บทที่ 12 ต้องเปลี่ยนชะตาทุกคนให้ได้
บทที่ 12
ต้องเปลี่ยนชะตาทุกคนให้ได้
หลินซูหนานรู้ดีว่าองค์รัชทายาทสามารถทำสิ่งที่กล่าวเอาไว้ได้อย่างแน่นอน นางจึงค่อย ๆ พยุงตัวเองขึ้นจากพื้นและพยายามตั้งสติก่อนจะมองไปที่เขาด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“ท่านรู้ดีว่าบิดาของข้าคือคนสำคัญในราชสำนัก ทั้งยังเป็นสหายสนิทของฝ่าบาท และเป็นคนที่ฝ่าบาทไว้วางพระทัยมากที่สุด”
นางกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาแล้วหยุดเล็กน้อยเพราะความเหนื่อยอ่อน ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเช่นเดิม
“หากบิดาของข้าต้องเจอกับอันตราย ฝ่าบาทจะต้องระแวงและคำนึงถึงการกระทำของท่านอย่างแน่นอน ดังนั้นหากท่านต้องการที่จะรักษาตำแหน่งรัชทายาทไว้ล่ะก็ ท่านจำเป็นต้องรักษาข้าและสกุลหลินไว้เป็นฐานอำนาจที่มั่นคง ข้ากล่าวเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่เพคะ”
หลินซูหนานขู่กลับไปบ้าง โดยยกความสนิทสนมระหว่างฝ่าบาทกับบิดาของนางขึ้นมาเป็นเกราะกำบังตนและตระกูลหลิน
“เจ้ากล้าข่มขู่ข้าหรือ!” โจวหยางหลงได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ เขาจ้องเขม็งไปยังร่างของคนตรงหน้าอย่างไม่วางตา ในสายตานั้นมีแต่ความเคียดแค้นชิงชังต่อนาง
“ข้าไม่บังอาจข่มขู่ท่านหรอก ข้าเพียงกล่าวให้ท่านรับรู้เท่านั้นว่า หากไม่มีการสนับสนุนจากบิดาของข้าแล้ว น้ำหนักในพระทัยของฝ่าบาทที่จะให้ท่านเป็นรัชทายาทต่อไปก็อาจจะน้อยลง และท่านอาจจะไม่สามารถรักษาตำแหน่งของท่านไว้ได้ หากฝ่าบาทรับรู้ว่าเบื้องหลังการเกิดเหตุร้ายกับตระกูลหลินมาจากท่าน
ท่านต้องตระหนักว่าก่อนที่ฝ่าบาทจะสละบัลลังก์ พระองค์อาจจะมีการเปลี่ยนตัวองค์รัชทายาทก็เป็นได้ หากท่านทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ผู้สนับสนุนของฝ่าบาท ท่านอาจจะเป็นคนที่เสียผลประโยชน์ในท้ายที่สุด”
หลินซูหนานกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนลงมาเล็กน้อยพร้อมกับส่งยิ้มให้กับเขาอย่างอ่อนโยน แต่นางก็ไม่ลืมที่จะข่มขู่เขาไปอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน
คำกล่าวของหลินซูหนานทำให้โจวหยางหลงตระหนักถึงความจริงที่เขามิอาจหลีกเลี่ยง ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณขณะที่เขาพยายามรวบรวมความคิด
โจวหยางหลงรู้ดีว่าสิ่งที่นางกล่าวนั้นถูกต้องทุกประการ และเขาจำเป็นต้องพิจารณาให้ดี เพื่อให้ตนเองสามารถรักษาตำแหน่งรัชทายาทเอาไว้
หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความเย็นชาของโจงหยางหลงและหลินซูหนานยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งคู่ต้องอยู่ร่วมกันภายในตำหนักบูรพาที่มีบรรยากาศอันหนักอึ้งและเงียบงัน ความสัมพันธ์ที่เคยอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรัก เริ่มเปลี่ยนไปเป็นความตึงเครียดที่แผ่กระจายไปทั่วทุกซอกทุกมุมของตำหนักบูรพา
ภายในห้องนอนที่เคยเป็นสถานที่พักผ่อนและผ่อนคลายกลับกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความเย็นชา ทั้งสองคนยังคงต้องเผชิญหน้ากันในทุกวัน แต่การสนทนาเป็นไปอย่างจำกัด ขาดความอบอุ่นและความเข้าใจที่เคยมี ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายิ่งเพิ่มความตึงเครียดมากขึ้น
บทสนทนาระหว่างพวกเขามีเพียงเรื่องงาน และการจัดการธุระต่าง ๆ ที่จำเป็นเพียงเท่านั้น ไม่มีความรู้สึกรักใคร่ใด ๆ แม้แต่น้อย มีแค่ความรู้สึกชิงชังเท่านั้นที่เริ่มเข้ามาเกาะกุมในใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
กลับมายังปัจจุบัน
เมื่อเห็นคุณหนูของตนมีสีหน้าและแววตาหม่นหมองลง เซียงลี่จึงคอยมองดูด้วยความเป็นห่วงอยู่ไม่ห่าง เนื่องจากเวลานี้แม้ว่าใบหน้าจะเรียบเฉย แต่แววตาของคุณหนูนั้นกลับแสดงถึงความวิตกกังวลที่ไม่อาจปิดบังได้
แม้ว่าหลินซูหนานจะพยายามยิ้มให้และบอกว่าไม่มีอะไร แต่ท่าทีของนางกลับไม่สามารถซ่อนความกังวลที่อยู่ในใจได้เลย
“คุณหนู ท่านมีเรื่องอะไรให้เป็นกังวลใจหรือ บอกกล่าวให้ข้ารับรู้ได้หรือไม่เจ้าคะ เผื่อข้าจะช่วยแบ่งเบาความทุกข์นั้นได้บ้าง”
เซียงลี่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของนางนั้นมีความกังวลไม่น้อยกับความทุกข์ใจของเจ้านายสาว
หลินซูหนานหันไปมองเซียงลี่เล็กน้อย ยามนี้แววตาของนางเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่ก็พยายามควบคุมอารมณ์ให้สงบและไม่ให้ความกังวลในใจที่มีแสดงออกมามากเกินไป
“ข้าไม่มีเรื่องใดให้กังวลหรอก ข้าเพียงแค่เหนื่อยจากการเตรียมงานวันเกิดก็เท่านั้น” หลินซูหนานตอบออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนโยน
เซียงลี่ยังคงไม่แน่ใจในคำตอบที่ได้รับ นางรู้ดีว่าเจ้านายของตนไม่ได้เป็นคนที่ชอบแสดงความรู้สึกออกมาให้คนอื่นรับรู้มากนัก แต่เมื่อดูจากสีหน้าของผู้เป็นนายแล้ว ก็คาดเดาได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณหนูของนางหาใช่ความเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อยจากการจัดเตรียมงานวันเกิดของตนเอง
ทว่านางเป็นเพียงสาวใช้ จึงไม่อาจสอดรู้สอดเห็นเรื่องของเจ้านายได้ ในเมื่อเจ้านายสาวบอกว่าไม่มีเรื่องใด ก็คงต้องยอมเชื่อตามนั้น
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะออกไปรอข้างนอก เพื่อให้คุณหนูได้มีเวลาพักผ่อนอยู่ตามลำพัง หากว่าคุณหนูต้องการสิ่งใดก็ให้เรียกข้านะเจ้าคะ ข้าจะรออยู่ที่หน้าประตูไม่ไปไหน” เซียงลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่เตรียมตัวเคลื่อนกายออกจากห้องไป
“อืม...เจ้าไปเถอะ ข้าขออยู่ตามลำพังสักครู่” หลินซูหนานกล่าวแล้วหลับตาลงเพื่อเป็นการตัดบทสนทนา
เมื่อเซียงลี่ออกไปแล้ว หลินซูหนานจึงลืมตาขึ้น นางนั่งอยู่ในถังอาบน้ำ แล้วมองเงาที่สะท้อนใบหน้าตนเองบนผิวน้ำเบื้องหน้า คิ้วของนางขมวดมุ่น แสดงออกว่ามีเรื่องหนักหน่วงซ่อนอยู่ในใจไม่น้อย
สิ่งที่นางกำลังครุ่นคิดกังวลอยู่ ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องที่ตนเองได้ย้อนเวลากลับมา และการเปลี่ยนเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นไม่ให้เป็นไปอย่างในชาติที่แล้ว ก็เป็นเรื่องยากยิ่งนัก
และสิ่งสำคัญที่สุดนางต้องหาวิธีที่จะสามารถทำให้แผนการขององค์รัชทายาทล้มเหลวให้จงได้ รวมถึงต้องมองการหาหนทางที่จะปกป้องสกุลหลินไม่ให้เผชิญกับการถูกกล่าวหาหรือถูกลงโทษอย่างไม่เป็นธรรม
“เวลาของข้ามีจำกัดนัก ข้าต้องทำทุกอย่างให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะถึงวันปักปิ่นของข้าที่จะมาถึงในไม่ช้า และทุกการตัดสินใจในช่วงเวลานี้ย่อมจะต้องมีความสำคัญต่ออนาคตของทั้งข้าและคนในสกุลหลินทุกคน และข้าก็จะต้องเปลี่ยนแปลงโชคชะตาที่เป็นเส้นทางสีเลือดของสกุลหลิน ให้กลับคืนสู่ความราบรื่นและผาสุกให้จงได้”
หลินซูหนานกล่าวกับตัวเองเบา ๆ แต่มั่นคงในทุกคำที่เอ่ยออกมา
จากความทรงจำเดิม วันนี้เป็นวันที่นางต้องไปอารามหลวงกับองค์รัชทายาท และยังเป็นวันที่นางยอมรับไมตรีจากชายคนนั้น ว่าชาตินี้จะขอเป็นชายาของเขาอย่างแน่นอน
“อย่างไรก็ตาม ยามนี้ข้ามีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งแล้ว ข้าจะไม่ยอมให้อดีตชาติกลับมาซ้ำรอยอีกครั้ง ข้าจะไม่ยอมให้ชายคนนั้นใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการควบคุมข้าและครอบครัวอีกต่อไป ข้าจะต้องใช้สติปัญญาและความเข้มแข็งในการวางแผนเพื่อปกป้องคนที่ข้ารักให้จงได้”
นางครุ่นคิดไปแล้วก็กล่าวออกมาด้วยความแข็งกร้าว มือเรียวขาวกำเข้าหากันแน่นด้วยความโกรธแค้นอีกฝ่าย
เมื่อเห็นว่าคุณหนูของนางอยู่ในห้องอาบน้ำนานแล้ว เซียงลี่คิดที่จะเข้ามาตามอีกครั้ง จึงส่งเสียงเรียกเข้าไป
“คุณหนู บ่าวเข้าไปนะเจ้าคะ”
“เข้ามาเถอะ” หลินซูหนานผ่อนความแค้นลงและปรับน้ำเสียงให้ปกติ ก่อนจะเอ่ยออกไปอย่างอ่อนโยน
“คุณหนูเจ้าคะ ใกล้ถึงเวลาแล้วเจ้าค่ะ ข้าว่าคุณหนูรีบไปแต่งตัวดีกว่านะเจ้าคะ จะได้รีบไปที่เรือนหลัก”
พอเข้ามาในห้องแล้ว เซียงลี่ก็รีบเตือนคุณหนูของตนอย่างห่วงใย เพราะหากไปที่เรือนหลักสายในวันมงคลเช่นนี้คงไม่ดีแน่
“อืม เช่นนั้นก็รีบเถอะ” หญิงสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ พลางลุกขึ้นจากอ่างไม้ทั้งที่ร่างกายยังเปลือยเปล่า โดยมีสาวใช้เข้ามาช่วยเช็ดตัวและแต่งตัวให้เหมือนทุกครั้ง
หลังจากสวมชุดเรียบร้อย สาวใช้จึงนำเครื่องประดับมาให้เลือก หลินซูหนานเลือกใช้เครื่องประดับที่เป็นชุดเดียวกัน โดยมีปิ่นปักผมทองคำที่ประดับด้วยอัญมณีสีฟ้าและเขียว
เซียงลี่ช่วยปักปิ่นบนมวยผมที่ถูกเกล้าอย่างสวยงาม จากนั้นก็สวมต่างหูทองคำประดับมุกไปอีกคู่หนึ่ง ซึ่งเข้ากับปิ่นปักผมของนางยิ่งนัก
หลินซูหนานนั่งลงที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เพื่อให้สาวใช้อีกคนหนึ่งช่วยแต่งหน้าให้ นางใช้แป้งเนื้อละเอียดทาหน้าให้ขาวนวล จากนั้นใช้ชาดทาแก้มเล็กน้อยให้ดูสดใสมีชีวิตชีวา
ริมฝีปากถูกทาด้วยชาดสีแดงสด ดวงตาของนางถูกแต่งด้วยดินสอสีดำ ทำให้ดวงตาของหญิงสาวดูคมเข้มและเปล่งประกาย
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น หญิงสาวจึงได้ยืนขึ้นและหันมองตัวเองในคันฉ่อง ภาพที่หลินซูหนานเห็นคือสตรีโฉมสะคราญนางหนึ่ง นางมองเงาร่างของตนเองอย่างพึงพอใจ มุมปากคลี่ยิ้มเล็กน้อย
“งดงามมากเจ้าค่ะ คุณหนูของเซียงลี่”
เซียงลี่กล่าวชื่นชมออกมาอย่างภาคภูมิใจ ไม่คิดมาก่อนว่าคุณหนูของนางจะงดงามได้มากขนาดนี้ ทั้งที่อายุเพิ่งเข้าสู่วัยสิบสามหนาวเท่านั้น ยามใดที่คุณหนูปักปิ่นคงจะงดงามอย่างมิอาจหาใครเทียบได้แน่
“เจ้าก็ชมข้าเกินไป ข้าก็เป็นเหมือนเช่นทุกวัน แต่วันนี้อาจจะแปลกตาเพราะแต่งให้สมกับวัยและเหมาะสมกับงานวันเกิดเท่านั้น” หลินซูหนานกล่าวออกมาอย่างถ่อมตน แม้ลึก ๆ จะภูมิใจกับความสวยงามของตนเองไม่น้อย
“แต่บ่าวมองแล้ว คุณหนูไม่เหมือนเด็กหญิงในวัยเดียวกันเลยนะเจ้าคะ คุณหนูของเซียงลี่ช่างงดงามยิ่งนัก ซ้ำยังสุขุมกว่าเมื่อก่อนอีกด้วย”
เซียงลี่เอ่ยอย่างไม่เห็นด้วยขึ้นมา เพราะคุณหนูของนางงดงามเกินใครในวัยเดียวกันจะเทียบจริง ๆ
“เอาเถอะ เจ้าอย่ามัวแต่มาชมข้าอยู่เลย ไม่เช่นนั้นข้าจะสายเอาได้ เรารีบไปกันเถอะ”
กล่าวจบ หลินซูหนานก็เดินออกจากห้องไปทันที โดยมีเซียงลี่เดินตามหลังไปไม่ห่าง
