บทที่ 14 ฮุบบริษัท
“แต่น้องเฟย์ยังเด็กไม่สามารถดูแลบริหารทรัพย์สินและบริษัทได้ฉะนั้นผมก็เป็นทายาทศิรานนท์คนหนึ่งก็มีสิทธิ์ที่จะช่วยเหลือดูแลหลานใช่มั้ยครับคุณจุ๊” ระสินตอบโต้ป้าของหลานสาวที่นิ่งเงียบ
“ตอนนี้เฟย์ยังไม่ได้คิดอะไรค่ะ แล้วเรื่องมรดกของป๊ากับคุณแม่เฟย์จะดูแลเองส่วนเรื่องบริษัทก็ให้เป็นไปตามกฎกติกาตามมติของคณะกรรมการเป็นผู้ตัดสินเถอะค่ะ” เด็กสาวพูดขึ้นเธอไม่รู้เรื่องธุรกิจทำให้จุรียิ้มที่หลานสาวพูดส่วนระสินและภรรยากับลูกหน้าเสียที่ไม่ได้ดั่งใจ
“ยัยเฟย์ถูกคนเสี้ยมมาหรือเปล่าทำไมถึงไม่ให้คุณพ่อของพี่เป็นผู้จัดการมรดกล่ะ ขืนดูแลเองคงได้เอาเงินไปถลุงเมืองนอกหมดล่ะสิ” ทิพพาว่าน้องสาวที่ไม่ให้พ่อของเธอเป็นผู้จัดการมรดก
“เฟย์รู้ค่ะว่าทุกคนเป็นห่วงเมื่อไม่มีป๊ากับคุณแม่เฟย์ก็จะดูแลรักษาทรัพย์สมบัติของท่านไว้ให้ดีที่สุดส่วนที่ไปเรียนเมืองนอกคุณป้าจุ๊ท่านจะส่งเสียจนกว่าเฟย์จะโตแล้วกลับมาดูแลธุรกิจของครอบครัวค่ะ”
“ได้ยินแล้วใช่มั้ยคุณสิน ยังไงก็อย่าลืมบอกทนายของคุณไปถอนตัวออกจากการยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกซะก่อนจะมีคนเข้าใจผิดว่าคุณห่วงสมบัติของหลานมากกว่าและไม่ต้องห่วงว่าที่ฉันรับส่งเสียเลี้ยงดูน้องเฟย์แล้วจะมาทวงคืนภายหลังที่ฉันทำเพราะฉันรักหลานที่ขาดเสาหลักและฉันอยากให้น้องเฟย์เติบโตมาแข็งแกร่งเหมือนกับพ่อของเขาเพื่อมาดูแลธุรกิจของศิรานนท์” จุรีพูดกับระสินที่เถียงไม่ออกและ รู้ว่าต้องมีคนคัดค้านเรื่องที่เขายื่นต่อศาลว่าขอเป็นผู้จัดการมรดกของหลานสาว
“ในเมื่อน้องเฟย์คิดว่าดูแลทรัพย์สมบัติของพี่นินท์ได้อาก็จะไม่มายุ่งแต่เรื่องบริษัทยังไงพรุ่งนี้น้องเฟย์ต้องเข้าร่วมประชุมเพื่อเลือกประธานบริษัทก่อนที่จะไปไม่รอด อาขอตัวนะ” ระสินเก็บอารมณ์แทบไม่ไหวจึงขอตัวกลับทันที
“อาก็ขอตัวนะน้องเฟย์”
“ระวังแกจะไม่เหลืออะไรล่ะยัยเฟย์” ทิพพาลุกขึ้นมองน้องสาวก่อนจะเดินตามพ่อแม่ออกไปด้วยความไม่พอใจที่เภตราหัวแข็งแต่ยังไงบริษัทก็ต้องเป็นของครอบครัวเธอ
จุรีมองตามครอบคัวของระสินเดินนออกไปจากห้องรับแขกแล้วส่ายหน้าไปมาเธอคิดอยู่แล้วว่าพวกเขาต้องเข้ามาวุ่นวายกับหลานสาวและอ้างว่าเป็นศิรานนท์เพื่อความคุมทุกอย่างของหลานสาว
“น้องเฟย์จะทำยังไงต่อลูก ถึงป๊ากับแม่ของหนูไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ทุกอย่างก็ต้องเป็นของทายาทถูกต้องตามกฎหมายมีสิทธิ์อย่างชอบธรรม” จุรีพูดกับหลานสาวด้วยความเ็นห่วง
“เฟย์ไม่รู้ค่ะคุณป้าจุ๊ เรื่องบริษัทก็คงต้องให้ทางคณะกรรมการเขาเลือกประธานบริหารคนใหม่มาแทนป๊ากับคุณแม่จนกว่าเฟย์จะเรียนจบแล้วกลับมาบริหารค่ะ” เด็กสาวคิดไว้ตั้งแต่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ว่าเธอจะตั้งใจเรียนแล้วกลับมาบริหารธุรกิจของครอบครัว
“ถ้าทางคณะกรรมการเขาเลือกระสินล่ะลูก” เธอได้ข่าวจากธนาคมว่าพันยศกับระสินล็อบบี้คณะกรรมการไว้หมดแล้วแต่ไม่ได้บอกหลานสาวเพราะเธอไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเรื่องในบริษัทยกเว้นจะมีหุ้นเยอะกว่า
“เฟย์ว่าทางคณะกรรมการเขาคงเลือกคนที่มีความสามรถมาทำงานมากกว่าค่ะ” ถึงเธอจะเป็นเด็กแต่ก็พอจะรู้ว่าระสินทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันและเพิ่งปรับปรุงตัวเองดีขึ้นมาไม่กี่ปีเอง
“ป้าก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะลูก” จุรียิ้มให้หลานสาวโอบกอดร่างเล็กผอมบางอย่างสงสารที่ขาดเสาหลักตั้งแต่เด็กและเภตราเข้มแข็งมากกว่าที่เธอคิด
เภตราคิดแล้วว่าเธอจะตั้งเรียนให้จบเร็วที่สุดเพื่อมาสานต่องานของพ่อตามที่ได้รับปากท่านไว้แต่ไม่รู้ว่ากว่าเธอจะเรียนจบจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าและเธอก็เลือกไปเรียนที่อเมริกาอยู่กับป้า
ระสินกลับถึงบ้านก็ฟาดหัวฟาดหางจนภรรยากับลูกสาวเข้าหน้าไม่ติดเมื่อผิดหวังเรื่องที่เขายื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกของเภตราไม่ได้เพราะหลานสาวหัวแข็งและยังมีจุรีหนุนหลัง
“โธ่เว้ย...”
“สินคะใจเย็นๆสิคะ”
“คุณจะให้ผมใจเย็นได้ยังไงเห็นมั้ยว่าทรัพย์สมบัติของพี่นินท์มีมากขนาดไหนหากผมได้เป็นผู้จัดการมรดกเราสามารถถ่ายเทเข้ากระเป๋าตัวเองได้ง่ายแล้วทีนี้จะทำยังไงห๊า คุณบอกผมสิ” ระสินตะคอกใส่ภรรยาที่ไม่พอใจเขาเช่นกันแต่เพราะรักและเงินทองชื่อเสียงที่เธอไขว่คว้ามันกำลังไปได้ดีและไม่มีทางที่เธอจะปล่อยให้มันหลุดมือไป
“มันก็ไม่ยากนี่คะสิน เรามีทนายความของพี่นินท์เป็นพวกแล้วก็สามารถปลอมลายเซ็นพี่นินท์ได้นี่คุณอยากได้อะไรก็จัดการสิคะยังไงคนตายก็ไม่มีทางฟื้นขึ้นมาได้นี่คะ” พัชรินชี้ทางให้สามีว่ายังมีอีกหลานทางที่จะยักยอกถ่ายเทสมบัติของธนินท์เข้ากระเป๋าตัวเองได้
“จริงสิพัช งั้นผมจะโทรหาทนายความบางทีพี่นินท์อาจจะมีพินัยกรรมก็ได้ หึๆๆ..” ระสินยิ้มออกมาได้ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวเพื่อคุยกับทนายความของพี่ชาย
วันถัดมาเภตราไปร่วมประชุมกับผู้บริหารพร้อมกับผู้เป็นป้าและลุงคมกับป้ารสแต่พวกท่านถูกกีดกันไม่ให้เข้าห้องประชุมเพราะไม่ได้เป็นผู้บริหารและมีหุ้นส่วนในบริษัทก็พากันไปนั่งรอที่ห้องรับรองจึงมีเภตราคนเดียวเข้าไปในห้องประชุม
“น้องเฟย์โอเคมั้ยลูก” จุรีถามหลานสาวด้วยความเป็นห่วง
“เฟย์โอเคค่ะคุณป้าจุ๊” เภตรายิ้มให้ป้าๆและลุงก่อนจะเดินเข้าไปในhองประชุมที่มีผู้บริหารระดับสูงและเลขากว่าครึ่งร้อยหรืออาจจะมากกว่านั้นนั่งอยู่เต็มห้องทำเอาเภตราทำตัวไม่ถูกแต่เธอเรียนเรียนโรงเรียนอินเตอร์มาตลอดจึงมีความกล้าพอและเธอทำทุกอย่างด้วยตัวเองมาตลอดทำให้เด็กสาวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเดินตามอาสะใภ้ไปนั่งเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งที่อยู่ด้านข้างติดกับระสินและมีเก้าอี้ของท่านประธานรองประธานว่างอยู่เพื่อรอผลการโหวตในวันนี้และกรรมการผู้บริหารซึ่งมีพันยศและอีกสามคนที่เธอไม่รู้จักนั่งประกบเก้าอี้ท่านประธานกับรองประธาน
“น้องเฟย์พร้อมนะ” ระสินถามหลานสาวอย่างกระหยิ่มในใจเพราะยังไงวันนี้เขาก็ได้ครอบครองบริษัทศิรานนท์ แลนด์ แอนด์ ปาร์ค จำกัด (มหาชน)
“ค่ะ” เด็กสาววัยสิบห้ามองทุกคนเพื่อจะจดจำว่ามีใครบ้างที่เธอรู้จักแต่ไม่มีเลยแม้ลุงคมจะสอนเธอมาแต่ลำพังเธอคนเดียวจะสู้พวกเขาได้มั้ยเภตราถอนหายใจเบาๆ
“ทุกคนมาพร้อมกันแล้วเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเริ่มโหวตท่านประธานบริษัทเลยนะครับ” เลขาของธนินท์เป็นคนทำหน้าที่และเขาได้เปลี่ยนขั้วไปแล้วเพราะอำนาจเงินที่ระสินกับพัชรินจัดการให้ “ก็อย่างที่พวกเราทุกคนรู้คือคุณธนินท์กับคุณจีสุดาท่านประธานและท่านรองประธานได้เสียชีวิตทำให้ตำแหน่งว่างลงและทำให้บริษัทของเราเสียหายมากราคาหุ้นร่วงลงไปหลายจุดเพราะลูกค้าขาดความเชื่อมั่นในบริษัทและทายาทก็ยังเด็กไม่สามารถจะมาบริหารงานได้และเธอก็มาเป็นพยานในวันนี้ด้วยครับ วันนี้เราทุกคนต้องมาโหวตเลือกท่านประธานกับท่านรองประธานเพื่อให้บริษัทมั่นคงและดำเนินงานได้ตามปกติ ขอเชิญทุกท่านเสนอชื่อผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่จะนำพาบริษัทของเราให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าต่อไปครับ” เลขาของธนินท์พูดจบทุกคนก็มองทายาทตัวจริงของธนินท์
“คุณดนัยครับ”
“คุณทรงอัปสรค่ะ”
