บทที่ 3 เผยธาตุแท้
บทที่ 3
เผยธาตุแท้
กลับมายังปัจจุบัน หลินซูหนานเดินออกมาจากห้องด้วยความรีบร้อนจนลืมหยิบเสื้อคลุมกันหนาวออกมา นางยืนอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น แต่ความคิดที่หนักหน่วงในใจนั้น ทำให้นางลืมความหนาวเย็นไปหมดสิ้น
ขณะกำลังมองดูท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆหนา มือเรียวได้ลูบไปตามกำไลหยกอุ่นที่องค์รัชทายาทส่งมาให้ ทำให้นางรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่สื่อผ่านกำไลนั้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเย็นในใจนางจางหายไปได้เลย
หลินซูหนานครุ่นคิดอยู่นาน และรู้สึกถึงความลำบากใจที่ไม่สามารถหาวิธีปฏิเสธสมรสพระราชทานครั้งนี้ได้
เซียงลี่สาวใช้คนสนิทเดินเข้ามาพร้อมกับชุดคลุมกันหนาวในมือ นางเห็นคุณหนูของตนยืนอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นเป็นเวลานานแล้วก็รู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง ในใจนั้นทั้งทุกข์และกังวลใจไม่ต่างจากคุณหนูของตนเอง
“คุณหนูเจ้าคะ กลับเข้าไปในห้องเถอะเจ้าค่ะ อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ เดี๋ยวจะป่วยไข้เอานะเจ้าคะ”
เซียงลี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมกับสวมเสื้อคลุมกันหนาวให้คุณหนู ต่อให้ความอบอุ่นจากเสื้อคลุมนี้จะช่วยอะไรได้ไม่มากนัก แต่ก็ยังดีกว่าการที่นางปล่อยให้อีกฝ่ายยืนตากลมหนาวทั้งอย่างนั้น
ทว่าหลินซูหนานกลับส่ายหน้าเบา ๆ เพราะนางยังไม่อยากกลับเข้าห้องไปในเวลานี้ หญิงสาวต้องการปล่อยให้ลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามานั้นช่วยพัดพาความทุกข์ของนางออกไปบ้าง ถึงแม้ภายในใจจะรู้ว่าไม่มีสิ่งใดสามารถบรรเทาความหนักอึ้งในใจตนได้เลยก็ตาม
“เซียงลี่ ข้าไม่อยากกลับเข้าไปในห้อง ข้ารู้สึกว่าการยืนอยู่เช่นนี้อาจจะช่วยให้ข้าคิดอะไรออกได้บ้าง” หลินซูหนานกล่าวออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบาแฝงไปด้วยความสิ้นหวังเล็กน้อย
เซียงลี่ถอนหายใจออกมา นางรู้ดีว่าคุณหนูของตนนั้นมีความคิดที่หนักแน่นและไม่ง่ายเลยที่จะเปลี่ยนใจของนายสาว ยิ่งยามนี้คุณหนูมีความทุกข์ที่เกาะกุมเต็มหัวใจ และเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงมาก นางจึงได้เงียบเสียงลง แต่ยังคงยืนอยู่เคียงข้างไม่ไปไหน แม้ว่าจะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ขออยู่ใกล้ ๆ เพื่อให้กำลังใจก็ยังดี
“เซียงลี่ เจ้าเข้าไปข้างในเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้” หลินซูหนานกล่าวออกมาเมื่อเห็นสาวใช้ยืนอยู่นิ่ง ๆ ไม่ไปไหน
“ถ้าคุณหนูต้องการอยู่ที่นี่ ข้าก็จะอยู่ข้าง ๆ คุณหนูโดยไม่ไปไหนเจ้าค่ะ” เซียงลี่กล่าวตอบอย่างนุ่มนวลก่อนที่นางจะยืนนิ่งอยู่ไม่ห่างหลินซูหนาน พร้อมกับมองดูท้องฟ้าและต้นไม้ที่ปกคลุมด้วยหิมะด้วยความหนาวเหน็บในใจ
ความเงียบงันครอบคลุมสวนหลังเรือนอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านและเสียงหิมะที่ตกลงมา หลินซูหนานมองดูท้องฟ้าและครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา นางคิดถึงความจริงที่ว่าบิดาของนางไม่เคยสนับสนุนให้นางต้องเข้าไปพัวพันกับการเมืองในราชสำนัก แต่ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับ จึงทำให้นางไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
หลินเจิ้งหานเดินตามเข้ามาในสวนหลังเรือนด้วยความรู้สึกหนักใจ เมื่อเห็นบุตรสาวมีสีหน้าที่ดูเป็นกังวลก็อดสงสารขึ้นมาไม่ได้ ตอนที่ขันทีกำลังประกาศราชโองการอยู่นั้น เขาก็อดสงสัยไม่ได้ เพราะว่าแทนที่บุตรสาวของตนจะดีใจที่ได้แต่งเข้าวังบูรพา แต่นางกลับทำสีหน้าเป็นกังวล ราวกับว่าไม่อยากแต่งเสียอย่างนั้น
เมื่อก้าวเข้ามาในสวนที่มีแต่ความเงียบปกคลุม เขาก็รีบตรงไปหาบุตรสาวทันที หลินเจิ้งหานมองดูบุตรสาวที่ยืนอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ซึ่งยามนี้ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวลใจและเศร้าหมอง เขาเดินเข้าไปหานาง ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยเสียงที่นุ่มนวล
“ซูหนาน ลูกได้ยินที่โหวกงกงประกาศราชโองการแล้วใช่หรือไม่”
หลินซูหนานหันกลับมามองบิดาของตน นางพยักหน้าเล็กน้อย พร้อมกับตอบกลับว่า “เจ้าค่ะ ท่านพ่อ”
หลินเจิ้งหานมองดวงตาของบุตรสาว ทำให้เขารู้สึกถึงความลำบากใจของนาง เขาเข้าใจว่าหลินซูหนานต้องเผชิญกับความกดดันและความคาดหวังที่มากมาย แต่ก็ยังคงสงสัยว่าเหตุใดบุตรสาวของตนจึงไม่ดีใจที่ได้แต่งงานกับองค์รัชทายาท ซึ่งก่อนหน้านี้เหมือนว่าทั้งสองต่างเข้ากันได้ดี
“หนานเอ๋อร์ เหตุใดลูกถึงดูเป็นกังวลใจเช่นนี้เล่า การแต่งงานครั้งนี้เป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับสกุลหลินของเรา และยังเป็นประโยชน์ต่อแคว้นอีกด้วย อีกอย่างพ่อก็เห็นว่าลูกกับองค์รัชทายาทไปมาหาสู่กันดีอยู่มิใช่หรือ” เขากล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้กำลังใจบุตรสาวและให้นึกถึงประโยชน์ที่จะได้รับสำหรับสมรสพระราชทานครั้งนี้
เมื่อได้ยินสิ่งที่บิดากล่าวเช่นนั้น หลินซูหนานจึงหันกลับมามองบิดาอีกครั้ง นางรู้สึกถึงความอบอุ่นและความห่วงใยจากบิดา นางต้องการกล่าวความรู้สึกที่แท้จริงเป็นอย่างมาก แต่ก็กลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายผิดหวัง
“ท่านพ่อ ข้าเข้าใจว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเกียรติและประโยชน์ต่อแคว้น แต่ข้า...ข้ายังไม่พร้อมเจ้าค่ะ” นางเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือจนบิดาสังเกตเห็นได้
พอได้ยินคำกล่าวของบุตรสาว หลินเจิ้งหานก็พยักหน้าเข้าใจ เขาพอจะมองออกว่าหลินซูหนานไม่น่าจะมีใจให้องค์รัชทายาทเฉกเช่นเมื่อก่อนอีกแล้ว และเขาเองก็รู้จักอีกฝ่ายเป็นอย่างดี จนเคยคิดว่าตนเองคิดผิดหรือไม่ ที่สนับสนุนให้บุตรสาวหมั้นหมายตามคำสั่งของฝ่าบาท ทว่าเวลานี้ทุกอย่างคงไม่อาจถอยกลับได้อีกแล้ว
“หนานเอ๋อร์ ลูกไม่ต้องกังวลไปหรอก ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่ฝ่าบาททรงกำหนดไว้แล้ว พ่อมั่นใจว่าหากเจ้าแต่งเข้าไป ย่อมจะไม่มีปัญหา และเจ้าจะอยู่ที่นั่นได้อย่างสุขสบายในฐานะชายาเอก” หลินเจิ้งหานกล่าวด้วยความมั่นใจ เขาเชื่อว่าฮ่องเต้ได้วางรากฐานให้บุตรสาวของตนเรียบร้อยแล้ว การแต่งเข้าตำหนักบูรพาครั้งนี้ของหลินซูหนานย่อมไม่เกิดปัญหา
ทว่าหลินซูหนานกลับไม่ได้รู้สึกมั่นใจอย่างคำกล่าวของบิดาเลยแม้แต่น้อย เรื่องบางเรื่องที่บิดาไม่รู้นั้นน่ากลัวเสียยิ่งกว่าอะไร บางครั้งบิดาของนางอาจจะมององค์รัชทายาทในแง่ดีเกินไปก็ได้
นางแทบอยากจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่พบเจอมาให้บิดาฟัง แต่ก็กลัวว่าหากเล่าไปแล้วอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ หรือไม่ก็อาจจะไม่มีผู้ใดเชื่อนางเลยก็ได้ จึงได้เพียงแต่เงียบไว้ และหาวิธีที่จะไม่ต้องแต่งงานกับเขาเท่านั้น
“ท่านพ่อ ข้าสามารถขอเลื่อนการแต่งงานครั้งนี้ออกไปได้หรือไม่เจ้าคะ” แม้จะรู้ว่าแทบจะไม่มีความหวัง แต่หลินซูหนานก็ยังเลือกที่จะขอร้องอีกครั้ง
หลินเจิ้งหานฟังคำขอของบุตรสาวด้วยความเงียบงัน เขารู้สึกถึงความทุกข์ใจและเข้าใจถึงความต้องการของนาง แต่ก็รู้ดีว่าการขอเลื่อนการแต่งงานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หรือเรียกว่าแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย
หลินเจิ้งหานส่ายศีรษะอย่างจนใจ ขณะตอบกลับบุตรสาว
“นี่คือพระราชโองการจากฝ่าบาท ยากที่ใครจะฝ่าฝืนได้ เจ้ามีปัญหาอะไรหรือลูกพ่อ ที่ผ่านมาเจ้าก็ดูเข้ากับองค์รัชทายาทได้ดีนี่ และเจ้าเองก็เคยบอกว่ายินดีที่จะแต่งกับพระองค์ ด้วยเหตุนี้พ่อจึงยอมให้เจ้าทำสัญญาหมั้นหมายจนนำมาสู่การแต่งงานในอีกไม่กี่วันนี้”
เมื่อได้ฟังคำของบิดา หลินซูหนานก็รู้สึกหนักใจยิ่งกว่าเดิมเพราะสิ่งที่บิดากล่าวมานั้นมันคือเรื่องจริงทั้งหมด จึงได้พยายามหาคำที่จะตอบบิดา แต่นางก็ไม่อาจหาคำใดมาเอ่ยอ้างให้แลดูมีน้ำหนักได้จริง ๆ จึงได้แต่อ้ำอึ้งไม่กล้ากล่าวอันใดออกมา
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ” หลินซูหนานตอบอย่างคนที่ต้องยอมรับความจริง
“พ่อรู้ว่าเจ้าจะผ่านมันไปได้ พ่อภูมิใจในตัวเจ้ามาก”
หลินเจิ้งหานมองบุตรสาวของตนด้วยความห่วงใย ก่อนจะยิ้มและพยักหน้าให้ จากนั้นจึงเดินออกไปจากสวนหลังเรือน ทิ้งให้หลินซูหนานยืนอยู่ตรงนั้น โดยมีเซียงลี่ยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกลนัก
ถึงแม้ว่าหลินเจิ้งหานจะรู้สึกได้ว่าบุตรสาวของตนมีความกังวลและยังคงปิดบังบางอย่างอยู่ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามออกไป เพราะคิดว่าเมื่อถึงเวลานางก็คงจะบอกเอง
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของสวนหลังเรือน หิมะที่โปรยปรายลงมาทำให้ทุกอย่างดูขาวโพลนไปหมด แต่เจ้าของเรือนอย่างหลินซูหนานกลับรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แทรกซึมเข้ามาในใจ นางย่างกรายอย่างช้า ๆ ไปที่ม้านั่งหินที่ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะนั่งลงและจ้องมองหิมะที่ตกลงมาอย่างเงียบงัน โดยไม่คิดที่จะเข้าไปหลบหิมะในศาลา
ความคิดวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต นางคิดถึงช่วงเวลาที่ได้พบกับองค์รัชทายาทเป็นครั้งแรก ที่พวกเขาได้สนทนากันและรู้จักกันมากขึ้น แรกทีเดียวแม้จะไม่เต็มใจอยู่บ้าง ทว่าเมื่อวันคืนพ้นผ่านนางก็เปิดใจรับเขามากขึ้น จนในเวลาต่อมานางยินดีและตื่นเต้นยิ่งนักที่ได้รู้ว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา แต่มาวันนี้ความรู้สึกนั้นกลับเปลี่ยนไปเป็นความกังวลและความไม่แน่ใจ!!
