บทที่ 2 การต้อนรับที่เย็นชา

บรรยากาศหน้าจวนอ๋องพยัคฆ์ทมิฬนั้นเงียบสงัดราวกับสุสานร้าง ผิดแผกจากงานมงคลสมรสทั่วไปที่ควรจะอื้ออึงไปด้วยเสียงประทัดและคำอวยพร เกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหามสีแดงสด ถูกวางลงที่หน้าประตูใหญ่บานมหึมาที่ทำจากไม้จันทน์แดงตอกหมุดทองคำ ทว่าประตูบานนั้นกลับปิดสนิทแน่นหนา ไร้ซึ่งวี่แววว่าจะเปิดออกต้อนรับเจ้าสาวผู้มาเยือน มีเพียงลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดกรู หอบเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนผ่านหน้าเกี้ยวไป สร้างความวังเวงจับขั้วหัวใจให้แก่ผู้ติดตาม

"นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดประตูหลักถึงไม่เปิด?" เสียงสาวใช้ต้นห้องนามว่า 'เสี่ยวชิง' ที่ติดตามมาด้วยกระซิบถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

นางมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดหวั่น ทหารยามหน้าจวนยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ไม่แม้แต่จะปรายตามองขบวนรับตัวเจ้าสาวที่ดูเหมือนขบวนแห่ศพนี้ ทันใดนั้นประตูเล็กด้านข้างกำแพงก็เปิดออก พร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ชายชราร่างท้วมในชุดพ่อบ้านสีเทาเข้มเดินออกมา ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์ ดวงตาที่มองมายังเกี้ยวเจ้าสาวนั้นเต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างปิดไม่มิด

"ข้าน้อย 'พ่อบ้านเฟิง' คารวะพระชายา" น้ำเสียงของเขาแห้งแล้งและแข็งกระด้าง ไม่มีความเคารพยำเกรงแม้แต่น้อย "ท่านอ๋องมีคำสั่ง วันนี้ฤกษ์ยามไม่ดี ประตูใหญ่ไม่อาจเปิดรับสิ่งอัปมงคล ขอเชิญพระชายาเข้าทาง 'ประตูข้าง' เถิดขอรับ"

สิ้นคำประกาศ ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงหัว

เสี่ยวชิงหน้าซีดเผือด น้ำตาเอ่อล้นออกมาทันที "ประตูข้าง? จะเป็นไปได้อย่างไร! คุณหนูของข้าเป็นถึงฮูหยินเอก เป็นพระชายาพระราชทานจากฮ่องเต้ การให้เข้าทางประตูข้างนั่นสำหรับอนุภรรยาหรือสาวใช้เท่านั้น! นี่มันหยามเกียรติกันเกินไปแล้ว!"

เสียงร้องไห้คร่ำครวญของเสี่ยวชิง ทำให้บ่าวไพร่ที่แบกเกี้ยวเริ่มกระซิบกระซาบด้วยความตื่นตระหนก การที่เจ้าสาวถูกสั่งให้เข้าประตูข้างตั้งแต่วันแรก หมายความว่าชีวิตในจวนสามี หลังจากนี้คงไม่ต่างจากตกนรกทั้งเป็น

"หุบปาก" น้ำเสียงเรียบเย็นทว่าทรงอำนาจดังลอดออกมาจากม่านเกี้ยว หยุดเสียงร้องไห้ของเสี่ยวชิงได้ชะงัด

มือเรียวขาวผ่องยื่นออกมาแหวกม่านสีแดง เผยให้เห็นดวงหน้าภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวที่แม้จะมองไม่เห็นสีหน้า แต่รังสีความเยือกเย็นที่แผ่ออกมา กลับทำให้พ่อบ้านเฟิงต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ

เจียงหลีก้าวลงจากเกี้ยวด้วยท่วงท่าสง่างาม หลังเหยียดตรงดุจต้นไผ่ที่มิยอมลู่ตามลม นางไม่สนใจสายตาดูถูกของเหล่าทหารยาม ไม่สนใจความอัปยศที่ถูกหยิบยื่นให้ เดินตรงไปหาเสี่ยวชิงที่กำลังสะอื้นไห้ แล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าให้นางเช็ดน้ำตา

"เก็บน้ำตาของเจ้าไว้เถิดเสี่ยวชิง...ร้องไห้ไปกำแพงจวนก็ไม่พังลงมาหรอก มีแต่จะทำให้ศัตรูได้ใจ"

"แต่ว่าคุณหนู ประตูข้าง..."

"ประตูก็คือประตู ขอเพียงมันพาข้าเข้าไปในจวนได้ จะประตูไหนก็เหมือนกัน" เจียงหลีกล่าวเสียงเรียบ นางเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อ 'จวนอ๋องพยัคฆ์ทมิฬ'ที่แขวนอยู่เหนือประตูใหญ่ แววตาภายใต้ผ้าคลุมทอประกายวาววับ

ในโลกยุคปัจจุบันที่นางจากมา ศักดิ์ศรีไม่ได้วัดกันที่ขนาดของประตู แต่วัดกันที่ความสามารถและอำนาจในมือ การที่เซียวจิ้นทำเช่นนี้ ก็เพื่อต้องการประกาศให้โลกรู้ว่า เขารังเกียจการแต่งงานครั้งนี้ และต้องการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตระกูลเจียงให้จมดิน...ซึ่งนางเข้าใจได้

‘ท่านอ๋อง...ท่านคิดจะใช้ประตูข้างมาข่มขวัญข้าหรือ? ช่างเด็กน้อยนัก’

เจียงหลีกระตุกยิ้มมุมปาก ภายในใจนึกประกาศสงครามเงียบๆ ‘วันนี้ท่านให้ข้าเข้าทางประตูข้าง...วันหน้า ข้าจะรักษาขาของท่าน รักษาหน้าตาของท่าน และเมื่อถึงวันนั้น...ข้าจะทำให้ท่านต้องเปิดประตูใหญ่ แล้วปูพรมแดงเชิญข้าเดินออกมาด้วยตัวท่านเอง!’

"นำทาง" เจียงหลีเอ่ยสั้นๆ กับพ่อบ้านเฟิง ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อชุดเจ้าสาว ก้าวเดินผ่านธรณีประตูข้างเข้าไปอย่างองอาจ โดยไม่หันกลับมามองเกี้ยวเจ้าสาวที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

เส้นทางภายในจวนอ๋องนั้นร่มรื่นแต่ทว่าวังเวง ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุม จนแสงตะวันแทบส่องลงมาไม่ถึง บรรยากาศอึมครึมราวกับมีหมอกควันแห่งความตายปกคลุมอยู่ทุกอณู ทางเดินหินขัดทอดยาวคดเคี้ยวผ่านสวนหินและสระบัวที่เริ่มเหี่ยวเฉา

ตลอดระยะทาง เจียงหลีสังเกตเห็นสายตาของบ่าวไพร่ ที่แอบมองมาจากตามมุมและหลังพุ่มไม้ เสียงซุบซิบดั่งเสียงแมลงหวี่ดังเข้าหูเป็นระยะ แม้พวกเขาจะพยายามเบาเสียงลง แต่ประสาทสัมผัสของเจียงหลีนั้นว่องไวกว่าคนทั่วไปนัก

"นั่นน่ะหรือ พระชายา? ดูบอบบางราวกับกิ่งหลิว จะทนท่านอ๋องได้กี่วันกัน?"

"น่าสงสารจริง...ได้ยินว่าตระกูลเจียงสลับตัวเจ้าสาว เดิมทีต้องเป็นคุณหนูรอง 'เจียงโหรว' หญิงงามอันดับหนึ่งมิใช่หรือ?"

"ชู่ว! อย่าพูดดังไป...เจ้าก็รู้ว่าท่านอ๋องปักใจรักคุณหนูเจียงโหรวมาตั้งแต่ก่อนออกศึกครานั้น ว่ากันว่าเตรียมของหมั้นไว้แล้วด้วยซ้ำ ใครจะนึกว่าพอกลับมาในสภาพพิการ ตระกูลเจียงจะกล้าส่งพี่สาวมาแทนเยี่ยงนี้"

"มิน่าเล่า ท่านอ๋องถึงโกรธจัด สั่งปิดประตูใหญ่ไม่ต้อนรับ...ได้ของย้อมแมวมา ใครบ้างจะไม่โกรธ?"

เจียงหลีเดินฟังเรื่องราวเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ในสมองกลับประมวลข้อมูลอย่างรวดเร็ว ‘อ้อ...ที่แท้ก็มีปมเรื่องความรักเก่า’

ในนิยายไม่ได้ลงรายละเอียด เรื่องความสัมพันธ์ในอดีตมากนัก เพียงแค่บอกว่าเซียวจิ้นหลงรักเจียงโหรวหัวปักหัวปำ แต่ดูเหมือนในความเป็นจริงของโลกใบนี้ จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่านั้น การที่เขาต้องกลายเป็นคนพิการ สูญเสียอำนาจทหาร และถูกหญิงคนรักทอดทิ้ง แถมยังถูกหยามเกียรติด้วยการส่งตัวแทนมาแต่งงาน...ไม่แปลกที่เขาจะกลายเป็นอสูรร้ายที่เกลียดชังโลกใบนี้

"เสียดายท่านอ๋องผู้เกรียงไกร..." เสียงบ่าวชายคนหนึ่งถอนหายใจดังแว่วมา "เมื่อก่อนสง่างามดั่งเทพบุตร ขี่ม้าขาวถือทวนยาว ใครเห็นเป็นต้องศิโรราบ แต่ต้องมาจบสิ้นเพราะพิษ 'เหมันต์สามฤดู' นั่นแท้ๆ"

"พิษนั่นร้ายกาจนัก หมอหลวงบอกว่ามันกัดกินเส้นลมปราณจนขาตายด้าน ไร้ความรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็งในฤดูหนาวตลอดกาล แม้แต่เทวดาก็ยังส่ายหน้า..."

'เหมันต์สามฤดู' ชื่อพิษนี้กระตุกต่อมความสนใจของเจียงหลีเข้าอย่างจัง ฝีเท้าของนางชะลอลงเล็กน้อย ในความทรงจำจากโลกเดิม พิษชนิดนี้เป็นพิษเย็นโบราณ ที่สกัดจากสมุนไพรหายากแถบชายแดนเหนือ ออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทส่วนล่าง ทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวกจนอวัยวะส่วนนั้น เย็นเฉียบและไร้ความรู้สึกคล้ายอัมพาต หากปล่อยไว้นานพิษจะลามเข้าสู่หัวใจ

‘หมอหลวงยุคนี้อาจจะส่ายหน้า...แต่สำหรับนาง มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้’

เจียงหลีลอบยิ้มมุมปาก พิษชนิดนี้รักษาได้ด้วยการฝังเข็มเปิดจุดชีพจร ควบคู่ไปกับการแช่สมุนไพรร้อนเพื่อละลายพิษเย็น แม้จะยุ่งยากและใช้เวลานาน แต่ไม่ใช่ว่าไร้ทางรักษาอย่างที่เขาลือกัน

"ถึงแล้วขอรับ..."

เสียงพ่อบ้านเฟิงปลุกเจียงหลีจากห้วงความคิด เบื้องหน้าของนางคือเรือนไม้หลังใหญ่ที่ดูเก่าทรุดโทรม ป้ายชื่อเรือนเขียนว่า 'เรือนเร้นกาย' ตัวอักษรหวัดหางตวัดแสดงถึงความโกรธเกรี้ยวของผู้เขียน รอบบริเวณเต็มไปด้วยวัชพืชที่ขึ้นรกชัฏ ไร้ซึ่งโคมไฟมงคลสีแดง หรือผ้าแพรประดับประดา

มันดูเหมือน 'ตำหนักเย็น' มากกว่าเรือนหอ

"ท่านอ๋องประทับอยู่ด้านใน พระชายาเชิญเสด็จเข้าไปเพียงลำพังเถิด ส่วนสาวใช้ให้รออยู่ด้านนอก" พ่อบ้านเฟิงกล่าวจบก็ถอยหลังไปยืนกุมมืออย่างเฉยชา

เสี่ยวชิงทำท่าจะแย้งด้วยความเป็นห่วง แต่เจียงหลียกมือห้ามไว้ "รอข้าอยู่ที่นี่ ไม่ต้องห่วง"

เจียงหลีสูดลมหายใจลึก กลิ่นอายสังหารจางๆ ลอยออกมาจากเรือนหลังนั้น มันเป็นกลิ่นของความตาย ความเจ็บปวด และความเคียดแค้นที่อัดแน่น นางรู้ดีว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป อาจจะเจอกับมีดดาบ ยาพิษ หรือสายตาที่คมกริบยิ่งกว่าอาวุธ

แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะใช้เขาเป็นบันไดสู่อำนาจ...นางก็ต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมังกรบาดเจ็บตัวนี้

มือเรียวผลักบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าให้เปิดออก เสียงบานพับฝืดเคืองดัง เอี๊ยด... ก้องกังวานในความเงียบ ความมืดมิดภายในห้องค่อยๆ เผยตัวออกมา พร้อมกับดวงตาคู่หนึ่งที่วาวโรจน์อยู่ในความมืด ดวงตาของสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่อผู้บุกรุกอาณาเขตของมัน

เจียงหลีก้าวเข้าไปอย่างมั่นคง ชายกระโปรงสีแดงสดสะบัดพลิ้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป