยิ้มที่น่าสะกดใจของชายหลายคนรวมถึงคนที่กำลังดูอยู่ก็ด้วยเช่นกัน
“พาลดา อุปภาพรแล้วเราจะได้เจอกัน”
มือซ้ายอย่างเวฟเห็นเจ้านายตัวเองยืนขึ้นพร้อมกับฟาดประวัติทั้งหมดของสาวคนนั้นลงบนโต๊ะด้วยแรงโทสะ ที่มีอยู่ก่อนหน้ารวมกันทั้งหมดในคราวเดียวกัน
หญิงคนนั้นคงจะโชคร้ายมากที่เลือกผิดเข้ามาสอดแนมในคาสิโนของเจ้านายเขา ซึ่งเฮียเทลเป็นคนที่เด็ดขาดพูดคำไหนคำนั้น เมื่อเฮียโกรธสามารถฆ่าทุก ๆ คนที่ขวางหน้าเขาได้ทันที เวฟรู้เพราะทำงานกับเฮียมานานและรู้จักกับกลุ่ม MISCREANT ว่าโหดร้ายมากแค่ไหน
การก้าวเดินของศัตรูในแต่ละครั้ง หากได้ถูกจับตามองเป็นพิเศษแน่นอนว่าไม่รอดตั้งแต่เริ่ม ที่ปล่อยไว้ก็เพราะอยากทรมานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อยากให้จดจำ หวาดกลัว ท้ายสุดคือความสำเนียกตัวเองก่อนที่จะไร้ลมหายใจ
มันเป็นแบบนั้นมาเสมอ
ไม่เว้นแม้แต่ครั้งนี้เช่นกัน
“ถ้าผู้หญิงคนนี้มาถึงคาสิโน ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหนให้ปล่อยเข้ามา โฟกัสแค่จับตาเธอห่าง ๆ ไว้ก็พอที่เหลือเดี๋ยวฉันจัดการเอง แล้วจะได้รับรู้ว่าเลือกมาเสือกผิดที่”
“ครับเฮียเทล”
บทบรรยายพิเศษ: พาย
มาถึงอีกวันที่ฉันเดินไปทำงานหลังจากที่ช่วยแม่ขนข้าวของไปบ้านน้าอรเสร็จแล้ว น้าอรดูมีความสุขมากที่แม่เข้ามาอยู่ด้วยกันในครั้งนี้ รอยยิ้มที่แสดงออกมาทำเอาฉันเบาใจที่สุด น้าอรบอกว่าจะได้มีเพื่อนช่วยทำขนมขายให้แม่ได้มีรายได้อีกทางหนึ่งด้วย
พอเห็นและรับรู้แบบนี้แล้วฉันรู้สึกโล่งใจมากกว่าเดิมเลยแหละ ความสุขที่แม่ปรารถนาให้เกิดขึ้นคงจะได้สัมผัสมันตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นไป และวันนี้ฉันต้องลาออกจากงานที่ทำในร้านขนมเค้กเพื่อไปทำตามเงื่อนไขของป้ามุกดา
ไม่รู้ว่าการลาออกในครั้งนี้จะได้รับคำตอบเช่นไรหรือว่าจะได้ยินคำด่ารั้งท้าย รู้ทั้งรู้ว่าการลาออกมันทำได้โดยต้องใช้เวลา เพื่อให้อีกฝ่ายหาคนเข้ามาทำงานแทนทว่าวันนี้ฉันกับทำไม่ได้
“มาแล้วค่ะ”
“มาเช้าจังเลยนะจ๊ะพาย”
เสียงของผู้จัดการร้านเอ่ยขึ้นมา หลังจากที่เห็นหน้าฉันเข้าไปในร้าน มุ่งหน้าไปโซนด้านหลังเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมทั้งใส่เสื้อกันเปื้อนสีเดียวกันอย่างเป็นระเบียบเช่นเดิมแล้วออกมาทำงานหน้าร้าน
“ค่ะ พอได้ตื่นเช้าแล้วสดชื่นจัง”
ฉันตอบผู้จัดการพรางเอาแจกันดอกไม้ออกมาประดับไว้แต่ละโต๊ะอย่างเช่นทุก ๆ วัน เพื่อให้เกิดสีสันแก่ร้านและเป็นการเพิ่มบรรยากาศอีกอย่างหนึ่งเพื่อเป็นการดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านด้วย
“มาฉันช่วย”
ฉันมองตามต้นเสียงก็พบว่าเป็นก้องชายหนุ่มที่เป็นพนักงานของร้านเหมือนกันกับฉัน ก้องเข้ามาคว้าแจกันในมือของฉันแล้วไปตั้งตามโต๊ะต่าง ๆ แทนฉันอย่างรีบเร่งแต่เป็นระเบียบ เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีที่สุดของฉันอีกคนหนึ่ง เพราะเขาเป็นคนที่มีน้ำใจชอบช่วยเหลือคนอื่น ๆ
“ขอบใจนะที่ช่วย”
“ขอบจงขอบใจอะไรกัน เป็นพนักงานเหมือนกันก็ต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว หน้าที่ใครหากทำเสร็จแล้วก็ต้องมาช่วยอีกคนไหมล่ะ”
