บทที่ 8 พบเจอแม่ทัพเสวี่ย

บทที่ 8

พบเจอแม่ทัพเสวี่ย

“ปกติเจ้าก็เข้าออกห้องหนังสือนี่โดยไม่เคยขออนุญาต แล้วเหตุใดวันนี้จู่ ๆ ถึงได้เกิดรู้จักมารยาทขึ้นมาเล่า” รองแม่ทัพหนุ่มเอ่ยหยอกล้อน้องสาวขำ ๆ ทำเอานางต้องพองแก้มใส่

“นี่ท่านพี่หาว่าข้าไม่มีมารยาทหรือ” นางเอ่ยขึ้นอย่างมีแง่งอน

ไม่ใช่ ๆ ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น ว่าแต่เจ้ามาหาพี่มีธุระอะไร?”

“พอดีช่วงนี้ข้ารู้สึกเบื่อ ๆ เลยมาหาท่านพี่น่ะ มาดูว่าช่วงนี้ท่านพี่ได้รับเทียบเชิญจากที่ใดบ้าง เผื่อว่าข้าจะได้ติดสอยห้อยตามไปเที่ยวเล่นด้วย” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนที่เคยเอ่ยกับท่านพี่ของนาง

เมื่อได้ฟัง หลินวั่นเฉิงยิ่งเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

“ปกติเจ้าไม่ชอบงานสังสรรค์ประเภทนี้ไม่ใช่หรือ? เหตุใดคราวนี้ถึงอยากไป”

“ข้าก็แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศก็เท่านั้น บางทีได้ไปคบค้าสมาคมกับคนหนูตระกูลสูงศักดิ์บ้าง ก็นับว่าไม่เลว อย่างไรข้าก็ใกล้ถึงวัยปักปิ่นแล้ว เดี๋ยวพอถึงตอนนั้นแล้ว หากข้าส่งเทียบเชิญออกไป แต่กลับไม่มีใครมา ข้าจะไม่ขายหน้าแย่หรือ” หลินซูเม่ยหาข้ออ้างมาเอ่ยกับพี่ชายได้อย่างลื่นไหล

“บุตรสาวของท่านราชครูส่งเทียบเชิญ จะมีใครกล้าไม่ไว้หน้าเจ้า จริงสิ พอเจ้าเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาพี่ก็เลยนึกออก พรุ่งนี้ที่จวนของเจิ้งกั๋วกงมีงานสำคัญ หากว่าเจ้าจะไปกับพี่ก็เตรียมตัวให้ดี” หลินวั่งเฉิงนึกถึงเทียบเชิญที่ถูกส่งมาก็เอ่ยขึ้นก่อนจะหันไปที่โต๊ะหนังสือเพื่อค้นหาเทียบเชิญ

พอได้ยินว่าเป็นเทียบเชิญจากจวนของเจิ้งกั๋วกง หลินซูเม่ยพลันชะงักไปทันที เนื่องจากจวนเจิ้งกั๋วกง ก็คือคนของสกุลเสวี่ย ตระกูลที่นางลากไปให้ล่มสลายพร้อมกับตระกูลหลินของนางนั่นเอง

หลินวั่งเฉิงรื้อหาเทียบเชิญอันนั้นจนพบก่อนจะส่งให้กับน้องสาว แต่กลับเห็นนางได้แต่ยืนนิ่งไม่ยื่นมือมารับแต่แต่อย่างใด จึงเอ่ยเรียกออกไป “เสี่ยวซู เสี่ยวซู เจ้าได้ยินพี่หรือไม่”

“เอ๊ะ ท่านพี่มีอะไรหรือเจ้าคะ” หลินซูเม่ยได้สติคืนกลับมาจากเสียงเรียกของท่านพี่ก็เอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

“พี่เรียกเจ้าอยู่นาน เจ้าก็ไม่ยอมตอบ เอ้านี่เทียบเชิญของจวนเจิ้งกั๋วกง พรุ่งนี้พวกเขาจะจัดพิธีสวมกวาน[1]ให้กับแม่ทัพเสวี่ยลู่หยาง บุตรชายคนโตของอดีตแม่ทัพเสวี่ยโหรวซวน พี่ตั้งใจว่าจะไป แล้วเจ้าเล่า จะไปด้วยกันหรือไม่” รองแม่ทัพหลินเอ่ยบอกถึงรายละเอียดในเทียบเชิญให้น้องสาวตัวน้อยรับรู้

หลินซูเม่ยรับมาดู นิ้วมือเรียวสวยลูบไล้ไปยังอักษร ‘เสวี่ย’ อย่างใจลอย หลินวั่นเฉิงเหลือบมองน้องสาว ที่ไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ เขาค่อยถอนหายใจออกมาแล้วเอ่ย “หากเจ้าไม่อยากไป เช่นนั้นก็...”

“ไม่ ข้าจะไป! ท่านพี่ข้าจะไปกับท่านด้วย!” หลินซูเม่ยรีบตอบรับทันที ไม่ว่ายังไงนางก็ต้องไปงานนี้ เพราะนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นางจะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อห้าปีก่อน

จวนสกุลเสวี่ย

รถม้าคันใหญ่แล่นมาจอดที่หน้าจวนของเจิ้งกั๋วกง หลินวั่นเฉิงขยับลงจากรถม้าไปก่อน แล้วไปยืนรอน้องสาวอยู่ด้านนอก นางค่อย ๆ เลิกม่านออกมา ก่อนจะก้าวลงมาช้า ๆ โดยมีพี่ชายช่วยประคอง

ด้วยรูปโฉมที่งดงามตรึงใจของนาง ทำให้เหล่าบรรดาคุณชายจากตระกูลสูงศักดิ์ต่างพากันให้ความสนใจไม่น้อย หลินซูเม่ยไม่ได้สนใจสายตาของคนเหล่านั้น ราวกับนางได้ลืมจุดประสงค์เดิมในการมาที่นี่ไปแล้วด้วยซ้ำ นางก้าวตามหลังพี่ชายเข้ามาด้านใน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ จวนสกุลเสวี่ย

‘นี่หรือจวนสกุลเสวี่ย ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก’ นางได้แต่นึกในใจอย่างอดสูและเศร้าสร้อย

ทันใดนั้นภาพเหตุการณ์เลือดสาดก็ฉายเข้ามาในความทรงจำของนางเป็นฉาก ๆ เสียงคมดาบของเพชฌฆาตที่ฟันฉับลงบนคอของพวกเขาคนแล้วคนเล่า ศีรษะที่กลิ้งตกพื้น ดวงตาที่ไม่อาจปิดสนิทเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมเบิกโพลงจ้องมองมาที่นาง

‘ไม่ ไม่นะ’ หลินซูเม่ยเผลอส่ายหน้าพร้อมกับก้าวถอยหลังอย่างลืมตัว รู้สึกร่างกายโงนเงนจวนจะล้ม

แต่แล้วก็มีมือข้างหนึ่งยื่นเข้ามาโอบประคองนางเอาไว้ หลินซูเม่ยเหลือบสายตาคู่สวยขึ้นมอง ก็สบเข้ากับดวงตาสีดำคมเข้มดุจหยดหมึกที่จ้องนางอยู่เช่นกัน ทั้งสองสบประสานสายตากัน ราวกับว่าจู่ ๆ ก็ถูกหยุดเวลาเอาไว้ และที่นี่มีเพียงสองคน

เหตุการณ์นี้ช่างคล้ายเหลือเกิน คล้ายกับตอนที่นางได้เจอกับองค์ชายรองครั้งแรก พลันเสียงของกงล้อบางอย่างค่อย ๆ เคลื่อนหมุน เมื่อหลินซูเม่ยได้คิดทบทวนดู นางก็นึกออกในทันทีว่า นี่เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่นางได้เจอกับฉีเยี่ยนจื่อเมื่อห้าปีก่อน

‘บังเอิญหรือ หรือว่า...’ นางได้แต่ถามตัวเองในใจ ความสับสนลังเลใจเริ่มคืบคลานเข้ามา

“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”

น้ำเสียงทุ้มต่ำและฟังดูผ่อนคลาย ราวกับมีมนต์สะกดทำให้หลินซูเม่ยอดรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมาในอกไม่ได้

‘หวังว่าทุกอย่างจะไม่ซ้ำรอยเดิม’ นางได้แต่ภาวนาอยู่ในใจ “คารวะท่านแม่ทัพเสวี่ย” หลินวั่นเฉิงที่หันมาเห็นเหตุการณ์นี้เข้าพอดี รีบเข้ามาแยกทั้งสองออกจากกัน เพราะคิดว่าน้องสาวของตัวเองไปเผลอล่วงเกินอะไรอีกฝ่ายเข้าหรือไม่ ก่อนที่เขาจะรีบคารวะอีกฝ่าย พร้อมกับเอ่ยขออภัยแทนน้องสาว

“ท่านแม่ทัพเสวี่ยโปรดให้อภัยด้วย หากน้องสาวข้าล่วงเกินให้ท่านรำคาญใจ ขออภัยด้วยขอรับ” เขาเอ่ยออกมาอย่างนอบน้อม

แต่ทว่าเสวี่ยลู่หยางกลับไม่แม้แต่จะผินหน้าไปมองเขาเลยแม้แต่น้อย สายตาของเขายังจับจ้องอยู่กับหญิงสาวตรงหน้าเพียงคนเดียว

“หากว่าเจ้าไม่สบาย จะเข้าไปพักข้างในก่อนหรือไม่” เขาเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอ่อนโยนยิ่งนัก ขัดกับหน้าตาที่เคร่งขรึมของตน

“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” หลินซูเม่ยค่อย ๆ ดึงสติของตัวเองกลับมาได้ เมื่อได้ยินคำถามและแรงบีบแขนจากพี่ชายที่ยืนโอบประคองนางอยู่

ที่แท้คนคนนี้ก็คือแม่ทัพเสวี่ยลู่หยางคนนั้น ชีวิตที่แล้วนางไม่เคยมีโอกาสได้เจออีกฝ่าย แค่เคยได้ยินชื่อเท่านั้น

“อื้ม ไม่เป็นไรก็ดี” น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มยังคงนุ่มทุ้มเช่นเคย ซึ่งแตกต่างไปจากยามปกติ ที่จะมีน้ำเสียงเข้มเด็ดขาดสมกับตำแหน่งแม่ทัพ

แต่เดิมเสวี่ยลู่หยางเป็นคนที่ค่อนข้างเย็นชาเข้าถึงยาก อายุแค่สิบสี่ก็หยิบทวนถือดาบเข้ากองทัพไปเป็นแนวหน้าในการปราบกบฏ เนื่องจากเคี่ยวกรำอยู่ในสนามรบมานาน กลิ่นอายที่อีกฝ่ายแผ่ออกมาจึงค่อนข้างดุดันน่าเกรงขาม

แต่พอหลินวั่นเฉิงได้เห็นปฏิกิริยาที่อีกฝ่ายปฏิบัติต่อน้องสาวของเขาแล้ว ก็ให้ความรู้สึกราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ

‘นี่ท่านแม่ทัพเสวี่ยคงไม่ได้...’ หลินวั่นเฉิงได้แต่คิดอย่างตื่นตกใจ

ถึงแม้จะแปลกใจสงสัย แต่เขาก็ไม่อาจกระทำเรื่องเสียมารยาทได้

“อ่อ..ท่านแม่ทัพเสวี่ย นี่คือหลินซูเม่ยน้องสาวของข้าเองขอรับ เสี่ยวซูท่านนี้คือท่านแม่ทัพใหญ่เสวี่ยลู่หยาง เจ้าคารวะท่านหรือยัง”

หลินวั่นเฉิงได้เริ่มทำการแนะนำน้องสาวของตนเองให้อีกฝ่ายได้รู้จัก

“คารวะท่านแม่ทัพใหญ่เสวี่ยลู่หยางเจ้าค่ะ” หลินซูเม่ยย่อตัวลงคารวะเสวี่ยลู่หยางอย่างมีมารยาท

“ตามสบายเถอะแม่นางหลิน” เสวี่ยลู่หยางยกมือขึ้นให้นางยืนตามสบาย จากนั้นทั้งสองจึงได้พูดคุยทำความรู้จักกัน

“ข้า....” แม่ทัพใหญ่กำลังจะเอ่ยอะไรออกมา แต่ทันใดนั้น

“ท่านแม่ทัพขอรับ องค์รัชทายาทฉีรุ่ยซิงกำลังเสด็จมาถึงแล้วขอรับ” บ่าวเฝ้าประตูจวนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงาน

“อย่างนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน หวังว่าเราคงมีโอกาสได้สนทนากันอีกนะ ซูเม่ย” กล่าวจบเสวี่ยลู่หยางจึงจำต้องผละจากนางเพื่อไปรับเสด็จองค์รัชทายาท

[1] การสวมกวานนั้น เป็นพิธีที่แสดงสัญลักษณ์ของความเป็นผู้ใหญ่ โดยผู้ชายจะเข้ารับพิธีสวมกวานก็ต่อเมื่ออายุครบ 20 ปี ซึ่งจะเป็นสิ่งเตือนใจว่าเขาเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป