บทที่ 5 ความจริงที่เจ็บปวด
บทที่ 5
ความจริงที่เจ็บปวด
เมื่อออกจากตำหนักบูรพาแล้ว หลินซูหนานจึงรีบเดินไปยังรถม้าที่รออยู่ด้านนอก และก้าวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะนั่งในรถม้า หัวใจของนางยังคงเต้นแรง เนื่องจากยังคงมีความรู้สึกอึดอัดและหวาดกลัวที่ยังไม่หายไป หลินซูหนานพยายามที่จะสงบสติอารมณ์ แต่ความทรงจำที่เกิดขึ้นในห้องรับรองนั้นยังคงตามมาหลอกหลอนไม่หาย
ภาพที่เขาบีบคอนางยังคงติดตรึงอยู่ในหัว พยายามสลัดอย่างไรก็ยังไม่หายไป เมื่อคลำดูที่รอบคอก็ยังคงรู้สึกเจ็บอยู่ ทำให้นางแน่ใจว่าเมื่อครู่ตนเองไม่ได้ฝันไป ทำให้น้ำตาหลั่งรินลงมาอีกคราด้วยความเสียใจ
นางไม่อยากเชื่อเลยว่าที่ผ่านมาจะรักคนผิดมาตลอด เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างช้า ๆ แต่ในใจของหญิงสาวกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย นางตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับตัวเอง
“นี่ท่านไม่ได้รักข้าเลยใช่หรือไม่ ทุกคำกล่าวและการกระทำของท่านที่เคยทำให้หัวใจข้าพองโตนั้นเล่า ท่านทำด้วยเหตุผลอันใด หรือเหตุผลของท่านมีเพียงใช้ข้าเป็นหมากตัวหนึ่ง”
ในใจของหลินซูหนานนั้นยังคงสับสน คิดว่านี่อาจจะเป็นเพียงแค่เสแสร้ง ที่เขาต้องการแต่งงานกับนาง ก็เพราะบิดาของนางมีอำนาจที่จะสามารถสนับสนุนเขาได้เพียงเท่านั้นหรือ
หลินซูหนานคิดถึงบิดาของตนเองซึ่งเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา บิดาของนางเคยบอกว่าท่านจะไม่เลือกฝ่ายใด หากทำสิ่งที่ถูกต้องท่านก็สนับสนุนจนสุดทาง แต่หากทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็พร้อมที่จะคัดค้านให้ถึงที่สุด
แต่ตอนนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นางรู้สึกว่าบิดาของนางอาจจะถูกบังคับให้เลือกข้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่สามารถยอมรับได้ การที่องค์รัชทายาทพยายามจะทำให้สกุลหลินต้องเลือกข้างนั้น จะทำให้บิดาของนางต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างที่ไม่สามารถจินตนาการได้
สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกท้อแท้มากที่สุด ก็คือการที่สกุลหลินอาจจะต้องเดือดร้อนจากการกระทำของฝ่ายองค์รัชทายาท เกิดเขาทำสิ่งที่ไม่ดีเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง นางรู้ดีว่าบิดาจะไม่ยอมให้สกุลหลินต้องเดือดร้อน เพียงเพราะความทะเยอทะยาน
หลินซูหนานเองก็จะไม่ยอมให้สกุลหลินต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่โตเช่นนี้เป็นอันขาด
รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนผ่านถนนที่เงียบสงัด ท่ามกลางความมืดมิดและความเงียบที่แผ่ขยายออกไป ขณะที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่เพียงลำพัง นางเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้เป็นเหมือนกับการเดินทางที่ไม่มีจุดหมายและสิ้นหวัง นางไม่ต้องการแต่งงานอีกแล้ว เพียงแค่รักคนผิดก็ทำเอานางเจ็บช้ำมากเพียงพอแล้ว
เมื่อกลับมาถึงจวน นางรู้สึกถึงความหนักหน่วงในหัวใจและความจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเพื่อตัวเองและสกุลหลิน
นางรู้ดีว่าความเชื่อมั่นและความรักที่เคยมีต่อองค์รัชทายาทกำลังพังทลายลง และที่สำคัญนางไม่สามารถยอมรับชีวิตที่ต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ของผู้อื่นได้
ในห้องนอนที่เต็มไปด้วยแสงเทียนที่สั่นไหวอย่างอ่อนโยน หลินซูหนานนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือของตนอย่างครุ่นคิด นางหยิบพู่กันขึ้นมา และเริ่มเขียนจดหมายถึงโจวหยางหลง ด้วยความรู้สึกที่หนักหน่วงในหัวใจทว่ากลับมีความเด็ดเดี่ยว นางพยายามรวบรวมความคิด เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของตนเองให้ชัดเจนที่สุด
ถึงองค์รัชทายาท
หม่อมฉันเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อแสดงความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความหนักใจที่ไม่อาจละเลยได้ หม่อมฉันขอแจ้งให้พระองค์ทราบว่า หม่อมฉันขอให้พระองค์ได้โปรดยกเลิกการแต่งงานตามที่เคยตกลงกันในสัญญาหมั้นหมายเมื่อสองปีที่แล้วด้วยเถิดเพคะ
ความรักและความเคารพที่หม่อมฉันมีต่อพระองค์นั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แต่หม่อมฉันรู้ดีว่าตนเองอาจไม่มีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับการเป็นชายาของพระองค์ อย่างที่พระองค์คาดหวังไว้
หม่อมฉันจึงขอให้พระองค์ใคร่ครวญ และพิจารณาหาสตรีอื่นที่เหมาะสมกว่าหม่อมฉัน เพื่อจะได้ช่วยเหลือและสนับสนุนพระองค์ได้อย่างที่พระองค์ต้องการ
หม่อมฉันหวังว่าพระองค์จะเข้าใจ และยอมรับการตัดสินใจของหม่อมฉัน
หลินซูหนาน
เมื่อลงนามจดหมายเสร็จสิ้นแล้ว หลินซูหนานเก็บจดหมายไว้ในลิ้นชักอย่างระมัดระวัง และพยายามคิดหาวิธีที่จะส่งไปให้โจวหยางหลงอย่างลับ ๆ ขณะเดียวกัน ใจของนางกลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตที่รออยู่ข้างหน้า จึงได้เอ่ยออกมาอย่างเหม่อลอย
“เจ้าตัดสินใจถูกต้องแล้ว หนานเอ๋อร์”
แต่ความวิตกกังวลของหลินซูหนานยังไม่ทันได้คลี่คลายอย่างที่หวังไว้ จดหมายที่ส่งไปถึงองค์รัชทายาทไม่รู้ว่าถึงมือหรือไม่ เนื่องจากไม่กี่วันต่อมา มีราชโองการจากฝ่าบาทกลับมาถึงจวนตระกูลหลิน นางได้รับข่าวจากขันทีที่มาพบบิดาของนางโดยตรง เพื่อแจ้งว่าฝ่าบาทได้ยืนยันการตัดสินพระทัยให้มีสมรสพระราชทานตามที่ได้ประกาศไปแล้ว ไม่มีทางเลือกใดที่จะเปลี่ยนแปลงได้
ความรู้สึกของหลินซูหนานเวลานี้ เหมือนกับว่าทุกสิ่งอย่างกำลังถล่มลงมาทับหัวใจของนาง ความเป็นจริงที่นางต้องเผชิญหน้าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไปอย่างนั้นหรือ
หลินซูหนานนั่งอยู่บนม้านั่งที่แข็งทื่อ มองหิมะที่ตกอยู่กลางสวนอย่างเหม่อลอย ดวงตาของนางจ้องมองไปยังท้องฟ้าในยามพลบค่ำ ที่เต็มไปด้วยความมืดครึ้มทั่วผืนฟ้า ที่ยิ่งมองยิ่งเศร้ามากขึ้นไปอีก การเผชิญหน้ากับความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นั้น ทำนางรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้าง
“บ่าวจะช่วยท่านอย่างไรดีเจ้าคะ คุณหนู”
เซียงลี่ยืนอยู่ไม่ไกลรำพันออกมาเสียงเบา นางไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือคุณหนูอย่างไรดี
อีกมุมหนึ่งเหอปี้ซี หรือฮูหยินหลินกำลังมองบุตรสาวด้วยความรู้สึกเห็นใจ แต่สมรสครั้งนี้เกิดจากการพระราชทานของฮ่องเต้ ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
“เราไม่มีทางช่วยลูกเลยเหรอเจ้าคะ ท่านพี่” นางกล่าวกับสามีเผื่อว่าจะมีความหวังขึ้นมาบ้าง
“เรื่องนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้แล้ว ข้าเองก็เจ็บปวดใจเหมือนกัน ที่เห็นหนานเอ๋อร์ของเราเป็นอย่างนี้ ลูกไม่มีชีวิตชีวาเลย ไม่รู้ว่าไปพบเจอสิ่งใดเข้าถึงมีท่าทางเช่นนี้” หลินเจิ้งหานกล่าวจบก็ถอนใจออกมา เขาเองก็ไม่อาจจะแก้ไขเรื่องนี้ได้เช่นกัน
จากนั้นสองสามีภรรยาก็เอาแต่ยืนมองภาพของบุตรสาวด้วยความเห็นใจ
ในที่สุดหลินซูหนานก็รู้ว่า ต่อให้นางไม่อยากแต่งงานก็คงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และไม่ว่าจะทำอย่างไร ความจริงที่ต้องเผชิญก็ยังคงอยู่ ซึ่งนางจะต้องเตรียมตัวเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะฉะนั้นนางจึงต้องทำใจให้พร้อม เพื่อเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่รออยู่ในวันข้างหน้าอย่างกล้าหาญ
นั่นก็เพราะนางเชื่อว่าอย่างไรเสีย มันจะต้องมีหนทางแก้ไขได้ในภายหลังแน่
‘หากว่าข้าต้องแต่งเข้าวังบูรพาจริง ๆ ข้าก็จะไม่ทำตามที่พระองค์ต้องการให้ทำ ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อต้องลำบากใจ หากจำเป็นข้าก็จะเป็นแบกรับความเดือดร้อนนั้นไว้เพียงลำพัง ท่านพ่อและสกุลหลินไม่จำเป็นต้องมาแบกรับด้วย’
นี่คือความคิดของนาง และนางคิดว่าจะต้องทำด้วยตัวเอง ในใจลึก ๆ นางหวังว่าความรักของนางที่มีต่อองค์รัชทายาท จะทำให้อยู่ในวังอย่างไม่ยากลำบากมากนัก
