บทที่ 9 ศัตรูคู่แค้น
บทที่ 9
ศัตรูคู่แค้น
ทันทีที่ได้ยินว่าองค์รัชทายาทเองก็มาที่นี่ หลินซูเม่ยจึงได้หันไปมอง ก็เห็นฉีรุ่ยซิงเดินเข้ามาพอดี ตอนที่อีกฝ่ายหันมาเห็นสองพี่น้องสกุลหลินยืน อยู่ก็พยักหน้าให้ยิ้ม ๆ เป็นเชิงทักทาย ทั้งคู่จึงรีบเดินเข้าไปหาพร้อมทั้งถวายพระพรอย่างนอบน้อม
“ข้าน้อยหลินซูเม่ยขอถวายพระพรองค์รัชทายาทฉีรุ่ยซิงเพคะ” นางย่อตัวลงต่ำสุดเพื่อทำความเคารพพี่ชายที่มีศักดิ์สูงส่ง“พวกเจ้าไม่ต้องมากพิธีทำตัวตามสบายเถอะ วันนี้เราแค่มาร่วมแสดงความยินดีกับท่านแม่ทัพเสวี่ยในพิธีสวมกวานก็เท่านั้น”
ฉีรุ่ยซิงกล่าวกับสองพี่น้องตระกูลหลินอย่างอ่อนโยน“ถวายพระพรองค์รัชทายาทฉีรุ่ยซิง พ่ะย่ะค่ะ / เพคะ”
เจิ้งกั๋วกงและฮูหยินใหญ่ที่ได้ยินว่าองค์รัชทายาทเสด็จก็รีบร้อนเข้ามาต้อนรับเช่นกัน จากนั้นก็เชิญเสด็จเข้าไปภายในงาน
หลินซูเม่ยจ้องมองคนพวกนี้ที่อยู่เบื้องหน้าของนาง ในลำคอก็รู้สึกราวกับมีก้อนสะอึกมาจุกเอาไว้ชีวิตที่แล้วนางได้ติดค้างผู้คนเอาไว้มากมายเหลือเกิน แต่โชคยังดีจริง ๆ ที่ตอนนี้พวกเขายังมีชีวิตอยู่ โชคดีจริง ๆ
ระหว่างที่นางยืนมองตามหลังพวกไป ก็พลันได้ยินเสียงบ่าวรับใช้เอ่ยรายงานขึ้นว่า
“นายท่านขอรับ องค์ชายรองมาถึงแล้วขอรับ”นางมองไปที่ประตูจวนก็เห็นบุรุษแสนชั่วช้าคนนั้นกำลังเดินเข้ามาภายในจวน “ฉีเยี่ยนจื่อ เจ้าคนชั่วช้า ข้าจะขัดขวางเจ้าในทุกทาง”
นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนนั้น วันหนึ่ง จู่ ๆ นางก็บังเอิญไปได้ยินเรื่องที่องค์ชายรองฉีเยี่ยนจื่อคุยกันคนสนิทของตัวเองที่ห้องหนังสือเรื่องที่ว่าฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เขาไปปราบพวกซยงหนู[1] ที่อยู่แดนเหนือ แต่เพราะองค์รัชทายาทไม่ยอมมอบตำราพิชัยสงครามแก่เขา รวมไปถึงแผนที่ของแดนเหนือ
“ถ้าใครหาตำราพิชัยสงครามและแผนที่แดนเหนือมาให้แก่ข้าได้ ข้าจะมีรางวัลให้อย่างงามและจะถือว่าเป็นผู้ที่ควรยกย่องที่สุด”
นั่นคือกล่าวขององค์ชายรองที่นางได้ยินและทำให้นางคิดจะช่วยสวามีเพื่อให้ได้เป็นที่รักและโปรดปรานของเขา
หลินซูเม่ยที่มีใจอยากจะช่วยอีกฝ่าย จึงแอบกลับไปที่จวน ตระกูลหลินเพราะนึกขึ้นได้ว่าพี่ชายของนางเองก็มีแผนที่และตำราพิชัยสงครามนั่นอยู่ ซึ่งแต่เดิมเป็นของตระกูลเสวี่ย แต่ตระกูลเสวี่ยกลับยกให้กับพี่ชายของนางดูแลชั่วคราว หลินซูเม่ยจึงแอบไปเอาสองอย่างนั้นที่อยู่ในห้องลับของพี่ชายมามอบให้กับสวามี
“ท่านพี่ ข้าขอมอบตำราพิชัยสงครามและแผนที่แดนเหนือให้ท่านเพคะ” นางส่งมอบของสองสิ่งให้กับเขาพร้อมกับรอยยิ้ม
“เสี่ยวซู เจ้าช่างดีกับพี่เสียเหลือเกิน พี่ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยงานการศึกของพี่เช่นนี้” ฉีเยี่ยนจื่อขอบคุณนางที่รักและไว้ใจเขา
“เพคะ ท่านพี่” นางยิ้มรับอย่างยินดียิ่งนัก
โดยที่ตัวของนางไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ได้กระทำลงไปนั้นไม่ต่างจากการยื่นดาบให้องค์ชายรองสังหารครอบครัวตัวเอง เพราะตำราพิชัยสงคราม และแผนที่นั้น ถูกส่งต่อไปยังแคว้นฉู่
หลังจากที่ปราบพวกซยงหนูเสร็จไม่นาน แคว้นฉู่ก็ได้ส่งราชทูตมาต่อรองขอแบ่งดินแดน ทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้วอย่างหนัก คิดว่าต้องมีไส้ศึก ไม่ก็สายลับแอบลักลอบส่งข่าวให้กับพวกนั้นแน่ ๆ จึงสั่งให้คนไปสืบ แล้วก็พบว่าทางฝ่ายของแคว้นฉู่นั้นได้ตำราพิชัยสงครามและแผนที่แดนเหนือซึ่งรองแม่ทัพหลิน สังกัดของแม่ทัพเสวี่ยทำการเก็บรักษาไว้ ไปไว้ในมือเรียบร้อยแล้ว ทำให้พวกขุนนางที่สนับสนุนฝั่งองค์ชายรองต่างก็ยื่นฎีกาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน
ฝ่าบาทจึงมีรับสั่งให้คุมตัวคนของสกุลหลินและสกุลเสวี่ยมาขังเอาไว้ที่คุกหลวงเป็นการชั่วคราว แล้วให้ไปตรวจค้นที่จวนให้ละเอียด แล้วก็ได้พบกับหลักฐานสำคัญ ซึ่งเป็นจดหมายลับที่ใช้ติดต่อกับรัชทายาทของแคว้นฉู่ เพื่อร่วมกันก่อกบฏ โดยจดหมายลับฉบับที่ว่าได้ซุกซ่อนอยู่ในห้องลับของหลินวั่นเฉิง
หนำซ้ำในนั้นยังมีจดหมายที่เป็นลายมือของแม่ทัพเสวี่ยปะปนอยู่ด้วย ใจความคือให้หลินวั่นเฉิงรวบรวมกองทัพทั้งประจิมและบูรพาเข้าด้วยกัน เพื่อปิดล้อมวังหลวง ส่วนเขาจะเป็นฝ่ายนำทัพทางฝั่งทักษิณและหรดีเอง
เรียกได้ว่านี่เป็นหลักฐานสำคัญที่มัดตัวตระกูลเสวี่ย และตระกูลหลินอย่างแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด สุดท้ายทั้งสองตระกูลจึงต้องจบชีวิตลงด้วยการนองเลือด องค์รัชทายาทเองก็พลอยติดร่างแห ถูกปลดออกจากตำแหน่ง สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตด้วยการถูกประหารเช่นเดียวกัน
หลินซูเม่ยจ้องมององค์ชายรองที่ทักทายพูดคุยกับคนอื่นอย่างสนิทสนมไม่ถือตัว ดวงตากระจ่างสดใสคล้ายกับเป็นองค์ชายน้อยที่ใสซื่อบริสุทธิ์ไร้พิษสง หากว่าหลินซูเม่ยไม่ได้รู้โฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายอยู่ก่อนแล้ว นางก็คงจะหลงเชื่อ เหมือนตัวนางในชีวิตที่แล้วเป็นแน่
หากแต่ตอนนี้ดวงตาของนางวาวโรจน์ฉายชัดถึงความโกรธแค้นชิงชังที่มีต่อฉีเยี่ยนจื่อ จนเผลอกำหมัดแน่น ปล่อยจิตสังหารออกมา นางอยากจะดึงปิ่นปักผมของตัวเอง แล้วไปเสียบแทงตรงกลางอกของเขา
“ข้าอยากเห็นเหลือเกิน ว่าเลือดที่ไหลออกจากหัวใจของเจ้าเป็นสีแดงหรือว่าสีดำกันแน่! ฉีเยี่ยนจื่อ” หลินซูเม่ยพูดน้ำเสียงลอดริมฝีปากเรียวสวยออกมา สายตาจ้องมองไปที่ชายคนนั้น
ฉับพลันเสวี่ยลู่หยางซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากนางเท่าใดนัก ได้เหลือบตาขึ้นมามอง ตัวเขาอยู่ในสนามรบมานาน ย่อมสัมผัสได้ถึงจิตสังหารนี้ เขารู้ว่าจิตสังหารอันรุนแรงนี่ของหลินซูเม่ย ไม่ได้บ่งชี้มาที่ตัวเขา แต่เป็นผู้มาเยือนอย่างองค์ชายรองต่างหาก เขาไม่รู้ว่าเหตุใดนางถึงได้มีความแค้นต่ออีกฝ่ายจนถึงกับอยากจะฆ่าให้ตายนัก แต่หากนางยังเอาแต่จ้ององค์ชายรองเช่นนี้ ช้าเร็ว อีกฝ่ายย่อมรู้ตัวก่อนเป็นแน่
‘นางคิดแค้นอันใดกันแน่ จิตสังหารถึงช่างรุนแรงยิ่งนัก ถ้าล่วงรู้ถึงคนที่นางประสงค์จะส่งไปถึง จะต้องเกิดเรื่องร้ายแรงเป็นแน่’
คิดได้ดังนั้นเสวี่ยลู่หยางจึงขยับเอาตัวเองมายืนขวางหน้าระหว่างฉีเยี่ยนจื่อกับหลินซูเม่ย
เมื่อเห็นว่าข้างหน้าเป็นแผ่นหลังแข็งแกร่งของใครบางคน หญิงสาวก็ได้แต่มองอีกฝ่ายอย่างงุนงง ไม่นานนางก็ได้สติกลับมา
[1] ซยงหนู เป็นชนเผ่านอกด่านในสมัยจีนโบราณ ใช้ชีวิตเร่ร่อนไปตามเขตทุ่งหญ้าของมองโกเลีย ชำนาญการสู้รบบนหลังม้า
