บทที่ 3 คืนเข้าหอวิปโยค

ราตีกาลมืดมิดปกคลุมทั่วผืนฟ้า ไร้ซึ่งแสงจันทร์สาดส่อง มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดกรรโชกผ่านแมกไม้ใหญ่รอบเรือนหอ จนเกิดเสียงใบไม้เสียดสีกันดั่งเสียงภูตผีกรดร้อง

ภายในห้องหอที่ควรจะอบอวลไปด้วยไออุ่นแห่งมงคลสมรส กลับหนาวเหน็บยะเยือกดุจถ้ำน้ำแข็ง แม้ทั่วทั้งห้องจะประดับประดาด้วยผ้าแพรสีแดงฉานและตัวอักษรมงคล 'ซังฮี้' สีทองอร่าม แต่แสงเทียนเล่มมหึมาที่จุดสว่างไสวกลับสั่นไหววูบวาบ ตามแรงลมที่เล็ดลอดเข้ามาตามร่องหน้าต่าง ส่งให้เงาตะคุ่มที่ทอดตัวอยู่บนผนัง ดูบิดเบี้ยววิปริตราวกับเงาของอสุรกาย

เจียงหลีนั่งสงบนิ่งอยู่บนเตียงไม้จันทน์หลังใหญ่ ที่แกะสลักลวดลายมังกรหงส์ มือเรียวบางประสานวางไว้บนหน้าตักอย่างสำรวม ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงปักลายหงส์เหิน นางไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวเฉกเช่นสตรีทั่วไปที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์อันน่าอึดอัดเช่นนี้

ลมหายใจของนางสม่ำเสมอ ชีพจรเต้นเป็นจังหวะปกติ ราวกับไม่ได้กำลังรอคอยเจ้าบ่าวผู้ได้ชื่อว่าเป็น 'อสูรสงคราม' แต่กำลังนั่งพักผ่อนจิบชาชมจันทร์เสียมากกว่า ในสมองของแพทย์สาวจากโลกอนาคตกำลังประมวลผลข้อมูลอย่างรวดเร็ว  ‘เรือนหอห่างไกลผู้คน บ่าวไพร่ถูกกันออกไปหมด นี่ไม่ใช่การเตรียมตัวเข้าหอ แต่เป็นการเตรียมพื้นที่สังหารชัดๆ’

ทันใดนั้น...ปัง!!

เสียงบานประตูไม้สักหนักอึ้งถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรง จนบานพับแทบหลุดกระเด็น แรงนั้นทำให้เปลวเทียนในห้องไหววูบจนเกือบดับ ก่อนจะลุกโชนขึ้นมาใหม่ เผยให้เห็นร่างของบุรุษผู้หนึ่ง ที่ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความมืดมิดหน้าประตู

เสียงล้อไม้บดเบียดกับพื้นกระดานดัง ครืด...ครืด เป็นจังหวะเชื่องช้าแต่หนักแน่น ทุกการเคลื่อนไหวของรถเข็นคันนั้นราวกับกำลังบดขยี้หัวใจของผู้ที่ได้ยินให้แหลกเหลว

เซียวจิ้นเคลื่อนกายเข้ามาในห้องหอ เขาสวมชุดเจ้าบ่าวสีแดงสดปักลายพยัคฆ์คำราม ตัดกับผิวพรรณที่ขาวซีดราวกับกระดาษ ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับเทพเซียน ที่ถูกสลักเสลาจากหยกเนื้อดี คิ้วหนาเข้มพาดเฉียง จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเฉียบได้รูป ทว่าความงามเหล่านั้นกลับถูกบดบัง ด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งออกมาจากร่าง กลิ่นอายสังหารอันรุนแรงทำให้อากาศในห้องเย็นลงฉับพลัน

ดวงตาพยัคฆ์คู่นั้นแดงก่ำด้วยโทสะ และความเจ็บปวดที่อัดแน่น เขาไม่ได้มองไปที่มงคลสมรส ไม่ได้มองไปที่สุรามงคล แต่มองตรงมายังร่างบางบนเตียง ด้วยสายตาที่พร้อมจะฉีกกระชากวิญญาณ

เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่มีการเลิกผ้าคลุมหน้าตามประเพณี ฉับพลันนั้นมือหนาเอื้อมลงไปข้างรถเข็น ชักกระบี่เหล็กกล้าสีเงินยวบยาบที่ซ่อนอยู่ออกมาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ!

ฟึ่บ!

ประกายแสงสีเงินวาบผ่านในความมืด เจียงหลีสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก ของโลหะที่กดแนบลงบนลำคอระหงของนางทันที คมกระบี่คมกริบบาดผิวเนื้อนวลเนียน จนเกิดรอยเลือดซึมออกมาเป็นทางยาว ย้อมคอเสื้อสีขาวตัวในให้แปดเปื้อนโลหิตสีแดงสด

"เจียงโหรวอยู่ที่ใด?"

เสียงตะคอกถามของเซียวจิ้นดังก้องกังวาน เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและเคียดแค้น "ตระกูลเจียงช่างกล้าหาญเทียมฟ้า! กล้าส่ง 'ของย้อมแมว' ชั้นต่ำมาหยามเกียรติเปิ่นหวางถึงในห้องหอ! คิดว่าข้าขาพิการแล้วตาจะบอดจนแยกไม่ออกหรือว่าใครเป็นใคร!"

กลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นสุราจางๆ ที่ลอยมาจากร่างของชายหนุ่ม บอกให้เจียงหลีรู้ว่าสติสัมปชัญญะของเขาในยามนี้แทบไม่หลงเหลือ มีเพียงความบ้าคลั่งของสัตว์ร้าย ที่บาดเจ็บและถูกต้อนให้จนมุม

เขากดคมกระบี่ลึกเข้าไปอีกนิด ราวกับจะข่มขู่ให้นางเผยธาตุแท้ออกมา "ถอดผ้าคลุมหน้าออกเดี๋ยวนี้! ข้าอยากจะเห็นหน้านักว่าสตรีหน้าหนา ที่กล้าสวมรอยมาแทนที่คนรักของข้า มีหน้าตาอัปลักษณ์เพียงใด!"

หากเป็นสตรีในห้องหอทั่วไป ป่านนี้คงหวีดร้องขอชีวิต หรือเป็นลมล้มพับไปกับพื้นแล้ว แต่เจียงหลีกลับนั่งนิ่ง ไม่ไหวติง ภายใต้ผ้าคลุมหน้า ดวงตาหงส์คู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย ประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็นและเฉียบขาด

‘ชีพจรบริเวณขมับเขาเต้นแรง เส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน...การควบคุมกล้ามเนื้อกำลังมีปัญหาจากพิษเหมันต์สามฤดูที่กำเริบเพราะความโกรธ’

นางไม่ได้มองเขาเป็นเพชฌฆาต แต่มองเป็น 'คนไข้' ที่กำลังคลุ้มคลั่ง และวิธีจัดการกับคนไข้ที่ถืออาวุธ ไม่ใช่การร้องขอชีวิต แต่คือการ 'ปลดอาวุธ'

"ท่านอ๋อง..." เจียงหลีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความสั่นเครือ "ท่านใจร้อนเกินไปแล้ว"

"หุบปาก! อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า!" เซียวจิ้นตวาดลั่น มือที่ถือกระบี่สั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความผิดปกติของเส้นประสาท "บอกมา! น้องสาวเจ้าอยู่ที่ไหน!"

จังหวะที่เขาตะเบ็งเสียงและอารมณ์พุ่งพล่านถึงขีดสุด สมาธิจดจ่ออยู่เพียงคำตอบ จนเปิดช่องโหว่ที่แขนขวา เจียงหลีอาศัยเสี้ยววินาทีนั้น ขยับมือภายใต้แขนเสื้อกว้างอย่างเงียบเชียบ

นางไม่ได้ขยับตัวหนีคมดาบ แต่กลับเอียงคอเล็กน้อยเพื่อเปิดทาง แล้วใช้มือขวาที่ซ่อน 'เข็มเงิน' ที่แอบดึงออกมาจากปิ่นปักผมบนศีรษะเตรียมไว้ ตวัดวูบออกไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ!

การเคลื่อนไหวของนางไม่ได้รุนแรงดุดันแบบจอมยุทธ์ แต่เป็นความพลิ้วไหวและแม่นยำ ราวกับจิตรกรตวัดปลายพู่กัน หรือหมอศัลยกรรมลงมีดผ่าตัด

ฉึก!

ปลายเข็มเงินปักลงไปลึกกว่าครึ่งนิ้วที่จุด 'เหอกู่' ซึ่งเป็นจุดชีพจรบริเวณง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ บนหลังมือขวาของเซียวจิ้นอย่างพอดิบพอดี จุดนี้คือจุดรวมประสาทสำคัญของมือ หากถูกกระตุ้นด้วยแรงที่เหมาะสมและแม่นยำ จะส่งผลให้เส้นเอ็นคลายตัวฉับพลันและเกิดอาการชาหนึบจนไร้ความรู้สึก

"อึก!" เซียวจิ้นส่งเสียงคำรามในลำคอด้วยความเจ็บปวดแปลบปลาบ ที่แล่นพล่านจากหลังมือวิ่งย้อนขึ้นสู่หัวไหล่ราวกับถูกสายฟ้าฟาด นิ้วมือทั้งห้าของเขาที่กำด้ามกระบี่แน่น พลันแข็งทื่อและคลายออกโดยไม่อาจควบคุมได้

เคร้ง!!

เสียงโลหะหนักอึ้งร่วงหล่นกระแทกพื้นไม้ดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนก้องไปทั่วห้องหอที่เงียบงัน กระบี่สีเงินกลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่ที่ปลายเท้าของเจียงหลี ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง

เซียวจิ้นเบิกตากว้าง จ้องมองมือขวาของตนเองที่สั่นเทา และชาจนไร้ความรู้สึกด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา เขาพยายามจะขยับนิ้วเพื่อคว้ากระบี่คืน แต่กลับพบว่าท่อนแขนขวาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหินผา ไม่สามารถขยับได้ดั่งใจนึก

"เจ้า..." เขาเงยหน้าขึ้นมองสตรีที่นั่งอยู่บนเตียง ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากสายตาที่มองนางเป็นเพียงเหยื่ออันโอชะ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความระแวดระวังและประหลาดใจ

สตรีในห้องหอ...บุตรสาวขุนนางที่ควรจะอ่อนแอ บอบบางดุจบุปผาในเรือนกระจก เหตุใดจึงมีฝีมือและจิตใจที่เด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้? นางลงมือรวดเร็ว แม่นยำและไร้ความลังเลแม้แต่น้อย หากพลาดเพียงนิดเดียว คอของนางคงขาดกระเด็นไปแล้ว แต่กลับกล้าเสี่ยง!

เจียงหลีใช้จังหวะนี้ ค่อยๆ ยกมือขึ้นจับชายผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงสด แล้วเลิกมันขึ้นช้าๆ ผ้าแพรสีแดงร่วงหล่นไปด้านหลัง เผยให้เห็นดวงหน้าของสตรีผู้หนึ่งภายใต้แสงเทียนสลัว นางไม่ได้มีใบหน้าที่งดงามล่มเมืองดั่งเช่นเจียงโหรว แต่เครื่องหน้าของนางหมดจดเกลี้ยงเกลา ผิวขาวผ่องตัดกับเรือนผมสีดำขลับที่ถูกเกล้าไว้อย่างประณีต ดวงตาหงส์คู่สวยทอประกายล้ำลึกดุจบ่อน้ำพันปีที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดที่มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย...

ไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ย แต่เป็นรอยยิ้มของ 'ผู้คุมเกม'

"ท่านอ๋อง..." เจียงหลีเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ นางค่อยๆ ดึงเข็มเงินกลับมาจากมือของเขาอย่างเบามือ แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเลือดที่ซึมออกมาจากจุดชีพจรนั้นให้เขาอย่างใจเย็น ราวกับเมื่อครู่ไม่มีการปะทะกันเกิดขึ้น

"ขออภัยที่ต้องเสียมารยาทลงมือกับสามีในคืนเข้าหอ" นางเงยหน้าสบตาเขา แววตาคมกริบไม่แพ้คมกระบี่เมื่อครู่ "แต่ท่านควรรู้ไว้อย่างหนึ่ง...ว่าสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าท่านผู้นี้ แม้จะไม่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศ แต่ข้าก็เชี่ยวชาญเรื่องเส้นชีพจรและเข็มพิษยิ่งนัก"

นางปรายตามองกระบี่ที่พื้น แล้วใช้ปลายเท้าเขี่ยมันออกไปให้พ้นทาง "หากท่านคิดจะใช้กำลังข่มเหงข้าอีก...ครั้งหน้า เข็มเล่มนี้อาจจะไม่ปักที่มือ แต่จะเป็นจุดตายที่คอหอยของท่านแทน"

เซียวจิ้นกัดฟันกรอด พยายามโคจรลมปราณทะลวงจุดที่ถูกสกัด แต่กลับพบว่าพลังวัตรในกายติดขัดเนื่องจากพิษร้ายที่กำเริบ "เจ้าเป็นใครกันแน่..." เขาถามเสียงลอดไรฟัน "เจียงหลีตัวจริงเป็นเพียงสตรีขี้ขลาดอ่อนแอ เจ้าเป็นตัวปลอม!"

เจียงหลีหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดอาภรณ์เจ้าสาวให้เรียบร้อย แล้วก้าวเดินเข้าไปหาเขาที่นั่งอยู่บนรถเข็น "คนเราเมื่อผ่านความตายมาย่อมเปลี่ยนไปเพคะ...ข้าคือเจียงหลีตัวจริง บุตรีอดีตฮูหยินเอกแห่งตระกูลเจียง และเป็นพระชายาของท่าน"

นางโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของเขา "เลิกถามหาเจียงโหรวเถิดเพคะ นางเลือกทางเดินของนางแล้ว...ส่วนท่าน ก็ควรจะยินดีที่ได้ข้ามาแทน"

"ยินดี?" เซียวจิ้นแค่นเสียง "ยินดีที่ได้สตรีสามหาวเช่นเจ้ามางั้นรึ?"

"ยินดีที่ได้ 'หมอ' ที่เก่งที่สุดในแผ่นดินมาร่วมหอลงโรงต่างหากเล่า" เจียงหลีกระซิบข้างหูเขา แววตาเป็นประกายวาววับ "เพราะข้าอาจจะเป็นคนเดียวในใต้หล้านี้...ที่ทำให้ท่านลุกจากรถเข็นคันนี้ได้"

คำพูดของนางดั่งมนต์สะกดที่ทำให้เซียวจิ้นชะงักงัน ความเจ็บปวดที่ข้อมือค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่แล่นเข้าสู่หัวใจ...สตรีผู้นี้ไม่ใช่เหยื่อ แต่เป็นสตรีผู้ลึกลับที่แฝงตัวมาในคราบเจ้าสาว!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป