บทที่ 12 ทำใจไม่ได้
“เฟย์ยังไม่หิวค่ะคุณป้าจุ๊” เด็กสาวตอบผู้เป็นป้าที่คอยดูแลเธอตั้งแต่ท่านมาถึงเมืองไทย
“น้องเฟย์ผอมมากเลยนะลูก ถ้าน้องเฟย์ไม่กินข้าวอีกป้าจะให้คุณหมอมาให้น้ำเกลือแล้วนะลูก” จุรีพูดกับหลานสาวด้วยความสงสารและคิดว่าหากเสร็จงานพิธีศพของน้องเขยน้องสาวเธอจะพาหลานสาวไปอยู่ด้วยคงทิ้งไว้ที่นี่ไม่ได้เธอไม่ไว้ใจใครแม้แต่ระสินกับภรรยาที่วางตัวเป็นเจ้าภาพต้อนรับขับสู้ผู้บริหารและพนักงานระดับสูงของบริษัทอย่างชื่นมื่นทั้งที่เป็นงานศพของพี่ชาย
“ก็ได้ค่ะคุณป้าจุ๊” เภตรายอมจับช้อนตักข้าวต้มเข้าปากและไม่รู้รสชาติของมันเลยจึงกักกินไปสิบกว่าคำก็วางช้อนลง
“เก่งมากจ้ะ น้องเฟย์จะต้องเข้มแข็งนะลูกถึงป๊ากับแม่ไม่อยู่หนูต้องสู้เพราะยังมีบริษัทที่ปู่และพ่อของหนูสร้างมารอให้น้องเฟย์มาดูแลบริหารต่อนะลูก” จุรีบอกหลานสาวตอนนี้เธอได้ข่าวจากธนาคมว่าระสินกับพ่อตากำลังระดมพรรคพวกเพื่อเสนอชื่อของเขาให้เป็นผู้บริหารเพราะเป็นน้องชายของธนินท์และตั้งตัวเป็นผู้จัดการมรดกของหลานสาวตั้งแต่วันแรกที่ธนินท์กับจีสุดาเสียชีวิตทำให้ไม่มีใครทันคัดค้านเพราะมัวแต่เสียใจและทางทนายความก็รู้เห็นเป็นใจเพราะจำนวนเงินที่ได้รับจากระสินจึงแปรพรรคไปอย่างง่ายดาย
“ค่ะคุณป้า” เภตราไม่ได้รู้เรื่องงานของพ่อแม่แต่เธอตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกว่าจะมาสานต่องานของท่านแต่ตอนนี้เธอไม่มีความรู้ความสามารถในเรื่องธุรกิจเลยและในอนาคตเธอจะต้องทำได้แน่ เมื่อกินอาหารกลางวันอิ่มแล้วเภตราก็ไปที่ห้องทำงานของพ่อด้วยความคิดถึงท่านแล้วซุกตัวอยู่บนเก้าอี้ทำงานของท่านโดยที่จุรีปล่อยให้หลานสาวได้อยู่คนเดียวและเธอก็ไปอยู่เป็นเพื่อนน้องเขยกับน้องสาวที่ห้องรับแขกใหญ่สถานที่ตั้งศพของทั้งสอง
“ป๊าขาคุณแม่ขามารับเฟย์ไปอยู่ด้วยคนสิคะ” เภตรามองภาพถ่ายของครอบครัววางบนโต้ะซึ่งเป็นภาพที่สนามบินตอนที่พ่อแม่ไปส่งเธอไปเรียนต่อที่สิงคโปร์แล้วร้องไห้ทำให้พวงร้อยที่ตามมาดูคุณหนูก็ปิดประตูห้องแล้วเดินไปนั่งบนพื้นจับมือคุณหนูของเธอไว้ร้องไห้ด้วยกัน
ที่บ้านของระสิน
พันยศมาหาลูกเขยลูกสาวที่บ้านเพราะไม่อยากให้คนนอกรู้เรื่องเขาจึงเลือกคุยกันที่บ้านของลูกเขยและมาร่วมงานศพของธนินท์กับจีสุดา
“เรื่องผู้บริหารเรียบร้อยแล้วนะสิน พ่อล็อบบี้ทุกคนไว้แล้วไม่มีใครกล้าขัดขวางแน่เพราะผลประโยนช์ที่ได้รับมากกว่าที่เคยได้ส่วนที่ยังเคารพเจ้าของเก่าก็ยอมรับเงื่อนไขหมดแล้วเหลือแต่ประชุมใหญ่และโหวตเลือกท่านประธานบริหารคนใหม่เท่านั้น” พันยศบอกลูกเขยเมื่อเขาปูทางไว้ให้เพราะทุกฝ่ายก็จะได้รับผลตอบแทนทุกคนและเงินส่วนที่หายไปเขาก็จัดการนำมาโปะตามจำนวนเงินที่ตัวเองยักยอกถ่ายเทออกไปทำให้ทุกอย่างง่ายดาย
“ขอบคุณครับคุณพ่อ ถ้าไม่ได้คุณพ่อผมคงไม่มีโอกาสได้เป็นประธานบริษัทแน่ครับ” ระสินยกมือไหว้พ่อตาอย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องติดคุกฐานยักยอกทรัพย์ของบริษัทแลกกับชีวิตของพี่ชายพี่สะใภ้
“ทุกอย่างของศิรานนท์อยู่ในกำมือของเราแล้วต่อไปนี้เราก็จะมีหน้ามีตาในสังคมอย่างไม่อายใครแล้วนะคะ” พัชรินพูดแล้วยิ้มอย่างมีความสุขที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนและเธอก็จะได้เป็นคุณพัชรินรองประธานบริษัท ศิรานนท์ แลนด์แอนด์ ปาร์ค จำกัด(มหาชน) เป็นที่นับหน้าถือตาและเฉิดฉายในสังคมได้อย่างไม่อายใคร
“แล้วยัยเด็กนั่นหากเป็นไปได้แกก็เก็บซะจะได้ไม่มีหนามมาตำใจ” พันยศบอกลูกเขยเขากลัวว่าวันข้างหน้าเภตราอาจจะกลับมาทวงคืนสมบัติของเธอก็ได้
“ไม่เป็นไรครับคุณพ่อ เด็กนั่นไม่รู้เรื่องอะไรปล่อยไปเถอะหากเกิดอะไรขึ้นกับเธอพวกเราอาจจะถูกเพ่งเล็งได้ โดยเฉพาะพี่คมกับพี่จุ๊ที่จับตามองผมอยู่” ระสินตอบพ่อตาแค่จัดการพี่ชายกับพี่สะใภ้ทุกอย่างก็ตกเป็นของเขาแล้วแม้จะไม่ทั้งหมดแต่เขาก็ได้บริษัทที่ปีหนึ่งทำกำไรเป็นพันๆล้าน
“สินพูดก็ถูกนะคะคุณพ่อ ตอนนี้ทุกอย่างของนังเด็กนั่นก็จะเป็นของเราแล้วจะมีก็แค่ทรัพย์สินที่เป็นของแม่มันเท่านั้นที่เราไปยุ่งไม่ได้และหนูกับสินก็จะส่งมันไปเรียนต่อเมืองนอกส่งเสียเหมือนที่พ่อแม่มันทำจะได้ไปอยู่ไกลหูไกลตาพวกเรา
“ดีลูก งั้นพ่อก็หมดห่วงแล้วล่ะนี่ยัยปิ๋มไปไหนล่ะตั้งแต่พ่อมาถึงยังไม่เห็นเลย” พันยศถามหาหลานสาว
“ปิ๋มอยู่นี่ค่ะคุณตา” ทิพพาเปิดประตูเดินเข้ามาในห้องรับแขก
“ไปไหนมาลูกปิ๋ม” พัชรินถามลูกสาวที่ออกจากบ้านไปแต่เช้าเพิ่งกลับมา
“ปิ๋มไปติวกับเพื่อนมาค่ะคุณแม่ พอดีเจอโอ้ตก็เลยไปกินข้าวกลางวันด้วยกันและกลับมานี่แหละค่ะ” ทิพพาผู้เป็นแม่แล้วนั่งลงข้างๆเธอมานานพอที่ได้ยินตากับพ่อแม่คุยกันดีที่อนาวิลไม่มาด้วยหากเธอไม่เจอคนใช้ในบ้านก่อนก็ไม่รู้ว่าพวกท่านต้องมีเรื่องคุยกันจึงไล่คนใช้ทั้งสามคนไปช่วยงานบ้านใหญ่หมด
“แกได้ยินอะไรบ้างยัยปิ๋ม” ระสินถามลูกสาวเพราะเห็นสายตาของลูกมองเขา
“ก็ได้ยินทุกอย่างค่ะคุณพ่อ” ทิพพาตอบพ่อทำให้ทั้งสามมองหน้ากัน
“ในเมื่อหลานรู้แล้วก็เงียบซะเก็บไว้เป็นความลับติดตัวไปจนตายและตั้งใจเรียนให้จบสูงๆเพื่อจะได้มาช่วยบริหารงานในบริษัทของหลานในอนาคต” พันยศบอกหลานสาวที่จะเป็นผู้สืบทอดธุรกิจต่อไปในอนาคต
“ค่ะคุณตา ปิ๋มจะตั้งใจเรียนค่ะ” ทิพพากระหยิ่มเพราะตอนนี้เธอไม่ได้มีอะไรด้อยไปกว่าเภตราซึ่งกลายเป็นเด็กกำพร้าและในอนาคตก็ไม่เหลืออะไร
“แล้วบ้านหลังนั้นล่ะคะสิน” พัชรินอยากครอบครองบ้านหลังใหญ่ของเภตรา
“ใช่ค่ะพ่อ เราควรย้ายไปอยู่บ้านหลังนั้นนะคะยังไงพ่อก็เป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ของเภตรา” ทิพพาเห็นด้วยว่าครอบครัวของเธอควรจะไปอยู่บ้านใหญ่จะได้สมฐานะลูกสาวประธานบริษัทใหญ่
“เอาไว้เสร็จงานศพก่อนแล้วเราค่อยย้ายไป”
“ฉันของจัดการนังพวงร้อยนะสิน หมั่นไส้มานานฉันจะไล่ออกเป็นคนแรกเลย” พัชรินอยากไล่พวงร้อยออกจากบ้านนานแล้วและนี่เป็นโอกาสของเธอแล้วที่จะไล่พี่เลี้ยงของเภตราออกไปจากบ้าน
“ตามใจคุณ คืนนี้คุณพ่อก็อยู่เป็นเจ้าภาพพร้อมด้วยกันนะครับ”
“พ่อรู้แล้วล่ะ แกกับยัยปิ๋มจะไปไหนก็ไปพ่อจะคุยเรื่องงานกับสินสักหน่อย” พันยศบอกลูกสาวกับหลานสาวเมื่อทั้งสองออกไปจากห้องพวกเขาก็คุยเรื่องงานและผลประโยชน์ที่จะได้รับกันเป็นกอบเป็นกำจะทำให้พวกเขาขึ้นแท่นเป็นเศรษฐี
วันนี้เป็นวันพระราชทานเพลิงศพของสองสามีภรรยานักธุรกิจชื่อดังที่ทำคุณประโยนช์ให้สังคมมาตลอดและรสมาลีเป็นผู้จัดการของพระราชทานเพลิงศพให้เพื่อนทั้งสองเพราะธนินท์กับจีสุดาเป็นผู้อุปถัมถ์มูลนิธิที่เธอทำอยู่มาตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา
“ป๊าขาคุณแม่ขา หากชาติหน้ามีจริงเฟย์ขอเกิดมาเป็นลูกของป๊ากับแม่อีกนะคะ” เภตรามองควันไฟที่พุ่งออกจากปล่องเมรุขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วน้ำตาไหลรินออกมาไม่หยุด
“คุณลุงคุณป้าท่านไปสบายแล้วนะเฟย์ ถ้าแกยังเป็นแบบนี้พวกท่านจะเป็นห่วงจะทำให้พวกท่านเป็นทุกข์แล้วไม่ได้ขึ้นสวรรค์นะแก” อรนาไม่อยากเห็นเพื่อนเป็นแบบนี้ ร่างกายอวบอิ่มมีน้ำมีนวลเภตราผอมเพรียวลงอย่างน่าใจหายทั้งที่ไม่ถึงสิบวันหากเป็นปกติเพื่อนของเธอคงจะดีใจที่น้ำหนักลดลงแต่เธอไม่ชิน
