บทที่ 6 บุรุษไร้สัจจะ
บทที่ 6
บุรุษไร้สัจจะ
เช้าวันรุ่งขึ้น...
หลินซูหนานตื่นขึ้นมาพร้อมความกังวลในใจ นางตัดสินใจไปพบองค์รัชทายาทที่วังบูรพา เพื่อสอบถามเกี่ยวกับจดหมายที่นางส่งไปให้เขาก่อนหน้านี้ นางหวังว่าเขาอาจจะพิจารณาและเปลี่ยนใจไม่แต่งงานกับนางแล้ว เพราะมีเขาเพียงคนเดียวที่อาจจะยับยั้งงานแต่งงานนี้ได้
เมื่อมาถึงวังบูรพา ในใจกลับมีความรู้สึกตื่นเต้นและกระวนกระวายผสมปนเปกันไปหมด นางกำนัลสองสามคนยืนรอต้อนรับที่ประตูทางเข้า ก่อนจะมีนางกำนัลคนหนึ่งก้าวออกมาทักทายนางด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย
“คารวะคุณหนูหลิน ท่านมาพบองค์รัชทายาทใช่หรือไม่เจ้าคะ”
นางกำนัลกล่าวพร้อมกับคำนับเล็กน้อยตามธรรมเนียม
“ใช่แล้ว ข้ามาพบองค์รัชทายาท” หลินซูหนานตอบเสียงเบา นางพยายามซ่อนความรู้สึกบางอย่างไม่ให้นางกำนัลและข้ารับใช้เห็น
“ยามนี้พระองค์กำลังรอท่านอยู่ในห้องบรรทม เชิญตามข้ามาทางนี้เจ้าค่ะ”
นางกำนัลกล่าวขึ้นพร้อมกับผายมือเชิญให้หลินซูหนานเดินตาม
ระหว่างทางไปยังห้องบรรทม หลินซูหนานสัมผัสได้ถึงความเย็นของลมหนาวที่พัดเข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดอยู่เป็นระยะ นางรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักถ่วงอยู่ในใจ ขณะที่กำลังไปพบกับองค์รัชทายาทอีกครั้ง ความกังวลและความกลัวเจือปนอยู่ในความคิดของนางจนไม่อาจปล่อยวาง
“เชิญคุณหนูหลินนั่งรอตรงนี้สักครู่นะเจ้าคะ” กล่าวจบสาวใช้ก็เดินจากไป
หลินซูหนานถูกเชิญให้มานั่งรอที่ห้องพักผ่อนซึ่งอยู่หน้าห้องบรรทมของโจวหยางหลง
ที่นี่เป็นสถานที่ค่อนข้างเงียบสงบ ผนังของห้องถูกประดับด้วยภาพวาดธรรมชาติที่งดงาม เครื่องเรือนทุกชิ้นทำจากไม้เนื้อดี สลักลวดลายอ่อนช้อย พรมสีเขียวอ่อนปูเต็มพื้นที่ให้ความรู้สึกสบายตาและผ่อนคลายยิ่งนัก
เวลาผ่านไปพักใหญ่ โจวหยางหลงยังคงไม่ออกมา ความรู้สึกกังวลและกระวนกระวายใจทำให้หลินซูหนานแทบจะนั่งไม่ติด นางพยายามข่มความรู้สึกในใจและตั้งสติ เพื่อรอรับการมาขององค์รัชทายาท
หญิงสาวเดินไปที่หน้าต่างเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ แต่แล้วเสียงซุบซิบของนางกำนัลสองคนที่ยืนคุยกันไม่ไกลจากตรงนี้ก็ดังเข้ามาในหู
“เจ้ารู้หรือไม่ว่า ตอนนี้องค์รัชทายาทได้นำตัวบุตรสาวของเสนาบดีฝ่ายเหนือมาเป็นนางกำนัลข้างเตียงแล้ว” นางกำนัลคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“จริงหรือ ข้าได้ยินข่าวมาเหมือนกันว่า นางทั้งงดงามและทั้งมีความเย้ายวนเกินกว่าผู้ใด”
อีกคนตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระแนะกระแหน เพราะตัวของนางเองก็หวังว่าจะได้ปีนเตียงองค์รัชทายาทสักครั้ง
“ใช่แล้วล่ะ ข้าถึงได้บอกเจ้าอย่างไรล่ะว่า บุตรสาวเสนาบดีฝ่ายเหนือนี่แหละ ที่ทำให้หลาย ๆ คนในวังนี้กล่าวถึงกันมาก นางทั้งอ่อนหวานและรู้จักเอาใจพระองค์ จนกลายเป็นคนโปรดในเวลาไม่นาน”
อีกคนก็จีบปากจีบคอเอ่ยออกมาอีกครั้ง
“แล้วคุณหนูหลินที่กำลังนั่งรออยู่นั่นล่ะ” นางกำนัลคนแรกแอบชี้ไปทางห้องรับรองที่หลินซูหนานยืนอยู่ ทำให้นางต้องเบี่ยงตัวหลบ
“อ้อ นางน่ะหรือ... ก็แค่บุตรสาวของขุนนางใหญ่คนหนึ่ง
ที่ถูกใช้เป็นหมากทางการเมืองเพื่อเสริมสร้างอำนาจเท่านั้นเอง นางคงไม่รู้หรอกว่าตัวเองถูกหลอกใช้ ลำพังถ้าไม่ต้องการอำนาจของพ่อนางมาสนับสนุนพระองค์ คิดหรือว่าพระองค์จะชายตา
แลนาง” นางกำนัลคนเดิมเอ่ยขึ้นมาอย่างคนรู้ดี
“จริงสินะ ข้าก็คิดว่านางดูไม่ค่อยสำคัญกับพระองค์
สักเท่าไรเมื่อเทียบกับบุตรสาวเสนาบดีฝ่ายเหนือนางนั้น ไม่อย่างนั้นพระองค์คงไม่ให้นางรอนานขนาดนี้ หรือวันนี้อาจจะไม่ออกมาพบด้วยซ้ำไป เพราะยามนี้พระองค์อยู่กับคนที่โปรดปราน”
บทสนทนานี้หลินซูหนานได้ยินทุกคำอย่างชัดเจน และรู้สึกได้ถึงสายตาที่นางกำนัลเหล่านั้นมองมาที่นางอย่างเหยียดหยาม มือทั้งสองข้างกำแน่นจนรู้สึกเจ็บใจ ความเสียใจและเจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ นางไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะถูกหลอกใช้เช่นนี้
หญิงสาวต้องพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา เพราะไม่อยากให้ผู้ใดมองว่านางอ่อนแอ แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง เนื่องจากยามนี้จิตใจของนางเต็มไปด้วยความสับสนทุกข์ทรมาน
หลินซูหนานกลับมานั่งที่เก้าอี้ จมอยู่กับความคิดของตนเอง เพียงไม่นาน โจวหยางหลงก็เดินออกมา สภาพของเขาไม่เป็นในแบบที่นางคาดหวังไว้
แม้ว่าจะแต่งกายอย่างรัดกุม แต่ยังคงมีร่องรอยของการกระทำที่ไม่ควรเปิดเผยเท่าใดนัก เนื่องจากมีรอยแดงปรากฏตรงบริเวณลำคอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชัดเจนว่ามีเหตุการณ์บางอย่างเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน
นางรู้ได้ทันทีว่าองค์รัชทายาทเพิ่งกระทำการบางอย่างเสร็จสิ้นเขาคงจะอยู่กับนางกำนัลคนโปรดอย่างที่ได้ยินมา เลยทำให้เขาต้องมาหานางในสภาพเช่นนี้
อีกทั้งสายตาของนางยังเหลือบเห็นบางอย่างผ่านช่องประตู ซึ่งมันทำให้นางตกใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะมีสตรีนางหนึ่งที่นางคุ้นเคยเดินผ่านไป เสื้อผ้าของสตรีผู้นั้นหลุดลุ่ยและผมเผ้ายุ่งเหยิง คงไม่ต้องบอกว่าทั้งสองเพิ่งทำอะไรกันมา
หลินซูหนานพยายามบังคับตัวเองให้สงบ แต่ภายในใจกลับรู้สึกผิดหวัง ผิดหวังที่เคยรักคนคนนี้ แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ต้องมาคร่ำครวญ นางต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้ตนเองรู้สึกถึงการถูกทรยศและการถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายของผู้อื่น ความรู้สึกผิดหวังเสียใจนี้ยิ่งทวีความรุนแรง เมื่อเห็นชายที่รักในสภาพเช่นนี้
หลินซูหนานไม่อยากทนอยู่ที่นี่นานนัก ดังนั้นจึงตัดสินใจเริ่มบทสนทนาเพื่อให้เรื่องนี้จบๆ ไป แล้วนางจะได้กลับจวนเสียที
“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ได้พิจารณาจดหมายที่หม่อมฉันส่งมาให้หรือไม่เพคะ” นางถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้สงบ แม้ว่าใจจะสั่นสะเทือนมากก็ตาม
โจวหยางหลงที่เดินมานั่งลงตรงข้ามนางยิ้มอย่างเย็นชา พลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งว่า
“ข้าได้พิจารณาแล้ว เมื่อข้าได้ตัดสินใจเลือกเจ้าให้เป็นดอกไม้ประดับวังบูรพา เจ้าก็ต้องเป็นเช่นนั้น มิมีสิ่งใดมาเปลี่ยนแปลงได้”
คำตอบของเขาทำให้นางโกรธขึ้นมา หลินซูหนานรู้สึกถึงความไม่มีเหตุผลและความเห็นแก่ตัวของเขาอย่างชัดเจน มือทั้งสองข้างจึงกำแน่นอย่างแค้นเคือง
ก่อนที่นางจะได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม โจวหยางหลงก็ไม่รอให้นางได้เอ่ยปาก เขาลุกขึ้นมากระชากตัวนาง แล้วจุมพิตอย่างดุดันป่าเถื่อน
หลินซูหนานทั้งเจ็บปวดและความอับอายที่ถูกกระทำเช่นนี้นางพยายามขัดขืนจนหลุดออกมาได้ จากนั้นก็เผลอตบหน้าโจวหยางหลงไปทีหนึ่ง พร้อมกับกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวอย่างลืมตัว
“ท่านหาสตรีมากมายมาดูแลได้ เหตุใดต้องเป็นข้าด้วย”
โจวหยางหลงที่ถูกผลักออกและถูกตบยกมือลูบแก้มตนเอง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
“เพราะเจ้าคือสตรีจากตระกูลหลิน และเป็นคนที่เสด็จพ่อของข้าเห็นดีด้วยอย่างไรเล่า หากไม่มีสองข้อที่กล่าวมานี้ หากเจ้าไม่ใช่หมากของข้า เจ้าจะไม่มีทางได้อยู่ใกล้ข้าแม้แต่ชุ่นเดียวหรอกนะ จำใส่หัวเจ้าไว้ด้วย หลินซูหนาน!!” โจวหยางหลงตวาดใส่หน้าหลินซูหนาน ทั้งยังแสยะยิ้มร้ายกาจอย่างไม่คิดที่จะปิดบังตัวตนอีกแล้ว
หลินซูหนานยืดตัวตรงอย่างเย่อหยิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ดวงตาของนางแสดงออกถึงความมุ่งมั่นและความรู้สึกที่ไม่ยอมแพ้ นางรู้ว่าการเจรจานี้คือการตัดสินชะตากรรมของตน และนี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะยืนยันความตั้งใจ และความเข้มแข็งของนางที่มี
“หม่อมฉันจะยอมเป็นหมากตัวหนึ่งบนกระดานอำนาจที่พระองค์ต้องการก็ได้เพคะ” หลินซูหนานกล่าวออกมาด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจผสมกับความท้าทาย เพราะอย่างไรนางก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
ก่อนจะกล่าวต่อว่า “แต่พระองค์ต้องสัญญาว่าจะไม่มีใครอื่นมาเทียบเทียมหม่อมฉัน แม้แต่การแต่งตั้งชายารองก็ตาม”
นางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่กดดัน เมื่อเห็นอีกฝ่ายมองมาเงียบ ๆ จากนั้นจึงกล่าวประโยคสุดท้าย
“พระองค์จะต้องรักษาคำสัญญานี้ มิฉะนั้นหม่อมฉันจะนำเรื่องที่พระองค์พยายามดึงบิดาของหม่อมฉันเข้าไปอยู่ฝั่งเดียวกันกับพระองค์ไปกราบทูลฝ่าบาท”
หลินซูหนานยืนยันด้วยความเด็ดขาดอีกครั้งด้วยสายตาที่กดดันอีกฝ่าย
