บทที่ 8 ถูกใส่ร้าย
บทที่ 8
ถูกใส่ร้าย
สามปีต่อมา...
ฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนักจนไม่สามารถดูแลราชกิจได้ ด้วยเหตุนี้องค์รัชทายาทจึงขึ้นครองบัลลังก์แทน หลังจากนั้นภายในตำหนักบูรพาก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
รัชทายาทโจวหยางหลงกลายเป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ผู้ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน
ในคืนที่มีงานเลี้ยงฉลองการขึ้นครองบัลลังก์ ภายในวังถูกประดับประดาอย่างงดงาม โคมไฟถูกจุดสว่างไสวไปทั่วบริเวณ เสียงดนตรีดังสะท้อนในอากาศ
เสียงหัวเราะอันรื่นเริงของขุนนาง และเหล่าแขกเหรื่อถูกเชิญมาร่วมงานเพิ่มบรรยากาศความยิ่งใหญ่ให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่ยิ้มรับกับความสำเร็จของตนเอง
ภายในงานเลี้ยง หลินซูหนานมาร่วมงานโดยสวมอาภรณ์สีแดงสด ปักลวดลายด้วยดิ้นทอง นางมีใบหน้างดงามท่าทีที่สงบเสงี่ยม แต่ไม่มีใครรู้ว่าในใจของหญิงสาวนั้นเต็มไปด้วยความวิตกกังวล มากเพียงใด ยามที่เดินผ่านเหล่านางกำนัลและขุนนาง นางก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล
เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญของงานเลี้ยง หลินซูหนานถูกเชิญให้ไปนั่งที่โต๊ะพิเศษสำหรับเหล่าพระชายา ขณะที่นั่งอยู่นั้นนางกำนัลก็นำสุรามงคลและอาหารมาวางตรงหน้า
นางยิ้มรับและดื่มสุรามงคลตามมารยาท แต่ทันทีที่ดื่มเข้าไป ก็รู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที รสชาติของสุรานั้นขมขื่นและมีกลิ่นแปลก ๆ จากนั้นนางก็รู้สึกเวียนศีรษะและเริ่มมีอาการเหมือนไร้เรี่ยวแรง ดวงตาคู่งามเริ่มพร่ามัว
หลินซูหนานเห็นท่าไม่ดีพยายามยันกายตัวเองให้ลุกขึ้นเพื่อจะเดินกลับไปยังห้องส่วนตัว แต่ร่างกายของนางกลับมิอาจกระทำได้ตามใจปรารถนา จนนางกำนัลที่อยู่ใกล้เคียงรีบเข้ามาประคอง
หวังจื่อรั่วยิ้มเย็น พลางเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่มีเลศนัย
“พระชายา หม่อมฉันคิดว่าท่านน่าจะเหนื่อยแล้ว หม่อมฉันจะพาท่านกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักเองเพคะ”
“ปละ ปล่อย ขะ ข้า”
หลินซูหนานพยายามขัดขืน แต่สุดท้ายนางก็ถูกหวังจื่อรั่วพยุงเดินออกจากสถานที่จัดงานเลี้ยงในสภาพอ่อนแรงและไม่มีแรงต้าน ร่างของนางอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ และภาพในสายตาก็เริ่มพร่ามัวหนักขึ้น
หวังจื่อรั่วกับนางกำนัลช่วยกันพยุงนางออกจากงานเลี้ยง ซึ่งน่าจะห่างมาไกลพอสมควร เพราะนางรู้สึกว่าเสียงดนตรีและความรื่นเริงเริ่มห่างไกลออกไปทุกขณะ
หลินซูหนานถูกพาไปถึงห้องห้องหนึ่งภายในตำหนักบูรพา
“ขอบใจพวกเจ้ามาก กลับไปดูแลงานเลี้ยงต่อเถอะ ทางนี้ข้าจะดูแลพระชายาเอกเอง” หวังจื่อรั่วหันไปสั่งให้นางกำนัล
“ขอบพระทัยเพคะ ชายารอง” นางกำนัลกล่าวจบก็รีบกลับไปร่วมงานเลี้ยงต่อ
“พวกเจ้านำนางไปไว้ที่พื้นแล้วออกไปได้” หวังจื่อรั่วสั่งนางกำนัลคนสนิทของตนเอง
“เพคะ” นางกำนัลสองคนของหวังจื่อรั่ววางหลินซูหนานลงบนพื้น จากนั้นพากันเดินออกไป ปล่อยให้ภายในห้องเหลือเพียงแค่ชายาเอกและชายารองเพียงสองคน
หลินซูหนานพยายามลืมตาและมองไปรอบ ๆ แต่ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะหมุนคว้างไปหมด จนนางต้องหลับตาลง ความเหน็บหนาวในร่างกายและความหวาดกลัวเริ่มปกคลุมจิตใจ
หวังจื่อรั่วมองดูหลินซูหนานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ก่อนจะกล่าวออกมา
“พระชายา หม่อมฉันหวังว่าท่านจะพักผ่อนที่นี่ได้อย่างสบาย ข้าจะให้คนมาดูแลท่านเป็นอย่างดี”
กล่าวจบหวังจื่อรั่วก็ออกจากห้อง ปล่อยให้หลินซูหนานนอนอยู่บนพื้นในสภาพที่สติเลื่อนลอย ความมืดเริ่มครอบคลุมรอบตัวของนาง ความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่จะหลับไปคือความเย็นของน้ำตาที่ไหลลงมาบนแก้ม ไม่นานสติของนางก็ดับวูบไป
หลินซูหนานรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอย่างช้า ๆ ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้ของหอตำรา แต่สิ่งที่ทำให้นางตระหนกยิ่งกว่านั้นคือสภาพของตนเอง ตอนนี้นางอยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย และที่สำคัญก็คือร่างของนางนอนอยู่ในอ้อมแขนของทหารองครักษ์นายหนึ่ง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!” นางกล่าวออกมาด้วยความตระหนกและสับสน ซึ่งมันทำให้หัวใจของนางเต้นแรง
ยังไม่ทันที่จะเอ่ยอะไรหรือขยับตัว โจวหยางหลงพร้อมกับหวังจื่อรั่วก็ก้าวเข้ามาภายในหอตำราแห่งนี้ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและผิดหวัง ขณะที่หวังจื่อรั่วยิ้มเย็นอย่างเย้ยหยันแบบไม่คิดจะปิดบัง
“เจ้าลักลอบคบชู้สู่ชายอย่างไม่ละอาย เจ้ากล้าทำเช่นนี้อย่างโจ่งแจ้งในตำหนักบูรพาได้อย่างไรกัน”
โจวหยางหลงกล่าวเสียงแข็ง น้ำเสียงของเขาครั้งนี้เปี่ยมไปด้วยแรงโทสะมากล้นอย่างที่หลินซูหนานไม่เคยเห็นมาก่อน
“ไม่จริงนะเพคะ หม่อมฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อคืนหม่อมฉัน...”
หลินซูหนานพยายามอธิบายเสียงสั่น แต่วาจาของนางกลับไม่มีความหมายใดในสายตาของโจวหยางหลง เพราะเวลานี้เขาเลือกที่จะเชื่อภาพตรงหน้ามากกว่าคำอธิบายของนาง
“ข้าจะไม่ฟังคำแก้ตัวของหญิงแพศยาอย่างเจ้า” เขากล่าวเสียงเข้มใส่หน้านาง ก่อนจะสั่งทหารที่อยู่ไม่ไกลด้วยเสียงอันทรงอำนาจ
“ทหาร! จับตัวนางไปขังในคุกหลวง รอการตัดสินโทษ!!”
“พ่ะย่ะค่ะ” ทหารรับคำสั่งและเข้ามาจับแขนของหลินซูหนานทันที
“ฝ่าบาท...ฟังหม่อมฉันก่อน” นางพยายามดิ้นรนและอ้อนวอนให้เขาฟังนางบ้าง แต่ก็ไร้ประโยชน์
ในชั่วพริบตาต่อมา นางถูกลากออกจากหอตำราเพื่อส่งไปยังคุกหลวง ความเย็นเยียบและความหวาดกลัวทวีคูณขึ้นในใจ นางกรีดร้องจนเสียงแหบแห้ง แต่ก็หามีผู้ใดใส่ใจ
“ปล่อยข้านะ ข้าไม่ได้ทำผิด! ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด!” นางตะโกนออกมาด้วยเสียงสั่นเครือและเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ
แต่เสียงตะโกนของหลินซูหนานกลับไร้ความหมาย ทหารยังคงลากตัวนางไปข้างหน้า โดยไม่มีใครหยุดยั้งหรือฟังเสียงร้องของนางแม้แต่น้อย เพราะนี่คือบัญชาของฮ่องเต้
โจวหยางหลงสั่งจบก็เดินไปอีกทางทันที ส่วนหวังจื่อรั่วเดินตามหลินซูหนานไปอย่างช้า ๆ นางแสยะยิ้มอย่างเย้ยหยัน แววตามาดร้ายและเต็มไปด้วยความสะใจ
“เจ้าจะร้องเรียกอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ หลินซูหนาน ในที่สุดเจ้าก็ถึงเวลาตกต่ำเสียที” หวังจื่อรั่วกล่าวด้วยเสียงเย้ยหยัน และไม่คิดจะปิดบังตัวตนอีก
“เจ้าคิดว่าตัวเองสูงส่งนักหรือ คิดว่าบิดาของเจ้าจะสามารถเป็นใหญ่อยู่ในราชสำนักได้อีกนานเท่าไรกัน วันนี้เจ้าตกต่ำ อีกไม่นานตระกูล หลินของเจ้าจะต้องตกต่ำตามเจ้าไปด้วย”
หลินซูหนานหันมามองหวังจื่อรั่วด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ พร้อมกับตะโกนออกมา
“เจ้าเป็นคนสร้างเรื่องเลวร้ายนี้ขึ้นมาใช่หรือไม่ เจ้าคิดจะทำอะไรอีก”
หวังจื่อรั่วแสยะยิ้มกว้างขึ้น “ข้าไม่จำเป็นต้องยอมรับอะไร แล้วก็ไม่จำเป็นต้องบอกอะไรกับเจ้าด้วย เจ้ารู้แค่ว่าอีกไม่นานจะไม่มีตระกูลหลินอีกต่อไป เพราะบุตรสาวอย่างเจ้าทำตัวแพศยาก็พอ ฮ่า ๆ ๆ”
ทหารยังคงลากตัวหลินซูหนานไปยังคุกหลวง โดยไม่สนใจว่านางจะมีสถานะอะไร หญิงสาวยังคงร้องตะโกนและพยายามดิ้นรนเพื่อให้เป็นอิสระ แต่แรงของนางกลับไม่มีผลต่อทหารที่แข็งแรงและไร้ความปรานีพวกนี้เลย
เมื่อมาถึงคุกหลวง หลินซูหนานถูกผลักเข้าไปในห้องขังที่มืดมิดและชื้นแฉะ ประตูห้องขังถูกปิดลงกลอนแน่นหนา เสียงของนางดังก้องในห้องขังที่ว่างเปล่า
หญิงสาวนั่งลงที่พื้นด้วยความหมดหวังและน้ำตาที่ไหลริน พร้อมกับมองสภาพห้องขังด้วยความหวาดกลัว เนื่องจากพื้นห้องขังเป็นดินที่ชื้นแฉะและสกปรก มีเศษฟางแห้งและเศษผ้าขาด ๆกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น ไม่มีผ้าห่มหรือที่นอนใด ๆ ที่จะทำให้นางรู้สึกสบายได้แม้แต่น้อย
เสียงน้ำที่หยดลงมาจากเพดานห้องขังดังสะท้อนในความเงียบงัน สร้างความหวาดกลัวและความอ้างว้าง นอกจากเสียงหยดน้ำแล้ว ยังมีเสียงของหนูและแมลงที่วิ่งอยู่ตามมุมห้องทำให้ต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา
หลินซูหนานนั่งกอดเข่าในมุมหนึ่ง นางทั้งหิวโหย อ่อนล้าและหมดหวังในทุกสิ่ง
“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด”
นางกล่าวขึ้นมาเพียงลำพัง พยายามนึกถึงวันที่เคยมีความสุข แต่ความจริงในตอนนี้ทำให้นางรู้สึกว่าอนาคตนั้นมืดมนและไร้ทางออกยิ่งนัก
