บทที่ 4 ตัดขาด
เวลาผ่านไป 3ปีกว่า
ที่รัศมีพาลูกชายย้ายมาทำงานที่หัวหินเธอก็กลับไปเยี่ยมบ้านสามครั้งในปีแรกเจออดีตสามีและเมียใหม่โดยบังเอิญแต่เธอไม่ได้รู้สึกอะไรเลยแต่ลูกชายนั้นโกรธพ่อที่มีเมียใหม่และกำลังท้อง ทำให้หาญพูดไม่ออกเพราะเขาตามง้ออดีตภรรยาแล้วแต่เธอไม่สนใจและยังพาลูกหนีไปทำงานที่หัวหินจึงทำให้เขาคว้าน้องช้อยหรือชมเชยมาแก้เหงาแล้วเธอท้องทำให้เขาต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสและให้มาอยู่ด้วยกันที่บ้านของเขาทั้งพ่อแม่พี่น้องของเธอทั้งครอบครัว แต่หาญยังส่งเสียเลี้ยงดูค่าใช้จ่ายลูกชายทุกเดือนและตอนนี้ลูกชายของเธอเรียนอยู่ประถมหกแล้วอยู่ๆเขาก็ไม่ส่งเงินค่าเลี้ยงดูลูกชายมาให้ทั้งที่กล้าหาญกำลังจะเข้ามัธยมชั้นปีที่หนึ่งแต่รัศมีก็ไม่งั้อเพราะคิดว่าตัวเองสามารถส่งลูกชายเรียนได้เธอจึงหาโรงเรียนดีๆให้ลูกชายก็เจอโรงเรียนกินนอนชายที่กรุงเทพคิดว่ามันดีต่อลูกชายและเธอมีกำลังส่งเสียตอนนี้ก็ทำตำแหน่งหัวหน้าแม่บ้านเงินเดือนก็เพิ่มขึ้นและยังมีเงินเก็บและที่อดีตสามีส่งมาให้ทุกเดือนอีกจึงปรึกษาพ่อแม่พี่ชายพี่สาวและทุกคนก็คิดว่าดีกับหลานชายเพราะกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแล้วเธอก็พาลูกชายไปเปลี่ยนชื่อนามสกุลเป็นเด็กชายปราบ วงค์สาย โดยที่อดีตสามีไม่รู้
“ปราบแน่ใจนะลูกว่าอยากไปเรียนที่กรุงเทพจริง” รัศมีถามลูกชายวัยสิบสองปีที่ตัดสินใจเองหลังจากเธอคุยให้ฟังและพูดถึงเรื่องอนาคตของเขาทำให้เด็กชายปราบเลือกจะไปเรียนที่กรุงเทพตามที่แม่เลือกให้เขาแม้จะอยู่ไกลกันแต่แม่บอกว่าจะไปหาเขาทุกวันหยุดและทุกเดือนจะไปรับกลับมาเที่ยวหัวหิน
“ปราบอยากไปครับแม่” ปราบเป็นเด็กขยันเรียนและชอบอ่านหนังสือเล่นเกมบ้างและชอบเล่นกีฬาทุกอย่างพอแม่กับป้าบอกว่าถ้าเขาไปเรียนที่กรุงเทพก็จะมีความรู้มากกว่าเรียนที่หัวหินเพราะที่กรุงเทพเป็นโรงเรียนอินเตอร์ชายล้วนจะได้เรียนภาษาอังกฤษและอีกหลายภาษาที่เขาอยากเรียนและจะมีเพื่อนมีสังคมที่ดีในอนาคตจะมีหน้าที่การงานที่ดีจึงทำให้เด็กชายปราบยอมไปอยู่โรงเรียนประจำ
“งั้นอาทิตย์หน้าแม่จะพาปราบไปดูที่เรียนนะลูก ถ้าไม่ชอบก็เรียนที่นี่ก็ได้แม่ให้ปราบเลือกเองนะลูก” รัศมีบอกลูกชายแล้วยิ้ม
“ครับแม่ งั้นปราบไปอ่านหนังสือก่อนนะครับ” ปราบบอกแม่แล้วเก็บของกลับห้องนอนเล็กชั้นล่างที่เขาขอนอนคนเดียวตอนอายุสิบขวบ
“จ้ะลูก” รัศมียิ้มมองตามหลังลูกชายอย่างภูมิใจเธอยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกได้มีการศึกษาสูงๆเพื่ออนาคตจะได้เป็นเจ้าคนนายคน
“แกคิดดีแล้วใช่มั้ยหมี” เกื้อบุญถามน้องสาวที่จะส่งลูกชายไปเรียนกรุงเทพ
“ฉันอยากให้ตาปราบได้เรียนโรงเรียนดีๆเรียนสูงนะพี่ ยังไงกรุงเทพกับหัวหินก็ไม่ไกลกันวันหยุดหรือปิดเทอมฉันก็ไปรับตาปราบกลับ้านได้นะพี่เกื้อ” เธอคิดดีแล้วถึงได้ส่งลูกชายไปเรียนกรุงเทพ
“งั้นก็ตามใจแกมีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกละกัน”
“ฉันต้องขอบคุณพี่เกื้อมากนะที่ช่วยฉันดูแลลูกถ้าไม่ได้พี่ฉันคงไม่มีงานทำมีเงินเก็บไว้ส่งตาปราบเรียน” รัศมีขอบคุณญาติผู้พี่ช่วยเธอดูแลลูกชายเวลาเธอเข้ากะบ่ายและไปรับลูกชายที่โรงเรียน
“แกเป็นน้องตาปราบเป็นหลานและพี่ไม่มีลูกผัวอนาคตพี่ก็จะได้ฝากผีฝากไข้กับตาปราบนั่นแหละ” เกื้อบุญพูดกับน้องสาวรุ่นเธอมันก็เลยวัยจะมีผัวมีลูกแล้วอยู่คนเดียวมีงานมีเงินดีกว่ามีผัวเป็นแมงดาเกาะกิน เหมือนที่เธอเคยมีแฟนตอนมาทำงานที่หัวหินใหม่ๆและอยู่ด้วยกันสุดท้ายก็เลิกเพราะเขาไม่ทำการทำงานกินเที่ยวและบังคับเอาเงินจากเธอถ้าไม่ให้ก็ตบตีจนเธอทำงานไม่ได้ผู้จัดการก็พาไปแจ้งความและเลิกลากันไปจนถึงป่านนี้ก็สิบกว่าปีแล้วที่เธอไม่สนใจใครนอกจากงานและเงินเท่านั้น
เวลาผ่านไปเจ็ดปีที่รัศมีเลิกกับอดีตสามีและมาทำงานที่โรงแรมเพื่อเก็บเงินส่งเสียลูกชายเรียนโรงเรียนประจำที่กรุงเทพจนตอนนี้อยู่มอสามและการเรียนก็อยู่เกณฑ์ดีและยังเป็นนักกีฬาฟุตบอลและบาสเก็ตบอลของโรงเรียนมีเพื่อนหลายคนเวลากลับมาบ้านก็จะคุยให้เธอฟังตลอด จนกระทั่งเธอเจออัลเบิร์ต ดิมิททรี ลูกค้าหนุ่มใหญ่ชาวรัสเซียวัยหกสิบห้าปีมาเที่ยวเมืองไทยและพักโรงแรมที่รัศมีทำงานจึงรู้จักกันและยอมเป็นเมียเช่าของเขา อัลเบิร์ตก็เลี้ยงดูเธอส่งเงินมาให้ใช้แล้วจะมาหาปีละสามสี่ครั้งหรือบางทีก็มากกว่านั้นและไม่รังเกียจที่เธอมีลูกติดเขากลับชอลูกชายของเธอแล้วปราบก็รู้มาตลอดเขาโตขึ้นและรู้ว่าแม่ทำเพื่อเขาเพราะเงินส่วนหนึ่งก็เป็นของอัลเบิร์ตที่ส่งเสียเขาเรียนแล้วอะไรในเมื่อเป็นความสุขของแม่และป้าเกื้อก็ยืนยันว่าอัลเบิร์ตนิสัยดีและเขาเป็นหม้ายภรรยาตายมีลูกสองคนก็โตมีครอบครัวแล้วแม่ของเขายอมเป็นเมียเช่าของอัลเบิร์ต เมื่อปราบอายุสิบห้าอัลเบิร์ตก็แต่งงานกับรัศมีและเลี้ยงดูอย่างดีซื้อบ้านหลังใหญ่ที่กรุงเทพซื้อรถใหม่ให้ขับเปลี่ยนจากเมียเช่ามาเป็นภรรยาและปราบก็ได้อยู่กับแม่เข้าเรียนมหาลัยชื่อดังจนจบปริญญาตรีและอัลเบิร์ตก็แนะนำให้เขาเรียนต่อปริญญาโทและสอนให้เล่นหุ้นซื้อขายหุ้นและสนับสนุนลูกเลี้ยงจนปราบสามารถเปิดบริษัทกับเพื่อนสนิทและใช้เวลาไม่กีปีเขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงพอๆกับความหล่อเหลาคมเข้มมีเสน่ห์เหลือร้ายต้องตาต้องใจสาวๆ
สนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์
สองสาวน้อยชาวไทยเดินขึ้นเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาสเพื่อเดินทางกลับบ้านเกิดเมื่อได้เวลาเครื่องบินก็เทคออฟทะยานขึ้นจากสนามบินชางงีประเทศสิงคโปร์สู่ท้องฟ้ากว้งใหญ่ไพศาลเพื่อบินไปยังสนามบินสุวรรณภูมิประเทศไทยมีสาวน้อยเภตรากับอรนาสองเพื่อนรักที่เดินทางมาเรียนที่สิงคโปร์ตั้งแต่จบประถมหกที่เมืองไทยและตอนนี้ทั้งสองเรียนอยู่เกรดเก้าเทียบเท่ามอสามของเมืองไทยและปิดเทอมทั้งสองจึงเดินทางกลับไปบ้านที่เมืองไทย
“ไปถึงเมืองไทยเราจะไปเที่ยวที่ไหนก่อนดีเฟย์” อรนา สิงหพันธ์ ลูกสาวของนายธนาคม นักธุรกิจนำเข้าเครื่องจักรกลโรงงานรายใหญ่ของเมืองไทยและอสังหาริมทรัพย์กับนางรสมาลี นักสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อยากไร้มีลูกชายหนึ่งคนคือ อนาวิล หรือ โอ๊ต วัยยี่สิบปีห่างจากน้องสาวห้าปี
“ไปเที่ยวทะเลกันดีมั้ยอุ๋ย” เภตรา ศิรานนท์ หรือน้องเฟย์วัยสิบห้าปีลูกสาวคนเดียวของ นายธนินท์กับนางจีรสุดา ศิรานนท์ นักธุรกิจสังหาริมทรัพย์และจัดสรรที่ดินสิ่งปลูกสร้างทั้งบ้านคอนโดและอื่นๆอีกมากมายมีทรัพย์สมบัตินับหมื่นล้านหลังจากเขาสานต่อธุรกิจที่พ่อสร้างไว้จนประสบความสำเร็จเป็นนักธุรกิจแถวหน้าชื่อดังและไม่มีใครเคยเห็นลูกสาวคนเดียวของธนินท์ทายาทบริษัท ศิวานนท์ แลนด์ แอนด์ ปาร์ค จำกัด(มหาชน)เมื่อเภตราเรียนจบปอหกเขาก็ส่งลูกสาวไปเรียนต่อที่สิงค์โปรตั้งแต่และวางแผนจะส่งต่อไปเรียนต่อด้านบริหารที่ประเทศอังกฤษเพื่อให้เธอมาช่วยงานที่บริษัท
“ดีเลยแก งั้นอย่างแรกเราต้องไปช้อปปิ้งชุดว่ายน้ำกันก่อนนะเฟย์” อรนาบอกเพื่อนเพราะเธอชอบแต่งตัวและสนใจเรื่องแฟชั่นอยากเป็นดีไซด์เนอร์ชื่อดังแต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า
“แกไปเถอะอุ๋ย เฟย์ไม่กล้าใส่หรอก” เด็กสาวตอบเพื่อนเธอไม่อยากใส่ชุดว่ายน้ำเพราะคิดว่าตัวเองอ้วนขาตันทั้งที่เพื่อนๆในคลาสเรียนว่ายน้ำบอกว่าเธอแค่อวบไม่ได้อ้วนแต่เด็กสาวไม่มั่นใจจึงยอมใส่ชุดว่ายน้ำตอนเรียนเท่านั้น
“เชื่ออุ๋ยเถอะน่าเฟย์แกไม่ได้อ้วนสักหน่อยแค่ไอ้นั่นมันดูมแกก็กินขาดแล้วแกเอ้ย พรุ่งนี้เราไปช้อปปิ้งกันก่อนไปเที่ยวนะเฟย์จ๋า” อรนาอ้อนเพื่อนรักที่มักจะใจอ่อนเสมอ
“เฮ้อ,แกนี่น้า ก็ได้จะไปกี่โมงก็โทรมาละกัน” สุดท้ายเภตราก็ใจอ่อน
“มันต้องอย่างนี้สิเพื่อนรัก” อรนากอดเพื่อนรักแรงๆแล้วยิ้มเพราะเภตราไม่ชอบให้กอดแต่เธอก็ชอบแกล้งเพื่อน
“อี๋,ปล่อยนะอุ๋ยดูสิเฟย์ขนลุกเลย” สองสาวคุยกันถกเถียงกันจนลืมเวลาพอได้ยินเสียงกัปตันประกาศก็รู้ว่าอีกไม่กี่นาทีพวกเธอก็จะถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว
“ถึงแล้วเหรอแก เร็วจัง” อรนารัดเข็มขัดตามเพื่อนเหมือนกับว่าเวลาไม่นานเลยที่พวกเธออยู่บนเครื่องบิน
“แกมัวแต่คิดเรื่องเที่ยวเพลินน่ะสิ” เภตราว่าเพื่อที่เรื่องกินเรื่องเที่ยวต้องมาก่อนแต่แปลกมาที่อรนาไม่อ้วนส่วนเธอขนาดควบคุมอาหารก็แทบเอาไม่อยู่
เมื่อเครื่องบินแลนด์ดิ่งลงสนามบินสุวรรณภูมิเภตรากับอรนาลงจากเครื่องบินพากันเดินไปรับกระเป๋าเดินทางแล้วเดินออกไปเพื่อกลับบ้านและแม่บอกว่าจะมารับเธอด้วยตัวเองเพราะพ่อติดประชุม
“คุณแม่ขา” เภตราเห็นแม่ก่อนจึงเรียกท่านเสียงดังด้วยความดีใจร่างอวบอิ่มจึงรีบเดินไปหาแม่แล้วปล่อยกระเป๋าใบใหญ่สวมกอดท่านด้วยความคิดถึง
