บทที่ 13 ไม่มีสิทธิ์

“ใช่แล้วเฟย์ แด๊ดกับมัมของยูจะได้ไปเฝ้าพระเจ้าแล้วพวกท่านจะมีความสุข ยูยังมีไอและอุ๋ยนะ” มารีน่าก็มาเมืองไทยพอดีและอยู่เป็นเพื่อนคอยปลอบใจเภตราและอยู่ร่วมงานศพจนเสร็จงานพร้อมกับพ่อแม่ของเธอที่บินตาามาทีหลังเพื่อร่วมส่งธนินท์กับภรรยาขึ้นสวรรค์เพราะรู้จักกันมาตั้งแต่ลูกสาวเข้าเรียนที่เดียวกันจึงได้พบปะพูดคุยกินข้าวด้วยกันทุกครั้งที่พ่อแม่ของเภตรากับอรนาไปเยี่ยมลูกที่สิงคโปร์

“ขอบใจพวกแกมากนะอุ๋ย มารี” เภตรากอดเพื่อนทั้งสองอย่างขอบคุณที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอดตั้งแต่พ่อแม่จากไป

“น้องเฟย์ น้องอุ๋ย น้องมารี ป้าว่าเรากลับกันดีมั้ยลูก” จุรีพูดกับหลานสาวและเพื่อนเมื่อเสร็จพิธีเผาศพแล้วพรุ่งนี้เย็นก็จะมาเก็บอัฐิ

“นั่นสิน้องเฟย์ ป้าว่าเรากลับไปพักผ่อนกันก่อนนะลูก” รสมาลีบอกลูกสาวของเพื่อนรักด้วยความรักและห่วงใยไม่ต่างจากลูกของตัวเอง

“ค่ะคุณป้าจุ๊ คุณป้ารส” เภตราไม่ดื้อดึงเพราะรู้ว่าทุกคนเป็นห่วงเธอและสัมผัสถึงความจริงใจที่มีให้เธอยามสูญเสียบุพการีไปอย่างไม่มีวันกลับเธอจะต้องเข้มแข็งยืนหยัดด้วยตัวเองให้ได้ ส่วนทิพพาก็ตีตัวออกห่างไม่ถามไถ่หรือมาปลอบใจเธอเหมือนสี่ห้าวันแรกที่เธอสูญเสียและอาสินกับอาพัชก็เข้ามาวุ่นวายในบ้านจนป้าจุ๊ต้องจัดการถึงได้หยุด

ทุกคนก็แยกย้ายกันไปขึ้นรถกลับบ้านและอรนากับมารีน่าก็ตามไปอยู่เป็นเพื่อนเภตราที่บ้านเหมือนที่ผ่านมาตั้งแต่พ่อแม่ของเพื่อนจากไปแม้เธอจะเสียใจมากแค่ไหนแต่เธอต้องเข้มแข็งทุกคนจึงเห็นเด็กสาวร่างผอมเพรียวซูบซีดไม่ร้องไห้ฟูมฟายในวันพระราชทานเพลิงศพพ่อแม่มีแต่น้ำตาไหลไร้เสียงสะอื้นเท่านั้น

“คุณหนูคะ คุณระสินคุณพัชรินและคุณปิ๋มมาขอพบค่ะ” พวงร้อยขึ้นมาตามคุณหนูของเธอที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านไม่ถึงชั่วโมง

“ขอบคุณค่ะน้าร้อยเดี๋ยวเฟย์จะลงไปค่ะ อ้อ รบกวนน้าร้อยไปบอกคุณป้าจุ๊ด้วยนะคะ” เภตราบอกพี่เลี้ยงเพราะเธอไม่อยากเผชิญหน้ากับระสินและครอบครัวตามลำพัง

“ได้ค่ะคุณหนู” พวงร้อยยิ้มให้คุณหนูของเธออย่างน้อยก็มีจุรีเป็นที่พึ่งให้เภตรา

“ให้ฉันกับมารีลงไปเป็นเพื่อนมั้ยเฟย์” อรนาถามเพื่อนเธอก็รู้สึกว่าอาของเพื่อนทำตัวแปลกๆรวมถึงทิพพาด้วย

“ไม่เป็นไรอุ๋ย ยังมีคุณป้าจุ๊อีกคนขอบใจมากแกเดี๋ยวเฟย์มานะ” เภตราขอบใจเพื่อนแท้ของเธอแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องลงไปชั้นล่างก็เห็นระสิน พัชริน ทิพพานั่งอยู่ที่ห้องรับแขกที่เก็บกวาดจนเหมือนเดิมทั้งที่เมื่อวานยังมีงานศพเจ้าของบ้านตั้งอยู่ในบ้าน

“น้องเฟย์มาแล้วค่ะคุณพ่อ” ทิพพามองน้องสาวแล้วยิ้มให้มองร่างอวบที่ผอมลงและใบหน้าตอบซีดเซียวอย่างสมน้ำหน้าและกำลังจะไม่เหลืออะไร

“คุณอาสินมีอะไรจะคุยกับเฟย์คะ” เภตรานั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่เชิดหน้าขึ้นทำตัวเข้มแข็งถึงเธอยังเป็นเด็กแต่ก็โตพอจะรู้ว่าใครหวังดีและใครหวังร้าย

“อาจะมาปรึกษาเรื่องบริษัทและเรื่องที่อาขอเป็นผู้จัดการมรดกของน้องเฟย์น่ะ” ระสินบอกหลานสาวถึงเรื่องที่เขาจะมาคุยด้วยเพราะผลประโยชน์ของตัวเองล้วนๆ

“ทำไมเพิ่งมาปรึกษาเฟย์ละคะ ในเมื่อคุณอาสินได้ทำไปตั้งแต่วันแรกป๊ากับคุณแม่เสียแล้วไม่ใช่เหรอคะ” เภตราย้อนถามระสินที่ด่วนทำเหมือนกับว่าจะมีใครมาแย่งสมบัติของพ่อแม่เธอ

“คุณพ่อหวังดีกับเธอนะยัยเฟย์ถึงได้ทำแบบนี้” ทิพพาพูดกับน้องสาวเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจากน้องเฟย์เป็นยัยเฟย์เพราะเธอไม่มีพ่อแม่ใช่มั้ยถึงทำให้ทุกคนเปลี่ยนไป

“อาขอโทษนะน้องเฟย์ทำไปโดยไม่บอกพอดีคุณทนายเขาแนะนำให้อาทำก่อนกลัวจะมีคนอื่นเข้ามายุ่งกับครอบครัวของเราจึงป้องกันไว้ก่อน” ระสินตอบหลานสาวและขอโทษที่ทำไปโดยไม่บอก

“ตอนนี้น้องเฟย์ยังเด็กไม่สามารถทำธุรกิจได้อากับอาสินเป็นห่วงจึงต้องรีบจัดการหากเราช้าจะเสียเปรียบบริษัทอื่นตอนนี้หุ้นของเราก็ตกฮวบฮาบจึงต้องรีบหาประธานบริษัทคนใหม่เพื่อจะได้ทำให้ผู้ถือหุ้นมั่นใจว่าบริษัทของเรามั่นคงไม่ได้มีปัญหาเมื่อขาดผู้นำ น้าจึงให้เลขาพ่อของน้องเฟย์เรียกประชุมผู้บริหารทั้งหมดเพื่อโหวตประธานคนใหม่ของศิรานนท์ด้วยจ๊ะ” พัชรินพูดกับหลานสาวของสามีและหาเหตุผลมาพูดเพื่อให้ดูดีเภตราจะได้ไม่สงสัย

“ใช่แล้วน้องเฟย์ ตอนนี้บริษัทของเรากำลังระส่ำระสายเพราะขาดผู้นำจึงต้องรีบจัดการเพื่อเรียกความมั่นใจให้ผู้ถือหุ้นทั้งหลายกลับมาเชื่อมั่นเหมือนเดิมแล้วน้องเฟย์ก็ต้องไปร่วมประชุมด้วย” ระสินบอกหลานสาวเพราะเขาวางแผนไว้หมดแล้ว

“แปะๆๆ

เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อระสินพูดจบทำให้ทุกคนหันไปมองก็เห็นจุรีเดินเข้ามาแล้วยิ้มให้ระสินกับภรรยาและลูกสาวที่ทำหน้าไม่พอใจเธอ

“นี่เป็นเรื่องภายในของครอบครัวศิรานนท์คนนอกไม่เกี่ยวค่ะ” พัชรินพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจเมื่อจุรีเข้ามยุ่งเพราะผู้หญิงคนนี้ฉลาดมาก

“ถ้านับกันจริงคุณพัชเป็นแค่สะใภ้ไม่ได้มีเลือดของศิรานนท์นี่ แล้วน้องเฟย์เป็นคนเชิญฉันมาเป็นพยานเพื่อกันพวกเหลือบไรมาเกาะฉันมันเป็นคนตรงชอบทำอะไรให้มันถูกต้องน่ะ” จุรีพูดแล้วมองหน้าครอบครัวของระสินก่อนจะนั่งลงข้างหลานสาว

“คุณจุ๊พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงครับ” ระสินหน้าแดงก่ำด้วยความไม่พอใจที่จุรีพูด

“นั่นสิคะ คุณจุ๊พูดแบบนี้มันดูถูกกันชัดๆที่ฉันกับคุณสินทำแบบนี้ก็เพื่อช่วยน้องเฟย์และไม่ได้หวังอะไร” เธอเกลียดสายตารู้ทันของจุรีที่มองเธอกับสามี

“แต่การกระทำมันไม่ใช่เท่าที่ฉันเห็นคุณสินก็จัดการทุกอย่างโดยพละการทั้งที่พี่ชายเพิ่งตายได้วันเดียวมันไม่เร็วไปหน่อยเหรอ ฉันคิดว่าคุณสินฉวยโอกาสขณะที่หลานยังโศกเศร้าเสียใจแทนที่จะดูแลปลอบใจแต่กลับห่วงเรื่องสมบัติและบริษัทแล้วยังจัดการด้วยตัวเองโดยไม่ถามความเห็นของเจ้าของสมบัติเลยสักคำแบบนี้จะทำให้ฉันกับทุกคนคิดยังไงคะ” จุรีว่าระสินและเธอไม่คิดว่าเขาจะหวังดีกับหลานสาว

“ที่คุณจุ๊พูดก็ถูก เพราะไม่ได้มีผมคนเดียวที่อยากเป็นผู้จัดการมรดกของน้องเฟย์ คุณจุ๊เองก็คงอยากจัดการด้วยใช่มั้ยครับถึงได้เดือดร้อน” ระสินตอบโต้จุรีแล้วยิ้มเยาะเพราะตัวเองเป็นต่อยังไงหลานสาวก็ต้องให้เขาจัดการ

“ฉันแล้วแต่น้องเฟย์เพราะยังไงเธอก็เป็นทายาทของนาธนินท์กับจีสุดาส่วนคนอื่นไม่ใช่และน้องเฟย์ก็โตแล้วไม่จำเป็นต้องมีผู้จัดการมรดกเพราะเป็นทายาทคนเดียวทรัพย์สมบัติทุกชิ้นของพ่อแม่ก็ตกเป็นของน้องเฟย์อย่างชอบธรรม” จุรีไม่ได้สนใจเรื่องที่ระสินกล่าวหาเธอว่าอยากเป็นผู้จัดการมรดกแต่ที่เธอยื่นมือเข้ามาช่วยเพราะหลานสาวยังเด็กอาจจะไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของระสิน

“แต่น้องเฟย์ยังเด็กไม่สามารถดูแลบริหารทรัพย์สินและบริษัทได้ฉะนั้นผมก็เป็นทายาทศิรานนท์คนหนึ่งก็มีสิทธ์ที่จะช่วยเหลือดูแลหลานใช่มั้ยครับคุณจุ๊” ระสินตอบโต้ป้าของหลานสาวที่นิ่งเงียบ

“ตอนนี้เฟย์ยังไม่ได้คิดอะไรค่ะ แล้วเรื่องมรดกของป๊ากับคุณแม่เฟย์จะดูแลเองส่วนเรื่องบริษัทก็ให้เป็นไปตามกฎกติกาตามมติของคณะกรรมการเป็นผู้ตัดสินเถอะค่ะ” เด็กสาวพูดขึ้นเธอไม่รู้เรื่องธุรกิจทำให้จุรียิ้มที่หลานสาวพูดส่วนระสินและภรรยากับลูกหน้าเสียที่ไม่ได้ดั่งใจ

“ยัยเฟย์ถูกคนเสี้ยมมาหรือเปล่าทำไมถึงไม่ให้คุณพ่อของพี่เป็นผู้จัดการมรดกล่ะ ขืนดูแลเองคงได้เอาเงินไปถลุงเมืองนอกหมดล่ะสิ” ทิพพาว่าน้องสาวที่ไม่ให้พ่อของเธอเป็นผู้จัดการมรดก

“เฟย์รู้ค่ะว่าทุกคนเป็นห่วงเมื่อไม่มีป๊ากับคุณแม่เฟย์ก็จะดูแลรักษาทรัพย์

บทก่อนหน้า
บทถัดไป