บทที่ 6 ใช่ว่าจะต้องทำเอง

บทที่ 6

ใช่ว่าจะต้องทำเอง

เมื่อทุกคนได้ยินว่าที่แท้นางก็แค่ฝันร้ายเท่านั้น ก็ทั้งฉิวทั้งขัน แต่ก็อดพรู่ลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกไม่ได้

“โถ่เอ๊ย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง มา ๆ ฝันร้ายของเจ้า พี่ชายจะขอซื้อต่อเอง” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ล้วงหยิบมุกราตรีเม็ดเท่ากำมือเด็กขึ้นมาแล้วส่งให้น้องสาว  ‘แค่นี้พอจะซื้อฝันร้ายของเจ้าได้หรือไม่’

“พอเจ้าค่ะ มันเพียงพอจริงๆ”

หลินซูเม่ยยิ้มทั้งน้ำตา พี่ชายของนางก็ยังคงเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน อีกฝ่ายก็มักจะเอ็นดูและเอาใจใส่นางเสมอ หลินซูเม่ยมองใบหน้าของหลินวั่นเฉิง ก่อนจะกวาดตามองทุกคน

นางยังมีคำพูดมากมายอยากจะพูดกับพวกเขา ครานี้ตัวนางไม่อาจทำตัวเลอะเลือนเหมือนอย่างชาติที่แล้วได้อีกต่อไป

“ท่านพี่ มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากขอกับท่าน เราไปคุยกันที่ห้องสมุดของท่านพี่ได้หรือไม่” นางเอ่ยขึ้นกับพี่ชายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาๆ

หลินซูเม่ยยังไม่กล้าเอ่ยเรื่องนั้นต่อหน้าบิดามารดา จึงขอไปคุยกันกับเขาที่ห้องหนังสือของพี่ชายที่เรือนรองแทน

“ได้สิ งั้นเราไปที่เรือนของพี่กันเถอะ” หลินวั่นเฉิงพยักหน้าตอบรับ

“ท่านพ่อ ท่านแม่ เดี๋ยวลูกมานะเจ้าค่ะ” หลินซูเม่ยหันมาก้มหัวให้ท่านทั้งสอง แล้วเดินไปพร้อมพี่ชาย

ห้องสมุดตระกูลหลิน

“ไหนเจ้าว่ามา เจ้าอยากได้อะไร ข้าจะไปหามาให้” หลินวั่นเฉิงเอ่ยถามขึ้นเมื่อมาอยู่ในห้องสมุดกันเพียงสองคนพี่น้อง

“ข้าอยากได้คนของท่านไว้ใช้งานหน่อย” หลินซูเม่ยตอบกลับไปอย่างไม่มีอ้อมค้อม เพราะนางรู้ตัวดีกว่านางไม่มีเวลามากนัก

“หืม? หมายถึง?” หลินวั่นเฉิงขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย

“องครักษ์เงาของท่าน แค่คนที่ไว้ใจได้สักสองสามคนก็พอ”  นางเอ่ยเฉลยความต้องการของตนเอง

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพี่มีองครักษ์เงา เรื่องนี้แม้แต่ท่านพ่อกับท่านแม่ก็ยังไม่รู้”

หลินวั่นเฉิงเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ เรื่องที่เขาแอบลักลอบเลี้ยงองครักษ์เงาไว้ข้างกายนี้เป็นความลับสูงสุด เพราะขุนนาง ไม่ว่าจะเป็นบุ๋นหรือบู๊ ก็ไม่ควรมีกองกำลังเป็นของตัวเองเพราะอาจจะมีโทษตายจากข้อหาก่อกบฏได้

แต่ตัวเขาซุปเลี้ยงองครักษ์เงาเอาไว้แค่ไม่กี่คน ไม่อาจนับว่าเป็นกองกำลังได้ การที่เขาต้องมีองครักษ์ไว้ก็เพราะต่อให้ทหารในกองทัพสังกัดของเขาจะมีฝีมือเก่งกาจและจงรักภักดีแค่ไหน แต่อย่างไร เขาก็ยังอยากมีคนไว้คอยทำงานในที่ลับอยู่ดี

“ได้หรือไม่” หลินซูเม่ยถามขึ้นอีกเมื่อเห็นพี่ชายนิ่งไป

“เจ้าบอกพี่มาก่อน ว่าเจ้ารู้เรื่ององครักษ์เงาของพี่ได้อย่างไร” หลินวั่นเฉิงเอ่ยถามออกมาอย่างสงสัย

หลินซูเม่ยมองพี่ชายอย่างลังเล จะให้นางบอกนางได้ผูกคอตายไปแล้วและได้ย้อนอดีตกลับมาได้จริงๆ หรือ พี่ชายจะเชื่อนางจริง ๆ หรือส่วนเรื่ององครักษ์เงาของพี่ชายนั้น ที่นางรู้เป็นเพราะหลังจากที่นางแต่งงานแล้ว

พี่ชายก็ยกมือดีในองครักษ์เงาของเขาให้มาเป็นสินเดิมของนางหลายคน เขาให้นางพาองครักษ์เงาเหล่านั้นเข้าจวนองค์ชายรองไปด้วย เผื่อไว้สำหรับให้นางได้ใช้สอย เรียกได้ว่าทุกคนล้วนคิดเผื่อนางทั้งนั้น มีแต่นางที่โง่งมหลับหูหลับตาไม่รู้เรื่องอะไร

“ข้าแค่เดาเอาน่ะ ก็ท่านพี่ของข้าเป็นถึงรองแม่ทัพ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีคนไว้ใช้สอยสิ ข้าเดาถูกต้องหรือไม่” นางแสร้งทำหน้าซื่อ ๆ มองพี่ชายด้วยดวงตากลมใส

หลินหวั่นเฉิงจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเสียงดังออกมาอย่างพึงพอใจยิ่งรัก

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า พี่ปิดเสี่ยวซูไม่ได้จริง ๆ เจ้าช่างฉลาดรู้ความนัก ได้ ๆ พี่จะให้เจ้า ว่าแต่ แล้วเจ้าอยากได้คนไปทำอะไรล่ะ?” เขาตอบตกลงที่จะมอบองครักษ์มือดีให้แก่น้องสาว แต่ก็อดที่จะถามขึ้นไม่ได้

คราวนี้หลินซูเม่ยทำหน้าจริงจังขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่ต่างจากใบหน้า “ท่านพี่ ท่านอย่าเพิ่งถามอะไรข้าตอนนี้เลย ขอข้าสืบความให้แน่ใจก่อน พอถึงตอนนั้น ข้าจะบอกท่านทุกอย่าง”

นัยน์ตาของหลินวั่นเฉิงคล้ายมีประกายบางอย่างวาบผ่าน ก่อนจะคลี่ยิ้มมุมปาก แล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะของนางเบา ๆ “ที่แท้เสี่ยวซูของพี่ก็กลายเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ได้ พี่จะไม่ถามเจ้า แต่จะทำอะไรเจ้าก็ต้องระวังตัวให้ดี ๆ เข้าใจไหม?” เขาเอ่ยออกมาอย่างอ่อนโยน

“อื้ม พี่ใหญ่โปรดวางใจ เสี่ยวซูย่อมรู้หนักเบา” นางพยักหน้ารับคำสั่งสอนของพี่ชายด้วยรอยยิ้ม

“แล้วเจ้าอยากได้สักกี่คนกันล่ะ” เขาถามขึ้นมาอย่างใจดี

“ข้าขอสักสามคนได้หรือไม่เจ้าคะ”  นางทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับมา

“ฮ่า ๆ เอาเป็นว่าพี่ยกคนของพี่ให้เจ้าสิบคนก็แล้วกัน” หลินวั่นเฉิงหัวเราะออกมา ก่อนเอ่ยขึ้น

ที่จริงเขาอยากจัดมาให้เยอะกว่านี้ เพราะเกรงว่าน้องจะใช้งานไม่พอ แต่เผอิญว่าพวกที่เหลือฝีมือยังไม่ถึงขั้น กลัวว่าจะทำงานให้น้องสาวไม่สำเร็จ

“......” หลินซูเม่ยได้ยินว่าจะได้รับมอบองครักษ์เงาถึงสิบคนเท่ากับตอนที่ได้รับในวันแต่งงานก็รู้สึกหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก ทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ และเอ่ยขึ้นว่า “ขอบคุณท่านพี่มากเจ้าค่ะ”

จากนั้นหลินวั่นเฉิงก็เรียกองครักษ์เงาทั้งสิบคนให้มาพบ

องครักษ์เงาทั้งสิบที่หลิววั่นเฉิงเลือกมา ก็ยังเป็นสิบคนนั้นเมื่อชาติก่อน อาจเพราะพวกเขาฝีมือดีที่สุด และเป็นคนที่หลินวั่นเฉิงไว้วางใจให้มารับใช้หลินซูเม่ยที่สุด เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะตัวของนางเองก็รู้สึกคุ้นเคยกับพวกเขาเหล่านี้แล้ว จึงเรียกชื่อออกมาสามคน

“ต้าอวี่ โจวมู่ยวน หม่าเสี่ยวเปิง ข้าอยากให้พวกเจ้าสามคนไปสืบข่าวของจวนองค์ชายรองสักหน่อย ว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังคิดทำอะไร หรือลอบติดต่อกับใครบ้าง สืบอย่างลับ ๆ อย่าให้เขารู้ตัว เพราะว่าเขาเองก็มีองครักษ์เงาไว้ข้างกายเช่นกัน” หลินซูเม่ยออกคำสั่งกับทั้งสามคนทันที

“ทราบแล้วขอรับ”

ทั้งสามคนที่ถูกเรียกชื่อออกมาขานรับพร้อมกัน ก่อนที่พวกเขาจะเร้นกายหายไปจากตรงนั้น โดยไม่ได้สงสัยเลยสักนิดว่า หลินซูเม่ยรู้จักชื่อของพวกตนได้อย่างไรกัน

“ส่วนคนที่เหลือให้ไปคอยตามคุ้มกันข้าอย่างเงียบ ๆ ไว้มีอะไรเดี๋ยวข้าค่อยสั่งการอีกที” นางออกคำสั่งกับคนที่เหลือ

“ทราบแล้วขอรับ” ทั้งเจ็ดคนขานรับพร้อมกันจากนั้นก็เร้นกายหายไปทันที สมกับได้ขึ้นชื่อว่าองครักษ์เงา

จากนั้นหลินซูเม่ยก็กลับมายังที่โต๊ะ ก่อนจะหยิบพู่กันกับกระดาษขึ้นมาเรียบเรียงความทรงจำ

“กงล้อชะตากรรมของข้าเริ่มตั้งแต่วันที่ข้าขอท่านพ่อท่านแม่เพื่อไปดูละครเร่ที่ตลอด ตอนนั้นข้าก็ได้เจอกับองค์ชายรองที่นั่น เช่นนั้นหากต้องการพลิกชะตา ข้าก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะเจอกับเขา ไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในแผนของอีกฝ่าย ข้าเป็นเพียงแค่สตรีตัวเล็ก ๆ ไม่มีแม้แต่แรงมัดไก่ด้วยซ้ำ คงไม่อาจสู้รบกับอีกฝ่ายได้ แต่ในเมื่อข้าได้สาบานไว้แล้วว่าจะทำให้เขาได้อยู่ไม่สู้ตาย เช่นนั้นก็ต้องหาทางทำอะไรสักอย่าง”

หลินซูเม่ยเอ่ยออกมากับตนเองเหมือนกำลังทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น และทำท่าครุ่นคิดไปด้วย

“จริงสิ! ถึงข้าไม่มีเรี่ยวแรง แต่ก็ใช่ว่าจะยืมมือคนอื่นไม่ได้นี่? ตอนนี้องค์ชายรองยังไม่มีทั้งคนหนุนหลังและอำนาจ ยังเป็นแค่สิงโตวัยเยาว์ที่เขี้ยวเล็บยังไม่แหลมคม เช่นนั้นก็น่าจะจัดการง่ายดายใช่หรือไม่?”

นางบ่นพึมพำออกมาพร้อมยกยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป