บทที่ 1 หลินซูเม่ย
บทที่ 1
หลินซูเม่ย
รัชศกหยงเล่อปีที่ยี่สิบหก
ต้นสารทฤดู ช่วงที่อากาศทั่วทั้งเมืองหลวงกำลังอบอุ่น สายลมพัดเอื่อยเฉื่อย บ่งบอกว่าฤดูเก็บเกี่ยวได้วนมาถึงอีกคราหนึ่ง แต่ทว่าในปีนี้กลับเกิดเหตุการณ์ใหญ่ขึ้น
สกุลหลินและสกุลเสวี่ยคิดมักใหญ่ใฝ่สูง แอบซ่องสุมกองกำลังคิดก่อกบฏ ทั้งยังลักลอบติดต่อกับแคว้นศัตรูชักศึกเข้าบ้าน สร้างความเสียหายแก่บ้านเมือง จนต้องโทษประหารทั้งตระกูล หนำซ้ำเรื่องนี้ยังเกี่ยวพันมาถึงองค์รัชทายาทฉีรุ่ยซิงด้วย เนื่องจากสกุลหลิน คือพระญาติสายนอกของฮองเฮา อีกทั้งหลินเฮ่าผู้นำตระกูลคนปัจจุบันยังเป็นถึงท่านราชครูอีก
“พวกคนสกุลหลินและตระกูลเสวี่ย ช่างบังอาจยิ่งนัก มักใหญ่ใฝ่สูงเกินตัว กล้าคิดการกบฏ เอาพวกมันไปประหาร เสียบหัวประจานที่กำแพงเมือง ให้เป็นเยี่ยงอย่างให้คนอื่นดูว่าใครคิดจะทำเยี่ยงนี้จะพบเจอกับอะไรบ้าง” ฮ่องเต้มีบัญชาลงมาให้ลงลงโทษทั้งสองตระกูลอย่างเด็ดขาด“พ่ะย่ะค่ะ”
เหล่าทหารขานรับบัญชาแล้วลงมือลากคนที่ต้องโทษตายออกไปจากท้องพระโรง จึงเหลือแค่ขุนนางกับพระญาติต่าง ๆ เท่านั้น ก่อนที่คำบัญชาจะถูกส่งมาอีกครั้ง และครั้งนี้คนที่ได้รับโทษคือคนที่นั่งตัวสั่นอยู่
“ส่วนหลินฮองเฮาให้ยึดตราหงส์และขับไปอยู่ตำหนักเย็นตลอดไป โทษฐานมีความร่วมในการก่อกบฏในครั้งนี้”
เคราะห์กรรมนี้ ทั้งองค์รัชทายาทและฮองเฮาก็ไม่อาจหลีกหนีพ้น นางลุกขึ้นและยินยอมเดินตามขันทีไปอย่างง่ายดาย
“เสด็จพ่อ ท่านแม่ไม่มีส่วนร่วมในครั้งนี้เลย โปรดงดเว้นโทษให้เสด็จแม่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทที่กตัญญูต่อมารดา รีบมาขอความเมตตาจากเสด็จพ่อของตน
“บังอาจ เจ้ายังมีหน้ามาต่อรองกับข้าอีกหรือ เจ้าทำอะไรไว้ก็ย่อมต้องรู้อยู่แก่ใจ เอาตัวเขาไปขังไว้รอข้าสำเร็จโทษ”
การกระทำของเขายิ่งทำให้พระองค์กริ้วใส่ เมื่อพระองค์สืบรู้ว่าแท้จริงแล้ว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังในเหตุการณ์ก่อกบฏคือองค์รัชทายาทนั่นเอง
“เสด็จพ่อ ข้าไม่ได้ทำการอันใด เหตุใดต้องสั่งขังข้าเล่า” องค์รัชทายาทดิ้นรนเอาตัวรอดและร้องถามออกมาเสียงดังลั่น
“ไม่ได้ทำการอันใดเช่นนั้นหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข่าวของเจ้าดังไปทั่วแล้ว ทำสิ่งใดไว้ ใช่ว่าจะเป็นความลับเสมอไปนะ เอาตัวเขาไปรอการตัดสินโทษจากข้า” องค์ฮ่องเต้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้มีคนจงใจ หรือเพราะฟ้าลิขิตกันแน่เพราะจู่ ๆ หลักฐานความผิดต่าง ๆ ขององค์รัชทายาทก็ค่อย ๆ ผุดออกมาราวกับดอกเห็ด แล้วมาวางเรียงรายอยู่ในห้องทรงพระอักษรของพระองค์ ดังนั้นหลังจากที่ได้ทำการประหารสกุลหลินและสกุลเสวี่ยจนเลือดนองเป็นสายแล้ว ฮ่องเต้ฉีอี้เหรินก็ได้มีรับสั่งให้ประหารองค์รัชทายาทต่อในทันที
เรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจกับพวกชาวบ้านไม่น้อย เพราะพวกเขาต่างก็คิดไม่ถึงว่าองค์รัชทายาทที่มีจิตใจดีงาม อีกทั้งสกุลหลินและสกุลเสวี่ยที่คอยปกป้องบ้านเมืองมาตลอดจะกระทำการเช่นนี้
นี่แหละน้าที่เขาว่า จิตใจคนเรายากลึกหยั่งถึงจริง ๆ
อีกด้านหนึ่ง
เรือนแยกฝ่ายในของจวนองค์ชายรอง บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบราวกับเป็นเรือนร้างไร้ผู้คน ทว่ากลับยังมีเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างไม่ยินยอมดังแว่วออกมา
“ยามนี้ท่านก็สิ้นไร้ไม้ตอกเหลือตัวคนเดียวแล้ว เหตุใดถึงยังไม่ยอมปล่อยวางอีก เหนียงเหนียง หักห้ามใจเสียเถอะ หากยังดึงดันอีก เกรงว่าแม้แต่ชีวิตของท่านก็จะไม่เหลือแล้ว สกุลหลินของท่านยังรอให้ท่านไปเก็บรวบรวมกระดูกคนในตระกูลอยู่นะ”
ขันทีร่างท้วมหว่านล้อมอย่างจนใจ ยามนี้สกุลหลินของนางพินาศสิ้นแล้ว ตัวของนางเองก็ถูกปลดจากตำแหน่งพระชายาเอก เหลือเพียงแค่ตำแหน่งอนุชายาเท่านั้น ทั้งยังถูกขับให้มาอยู่ที่เรือนเปลี่ยวร้างนี่ โดยไม่มีผู้ใดสนใจดูแล ทำกับนางราวกับเป็นคนตายคนหนึ่ง
และที่ขันทีผู้นี้ยังคอยแวะเวียนมาหานาง เนื่องจากครั้งอดีตเขาเคยได้รับการช่วยเหลือจากท่านราชครูหลิน บิดาของหลินซูเม่ย บุญคุณในครั้งนั้นเขายังจดจำมิเคยลืม
“เจ้าจะให้ข้าหักห้ามใจอย่างนั้นหรือ? ตระกูลหลินของข้าทั้งตระกูลต้องมาตายอย่างไร้ความเป็นธรรมเช่นนี้ เจ้ายังมีหน้ามาให้ข้าหักห้ามใจอีกอย่างนั้นหรือ?!” หลินซูเม่ยทุบอกของตัวเองเสียงดังราวกับอยากหาที่ระบาย
“อย่างไรท่านก็ต้องหักห้ามใจเพื่อรักษาชีวิต ดูเถิดว่าร่างกายของท่านย่ำแย่เช่นนี้ จะไปกอบกู้ตระกูลหลินได้เยี่ยงไร ท่านต้องดูแลตัวเองเพื่อตระกูลหลินที่เหลืออยู่” ขันทีเอ่ยเพื่อเตือนสติของนาง เขามองดูสภาพร่างกายของนางแล้ว ทำได้เพียงส่ายหน้าไปมา
“กายข้าเจ็บเพียงเท่านี้ มันเทียบไม่ได้กับใจของข้าที่แหละสลายไปแล้วได้หรอก สิ่งที่ต้องกอบกู้ใช่ร่างกายไม่ แต่เป็นจิตใจของข้านี่”
นางกล่าวออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นทุบลงที่อกข้างซ้าย
แม้ว่าในยามนี้ทั่วร่างของนางจะเต็มไปด้วยบาดแผล สภาพเอเนจอนาถอย่างอยู่ไม่สู้ตาย แต่ว่าบาดแผลที่กายนางยังพอกัดฟันทนได้ แต่บาดแผลที่ใจ ที่นางได้เห็นคนในตระกูลของตัวเองต้องถูกประหารไปต่อหน้าต่อตา ไม่ให้นางเสียใจ จะไม่ให้นางคร่ำครวญได้อย่างไร
ศีรษะแล้วศีรษะเล่าหลุดกระเด็น แอ่งโลหิตหลั่งไหลอาบย้อมทั่วลานประหาร นางวิ่งไปหาอย่างโซซัดโซเซราวกับหญิงเสียสติ กรีดร้องจนแทบสิ้นเสียง แต่ก็ราวกับไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงของนาง แต่ถึงจะได้ยิน แล้วใครจะไปสนใจนางกัน
นางได้แต่สมเพชเวทนาตนเองที่ไร้กำลัง ไม่สามารถทำอันใดได้ ซ้ำร้ายนางยังต้องมารับรู้ความจริงว่าหายนะที่เกิดขึ้นกับสกุลหลินและสกุลเสวี่ย ทั้งหมดนี่เป็นเพราะชายผู้นั้น!
ก่อนหน้านี้ที่คนสกุลหลินและสกุลเสวี่ยถูกจับไปขังคุกเพื่อรอการไต่สวน ตอนนั้นนางได้เคยไปขอร้องวิงวอนให้สามีของนางช่วย นางโขลกศีรษะจนศีรษะแตกเลือดอาบ แต่ผลเป็นอย่างไร? อีกฝ่ายกลับมองนางราวกับมองตัวโง่งม หรือมดปลวกที่เขาอยากจะบี้ทิ้งเต็มแก่
ตอนแรกนางยังคิดว่าเพราะนางเสียขวัญมากเกินไป ก็เลยมองผิด แต่ที่ไหนได้ หลังจากที่ได้ยินอีกฝ่ายพรั่งพรูแผนการอันสุดแสนจะชั่วช้าโสมมนั่นออกมา ก็ทำเอานางราวกับถูกสายฟ้าจากทัณฑ์สวรรค์ฟาดใส่
จะบอกว่าที่เรื่องทุกอย่างมันกลายมาเป็นเช่นนี้ ก็เพราะตัวนางอย่างนั้นหรือ? เพราะอีกฝ่ายคิดยืมดาบฆ่าคน ก็เลยหลอกใช้นาง ให้นางไปทำเรื่องโง่งมจนลากตระกูลหลินและตระกูลเสวี่ยลงเหว จนต้องพินาศทั้งตระกูลอย่างนั้นหรือ เรื่องแบบนี้...เรื่องแบบนี้มันทำให้นางเกินจะรับไหวจริง ๆ
บัดซบนัก! เหตุใดตอนนั้นนางถึงได้หน้ามืดตามัวคิดอยากจะแต่งกับเขากัน!
หลินซูเม่ยนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า ยามนั้นนางเป็นถึงคุณหนูตระกูลผู้สูงศักดิ์ เนื่องจากเป็นบุตรสาวคนเล็กที่เกิดจากภรรยาเอกของท่านราชครูหลิน หลินเฮ่า ที่ปรึกษาคนสนิทของฮ่องเต้ และยังเป็นหลานสาวแท้ ๆ ของหลินฮองเฮา
สกุลหลินของนางเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของแคว้นต้าฉี จึงถูกทุกคนในตระกูลโอบอุ้มเลี้ยงดูอย่างตามใจราวกับไข่ในหิน นี่จึงทำให้นางมีนิสัยดื้อรั้นติดตัว
ต่อมาเมื่อนางอายุย่างเข้าสู่วัยที่ใกล้จะปักปิ่น นางบังเอิญได้ไปเที่ยวที่ตลาด ในตอนนั้นมีอุบัติเหตุซึ่งม้าของใครก็ไม่รู้ จู่ ๆ ก็ตื่นคนแล้วเตลิดวิ่งตรงมาหานาง ตัวนางที่ได้แต่นิ่งอึ้งยืนขาแข็งทำอะไรไม่ถูก จนเกือบจะถูกม้าตัวนั้นเหยียบ
‘คุณหนูเจ้าคะ ระวังเจ้าค่ะ’ เสียงสาวใช้ตะโกนมาอย่างตื่นตกใจ
‘….’ นางได้แต่ยืนอึ้งอย่างทำอะไรไม่ถูก ทันใดนั้น
ก็ได้องค์ชายรองซึ่งผ่านทางมาพอดีช่วยเอาไว้
‘แม่นาง เจ้าเป็นอะไรหรือไม่’ ชายหนุ่มเอ่ยถามหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของเขา หญิงสาวที่เขาช่วยดึงให้พ้นจากการถูกม้าเหยียบ
‘ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณท่านมาก’ นางค่อย ๆ ขยับตัวออกเมื่อทุกสายตามองมาที่ทั้งสอง
ท่าทางสุภาพและกล้าหาญของเขา ทำให้นางตกหลุมรักอีกฝ่ายตั้งแต่แรกพบ ตอนที่กลับถึงจวนก็รบเร้าบิดามารดาให้จัดการให้นางได้แต่งกับองค์ชายรอง
แต่ทว่าทุกคนกลับไม่มีใครเห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดาของนาง หรือแม้แต่หลินฮองเฮาเอง ต่างก็เอ่ยคัดค้านในเรื่องนี้
‘ท่านพ่อ ใยพวกท่านต้องห้ามข้าด้วย ชีวิตนี้เป็นของข้า ข้าควรจะได้เลือกคู่ครองด้วยตนเองมิใช่หรือ’ นางโต้เถียงออกไปอย่างไม่ยินยอม
‘เจ้ายังเด็กนัก ถึงยังไม่รู้ว่าในวังหลวงที่ดูสวยงามนั้น มีอันตรายแอบแฝงไว้ทุกที่ ไหนเลยจะหาความสุขสงบได้’ บิดาของนางเอ่ยบอกถึงสาเหตุที่ไม่ยินยอมให้นางแต่งให้กับคนคนนั้น...คนที่อันตรายมาก
เหตุผลหลัก ๆ คือ แม้บิดาของนางจะเป็นถึงราชครู แต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่อยากให้นางเข้าวัง เพราะในวังนั้นราวกับห้วงน้ำลึก ที่รายล้อมไปด้วยอันตราย หากเป็นไปได้ เขาแค่อยากให้นางได้แต่งกับคุณชายสูงศักดิ์ หรือซื่อจื่อ[1]ของจวนไหนสักจวนเท่านั้น
[1] ซื่อจื่อ คือ ตำแหน่งที่มอบให้กับบุตรชายคนโตของบิดาที่เป็นเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นสูงที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้
