บทที่ 4 ความจริงที่เจ็บปวด
แสงเทียนในห้องหอวูบไหว ส่งให้เงาร่างของคนสองคนบนผนัง ทอดยาวบิดเบี้ยวคล้ายภาพวาดหมึกจีนที่ถูกสาดสีใส่ด้วยความโกรธเกรี้ยว
หลังจากที่กระบี่เล่มงามร่วงหล่นลงสู่พื้น บรรยากาศภายในห้องมิได้ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย หากแต่กลับตึงเครียดขึ้นทวีคูณ เซียวจิ้นจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยดวงตาที่แทบจะถลนออกจากเบ้า ความชาหนึบที่ข้อมือขวายังคงหลงเหลืออยู่ เป็นเครื่องเตือนใจว่าสตรีผู้นี้มิใช่ลูกแกะที่เขาจะขย้ำได้ง่ายๆ
นางยืนสงบนิ่ง สบตาอสูรร้ายตรงหน้าโดยไม่หลบสายตาแม้เพียงเสี้ยววินาที
"มองข้าให้ชัดๆ ท่านอ๋อง " เจียงหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้าคือเจียงหลีมิใช่เงาของใคร และข้ามาที่นี่เพื่อคุยกับท่านด้วยเหตุผล"
"เหตุผล?" เซียวจิ้นแค่นเสียงหัวเราะ ฟังดูแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด "สตรีแพศยาเช่นเจ้า ยังจะมีเหตุผลอันใดมาแก้ตัวอีก? เจ้าสมคบคิดกันส่งตัวเจ้ามาแทนที่น้องสาว เพื่อหวังเกาะกินตำแหน่งพระชายา เจ้าคิดว่าข้าโง่เขลาจนดูไม่ออกรึ!"
"ข้าไม่ปฏิเสธว่านี่คือการย้อมแมว" เจียงหลียอมรับตรงๆ ทำเอาเซียวจิ้นชะงักไปเล็กน้อย "แต่ท่านอ๋อง ท่านเคยถามตัวเองหรือไม่ ว่าเหตุใด 'แมว' ตัวโปรดของท่านถึงยอมให้ย้อม?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กที่ปักลงกลางใจดำ เจียงหลีก้าวเท้าเข้ามาใกล้รถเข็นอีกหนึ่งก้าว รัศมีกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างนาง ทำให้เซียวจิ้นรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
"ท่านคิดจริงๆ หรือว่าน้องรองรักท่าน?" นางเอ่ยถามช้าๆ ชัดๆ ทุกถ้อยคำ "นางรู้ล่วงหน้าว่าราชโองการสมรสจะมาในวันนี้ นางจึง 'แสร้งป่วย' อาเจียนเป็นเลือดจนลุกไม่ไหว แล้วบีบน้ำตาขอร้องให้ท่านพ่อส่งข้าขึ้นเกี้ยวมาแทน"
"หุบปาก!" เซียวจิ้นตะคอกลั่น เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ "เจียงโหรวไม่มีวันทำเช่นนั้น! นางมีจิตใจเมตตา นางรักข้า!"
"รักท่าน?" เจียงหลีเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากยกยิ้มหยัน "ถ้านางรักท่าน นางจะยอมให้ข้ามานอนบนเตียงของท่านหรือ? ถ้านางรักท่าน จะทนเห็นท่านถูกคนทั่วหล้า หัวเราะเยาะว่าเป็นเจ้าบ่าวที่ถูกทิ้งหรือ?"
นางโน้มตัวลงมา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มสั่นไหวของเขา "ตื่นจากฝันเถิดท่านอ๋อง นางเลือกเคียงคู่กับ 'รัชทายาท' ผู้สูงส่ง ไม่ใช่คนพิการไร้อำนาจที่นั่งอยู่บนรถเข็นเช่นท่าน!"
"เจ้าโกหก!" เซียวจิ้นคำรามดั่งสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บ เขาพยายามจะยกมือซ้ายขึ้นผลักนางออกไป แต่ร่างกายกลับหนักอึ้งด้วยความโกรธและพิษที่กำเริบ
ในห้วงความทรงจำของเขา ภาพเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนฉายชัดขึ้นมา ท่ามกลางพายุหิมะอันหนาวเหน็บ เด็กชายที่บาดเจ็บสาหัสถูกทิ้งไว้ในป่า เด็กหญิงตัวน้อยที่มีปานแดงรูปดอกเหมยที่ข้อมือได้ช่วยชีวิตเขาไว้ นางแบ่งซาลาเปาลูกสุดท้ายให้เขากิน ยอมถอดเสื้อคลุมของตนมาห่มให้จนตัวเองต้องหนาวสั่น เด็กคนนั้นคือ เจียงโหรว เขาจำปานแดงนั้นได้แม่นยำ! คนที่มีจิตใจงดงามปานพระโพธิสัตว์เช่นนั้น จะกลายเป็นคนทรยศหักหลังได้อย่างไร?
"นางเคยช่วยชีวิตข้า!" เซียวจิ้นเถียงเสียงแข็ง แววตาเต็มไปด้วยความศรัทธาที่มืดบอด "นางไม่เหมือนเจ้า! นางบริสุทธิ์ผุดผ่อง เจ้ามันก็แค่สตรีริษยาที่พยายามใส่ร้ายน้องสาว!"
เจียงหลีถอนหายใจยาว พลางส่ายหน้าด้วยความเวทนา ในนิยายเดิมเซียวจิ้นก็โง่งมเช่นนี้ ปักใจเชื่อว่าเจียงโหรวคือผู้มีพระคุณ ทั้งที่ความจริงแล้ว เด็กหญิงคนนั้นคือเจ้าของร่างเดิมต่างหาก แต่ในยามนี้ รอยปานแดงนั้นถูกแม่เลี้ยงใช้วิธีสกปรกทำลายไปแล้ว ส่วนเจียงโหรวก็ทำปานปลอมขึ้นมาสวมรอย การจะอธิบายเรื่องนี้ในตอนนี้ คงเป็นเพียงการราดน้ำมันเข้ากองไฟ
"เอาเถอะ " เจียงหลีตัดบท "ข้าไม่สนว่าอดีตพวกท่านจะซาบซึ้งตรึงใจเพียงใด และข้าไม่สนด้วยว่าท่านจะรักใคร หลงใคร"
นางขยับตัวเข้าไปประชิดรถเข็น จนชายกระโปรงสีแดงคลุมทับปลายเท้าของเขา เซียวจิ้นสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายสาว ไม่ใช่กลิ่นเครื่องหอมราคาแพงฉุนจมูกแบบสตรีในวัง แต่เป็นกลิ่นหอมเย็นๆ ของสมุนไพร กลิ่นของ 'ตัวยา'
"เจ้าจะทำอะไร! ถอยออกไป!" เขาระแวงสงสัยเมื่อเห็นนางย่อตัวลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าเขา
เจียงหลีไม่ฟังคำทัดทาน มือเรียวขาวเอื้อมไปจับที่หน้าแข้งซ้ายของเขาภายใต้กางเกงผ้าไหม สัมผัสจากฝ่ามือของนาง แม้จะมีเสื้อผ้ากั้นขวาง แต่เซียวจิ้นกลับรู้สึกขยะแขยงและอับอายจนหน้าชา ขาข้างนี้คือจุดอ่อนที่เขาไม่อยากให้ใครแตะต้อง มันคือหลักฐานความพ่ายแพ้ คือตราบาปที่ทำให้เขาตกจากบัลลังก์เทพสงคราม
"อย่าเอามือสกปรกของเจ้ามาแตะต้องข้า!" เซียวจิ้นรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย สะบัดมือซ้ายผลักไหล่นางอย่างแรง หวังจะให้นางกระเด็นออกไป
แต่เจียงหลีทรงตัวได้ดีเยี่ยม นางเพียงแค่เซไปด้านหลังเล็กน้อย ก่อนจะสวนกลับด้วยการใช้นิ้วโป้งกดลงไปอย่างแรงที่จุด 'เสวี่ยไห่' เหนือหัวเข่าด้านใน!
นางไม่ได้กดแบบนวดเฟ้น แต่เป็นการกดแบบ 'ทะลวงจุด' โดยอาศัยความรู้เรื่องเส้นประสาทที่แม่นยำราวจับวาง
จี๊ด!
"อึก!" เซียวจิ้นกัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง ความรู้สึกเจ็บแปลบปลาบราวกับถูกไฟฟ้าช็อต แล่นพล่านจากจุดที่นางกด วิ่งย้อนขึ้นมาตามเส้นเอ็นจนถึงโคนขา และลามไปถึงปลายเท้าที่เคยตายด้าน
มันเจ็บมาก! แต่มันคือความเจ็บปวดที่เขาโหยหามาตลอดหนึ่งปีเต็ม! นับตั้งแต่ถูกพิษ 'เหมันต์สามฤดู' ขาของเขาก็เหมือนท่อนไม้แช่แข็ง ไม่ว่าจะเอาเข็มทิ่มหรือเอาน้ำร้อนลวก เขาก็ไม่รู้สึกอันใด แต่วันนี้สตรีผู้นี้เพียงแค่กดนิ้วลงไป เขากลับรู้สึกทรมานเจียนตาย
เจียงหลีเงยหน้าขึ้น สบตาเขาในระยะประชิด แววตาของนางในยามนี้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีความเยาะเย้ย ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงแววตาของผู้เชี่ยวชาญที่มองเห็น 'ความหวัง' ในกองซากปรักหักพัง
"เจ็บใช่หรือไม่เพคะ?" นางถามเสียงเรียบ
เซียวจิ้นหอบหายใจหนักหน่วง เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก เขามองหน้านางสลับกับขาของตนเองด้วยความสับสน "เจ้า…เจ้าทำอะไรกับขาข้า?"
"ข้ากระตุ้นเส้นลมปราณที่ถูกพิษปิดกั้น" เจียงหลีตอบอย่างฉะฉาน มือของนางยังคงวางอยู่บนขาเขา ไม่ยอมปล่อย "หมอหลวงพวกนั้นบอกว่าขาของท่านตายแล้ว เส้นเอ็นขาดสะบั้น ไร้ทางเยียวยา แต่ความเจ็บปวดเมื่อครู่ พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาพูดผิด!"
นางบีบนวดเบาๆ บริเวณรอบจุดที่กด เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งตัว "เส้นประสาทของท่านยังไม่ตาย มันแค่หลับใหลเพราะพิษเย็น หากรู้วิธีปลุก ท่านก็จะกลับมาเดินได้อีกครั้ง"
คำว่า "กลับมาเดินได้" กระแทกเข้ากลางใจของเซียวจิ้นอย่างจัง หัวใจที่ด้านชาและสิ้นหวังของเขาเต้นระรัวขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ความทะเยอทะยานที่ถูกฝังกลบไปพร้อมกับความพิการเริ่มขยับตัวตื่นขึ้น
เขามองสตรีตรงหน้าใหม่อีกครั้ง ภายใต้แสงเทียนวูบไหว นางดูงดงามและน่าเกรงขามดุจนางพญา ไม่ได้มาเพื่อขอความรัก ไม่ได้มาเพื่อขอความเมตตา แต่มาเพื่อยื่นข้อเสนอที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้
เจียงหลีลุกขึ้นยืน ปัดกระโปรงอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะประกาศก้องด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงดุจขุนเขา "ข้าไม่สนว่าท่านจะรักใคร จะเป็นเจียงโหรวหรือสตรีอื่นใดในใต้หล้า นั่นมันเรื่องส่วนตัวของท่าน" นางจ้องตาเขา แววตาคู่นั้นสะกดให้เซียวจิ้นต้องหยุดนิ่งฟัง
"แต่สิ่งที่ข้าสนมีเพียงอย่างเดียว คือขาของท่านรักษาได้" นางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง "และในแผ่นดินนี้ ข้าเจียงหลี คือผู้เดียวที่ทำได้!"
"ทีนี้ท่านอ๋องผู้ปรีชา ท่านจะเลือกอย่างไร? จะจมปลักอยู่กับความรักจอมปลอมบนรถเข็นคันนี้ไปจนวันตาย หรือจะร่วมมือกับข้า รักษาขาให้หาย แล้วกลับไปเหยียบย่ำคนที่เคยทรยศท่านให้จมดิน!"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องหออีกครา แต่คราวนี้ มันคือความเงียบของจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง เซียวจิ้นกำมือที่วางบนพนักรถเข็นแน่น สายตาที่เคยมองนางด้วยความรังเกียจ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา
สตรีผู้นี้ นางบ้าบิ่นแต่ก็น่าสนใจยิ่งนักเช่นกัน
