บทที่ 10 มากเล่ห์เจ้าแผนการ

บทที่ 10

มากเล่ห์เจ้าแผนการ

เมื่อครู่นางคงจะเผลอจ้องฉีเยี่ยนจื่ออย่างเอาเป็นเอาตายทำให้เสวี่ยลู่หยางสังเกตเห็นใช่หรือไม่ อีกฝ่ายถึงได้มายืนบังนางเอาไว้เช่นนี้เพื่อไม่ให้คนอื่นสังเกตเห็น

‘เกือบไปแล้วหลินซูเม่ย เจ้าเกือบจะมอบจุดอ่อนไว้ในกำมือให้คนอื่นบีบเล่นอีกแล้ว มีชีวิตอยู่มาตั้งสองชาติแล้ว เหตุใดถึงยังทำตัวโง่งมอยู่อีกนะ’ นางได้แต่ต่อว่าตัวเองในใจที่เกือบจะทำให้เสียการ

“ขอบคุณท่านมากที่ให้สติข้า” นางเอ่ยเบาๆ กับแผ่นหลังกว้างนางก็ไม่รู้หรอกว่าเสวี่ยลู่หยางคิดทำอะไร แต่การกระทำของอีกฝ่ายก็ช่วยนางเอาไว้พอดี เพราะตามหลักแล้ว ในชาตินี้นางกับองค์ชายรองยังไม่เคยเจอกัน ดังนั้นก็ไม่น่าจะมีเรื่องให้แค้นเคืองอันใดต่อกัน

‘จะว่าไปนี่ก็แปลก เดิมทีองค์ชายรองไม่ควรมาอยู่ที่นี่ แต่น่าจะอยู่ที่ตลาดสิถึงจะถูก เพราะข้าจำได้ว่าในวันนี้เขาจะต้องไปที่ตลาดเพื่อไปเตรียมฉากละครช่วยนางอยู่ที่นั่น

ไม่สิ ไม่ถูก ฉีเยี่ยนจื่อจะไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร ก็ในเมื่ออีกฝ่ายหมายตาข้าไว้ เขาก็ย่อมต้องส่งคนมาสืบแน่ว่าวันนี้ข้าจะไปที่ใด พอรู้ว่าข้ามาที่จวนสกุลเสวี่ย ถึงได้รีบแจ้นตามมาที่นี่

หึ! ช่างมากเล่ห์เจ้าแผนการนักนะ’ หลินซุเม่ยมองไปที่องค์ชายรองและคิดลำดับเหตุการณ์ในใจเงียบ ๆ โดยพยายามระงับจิตสังหารของตนเองไว้

องค์ชายรองที่เห็นว่าพี่ชายต่างมารดาของตนเองก็มาด้วย เขาจึงหันไปถามอีกฝ่ายอย่างแปลกใจ

“ช่างบังเอิญเหลือเกิน ไม่คิดเลยว่าพี่ใหญ่ก็มาด้วย พอดีข้าได้ยินว่าวันนี้ที่จวนเจิ้งกั๋วกงมีงานมงคล ท่านแม่ทัพเสวี่ยลู่หยางเข้าพิธีสวมกวาน ข้าจึงอยากมาร่วมอวยพร ขอมีสิ่งของมาร่วมอวยพรด้วย”

พูดจบชายหนุ่มก็หันไปหาขันทีประจำกายให้นำของกำนัลที่ตนได้เตรียมเอาไว้ ออกมายื่นให้กับเจิ้งกั๋วกง

“ขอบพระทัย พ่ะย่ะค่ะ” เจิ้งกั๋วกงโค้งศีรษะและรับของมาถือไว้

หลินซูเม่ยจำได้ในทันทีว่าคนคนนั้นคือขันทีฝู คนที่คอยรับใช้ฉีเยี่ยนจื่อมาตลอด และเป็นคนที่อยู่กับนางในวาระสุดท้าย

“นั่นใช่คุณหนูหลินซูเม่ยใช่หรือไม่”

ฉีเยี่ยนจื่อเลิกคิ้วขึ้นทำทีเป็นเพิ่งจะสังเกตเห็นนางก่อนจะเอ่ยขึ้น เขาเอียงหน้าให้พ้นจากตัวของเสวี่ยลู่หยางที่ยืนปักหลักบังอยู่ เพื่อที่จะได้ทักทายนาง

อันที่จริงตามมารยาทแล้ว ควรเป็นนางที่ต้องทักทายอีกฝ่ายก่อน ทว่าหลินซูเม่ยไม่อยากจะเสวนากับอีกฝ่ายแม้แต่ครึ่งคำ แต่เพื่อมารยาทที่ดี  หลินซูเม่ยจึงทำเพียงแค่โค้งศีรษะทักทาย

องค์ชายรองแบบส่ง ๆ ไปเท่านั้น แม้แต่ใบหน้าดี ๆ นางก็ยังไม่มีให้เขา ซึ่งก็พอดีกับที่มีกลุ่มคุณหนูสกุลสูงศักดิ์เดินผ่านมา นางจึงถือโอกาสเดินเลี่ยงออกไปเพื่อไปรวมตัวกับสตรีเหล่านั้น

แต่คิดไม่ถึงว่าหนึ่งในกลุ่มของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ จะมีคนที่หลินซูเม่ยคุ้นหน้าคุ้นตารวมอยู่ด้วย

โจวหลินซี คุณหนูใหญ่แห่งจวนสกุลโจว บิดาของนางคือโจวเวินหยวน ซึ่งเป็นถึงรองเจ้ากรมโยธา และที่สำคัญ นางคือพระชายารองของฉีเยี่ยนจื่อ คนคำนวณไหนเลยจะสู้ฟ้าลิขิต คิดไม่ถึงเลยว่าเหล่าบรรดาคนสำคัญ จะได้มาอยู่รวมกันพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้

ในชีวิตที่แล้ว ทั้งที่หลินซูเม่ยแต่งเข้าจวนองค์ชายรองมาห้าปีเต็มแต่ก็ยังไม่เคยให้กำเนิดบุตรกับสวามีได้สักคน สาเหตุเป็นเพราะนาง ถูกโจวหลินซีผู้นี้แอบวางยานาง จนนางไม่อาจมีบุตรได้ ในตอนนั้นนางโกรธแค้นมากที่อีกฝ่ายมาพังชีวิตของนาง สตรีผู้หนึ่งหากว่าไม่สามารถมีบุตรให้กับสามีได้ แล้วตัวนางยังจะมีประโยชน์อันใดอีก

ดังนั้นเพื่อที่จะทำให้ฉีเยี่ยนจื่อยังคงโปรดปรานนาง นางถึงได้ยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าคนที่สั่งให้โจวหลินซีลอบวางยานาง ก็คือตัวของฉีเยี่ยนจื่อเอง

แต่พอได้ย้อนกลับมาคิดดูตอนนี้ หลินซูเม่ยกลับรู้สึกอยากขอบคุณโจวหลินซีขึ้นมา ที่ทำให้นางไม่สามารถมีลูกกับเดรัจฉานพรรค์นั้นได้ ดีแล้วจริง ๆ

หลินซูเม่ยมองโจวหลินซีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่นางจะปั้นยิ้มแล้วทักทายอีกฝ่าย “คุณหนูโจว คุณหนูทั้งหลาย ยินดีที่ได้พบ”

“ยินดีเช่นกัน คิดไม่ถึงจริง ๆ เลยว่าวันนี้พวกเราจะได้มาเจอกับคุณหนูหลินที่นี่ได้ ปกติแล้วคุณหนูหลินมักไม่ชอบมาร่วมงานสังสรรค์”

โจวหลินซีเอ่ยทักทายกลับอย่างเป็นมิตร

“พวกเราก็ยินดี มานั่งด้วยกันสิ คุณหนูหลิน”

ส่วนสตรีคนอื่น ๆ เองก็อยากผูกไมตรีกับหลินซูเม่ยเช่นกัน เนื่องจากนางเป็นถึงบุตรสาวของท่านราชครู หนำซ้ำยังเป็นหลานแท้ ๆ ของฮองเฮา ดีไม่ดีภายภาคหน้าฮองเฮาอาจจะให้นางแต่งเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทก็ได้ หากไม่ผูกมิตรตอนนี้ แล้วจะให้ไปผูกมิตรตอนไหนอีก

ซึ่งหลินซูเม่ยเองก็มองลูกไม้พวกนี้ออก แต่ก็ไม่คิดเปิดโปงออกมา นางนั่งลงและเสแสร้งสนทนากับพวกนาง ส่วนใหญ่นางจะเป็นฝ่ายรับฟังเสียมากกว่า

จวบจนกระทั่งกลุ่มขององค์รัชทายาทและองค์ชายรองเดินผ่านมาทางนี้ ซึ่งในนั้นยังมีเสวี่ยลู่หยางและหลินวั่นเฉิงเดินตามมาด้วย เหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์รีบชะเง้อคอยืดคอยาวหันไปมอง บ้างก็แสร้งทำเป็นเหนียมอาย บ้างก็จดจ้องไม่วางตา มีแต่หลินซูเม่ยเท่านั้นที่ไม่คิดจะสนใจ แต่แล้วเหมือนนางเพิ่งจะนึกเรื่องสำคัญออก

‘ใช่แล้ว เดิมข้าตั้งใจจะเตือนองค์รัชทายาทเรื่ององค์ชายรองนี่นา เช่นนั้นนี่ก็เป็นโอกาสเหมาะไม่ใช่หรือ?’

คิดได้ดังนั้นหลินซูเม่ยจึงมองไปรอบ ๆ อาศัยตอนช่วงที่ไม่มีใครสนใจนางเพราะมุ่งความสนใจไปที่เหล่าบุรุษรูปงามทั้งสี่ นางรีบหยิบเอาพู่กันด้ามจิ๋วที่พกติดตัวไว้ออกมา เพียงแค่ดึงปลอกพู่กันออก ก็สามารถเขียนได้ทันทีโดยไม่ต้องจุ่มหมึก เนื่องจากหมึกที่ใช้เขียนก็อยู่ในปลอกนั้นแล้ว

จากนั้นนางก็รีบตวัดพู่กันเขียนข้อความลงบนผ้าเช็ดหน้าของตัวเอง สะบัดเบา ๆ รอให้หมึกแห้ง แล้วค่อยเก็บผ้าเช็ดหน้าเหน็บไว้ที่เอวตามเดิม รอจังหวะที่องค์รัชทายาทอยู่เพียงลำพัง แล้วค่อยลอบส่งให้เขา

แต่ทว่ารอแล้วรอเล่า องค์รัชทายาทก็ไม่ได้อยู่ตามลำพังเลยสักครั้ง “ข้าก็ช่างเลอะเลือนยิ่งนัก อีกฝ่ายเป็นถึงองค์รัชทายาทแล้วจะไปอยู่ตามลำพังได้อย่างไรกัน แต่อย่างไรข้าก็จะไม่ย่อท้อ” นางได้แต่บ่นให้กับตนเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป