บทที่ 4 ไม่มีคำว่าเลิก
ตอนที่4 ไม่มีคำว่าเลิก
ฟาร์ม
วันนี้เป็นวันที่วิกกี้ออกจากโรงพยาบาล ซึ่งสองวันที่วิกกี้อยู่ที่นี่ก็เป็นผมที่เฝ้าเธอด้วยตัวเอง อย่างน้อยเธอก็รุ่นน้องที่สนิทของผม ส่วนเรื่องขาของเธอก็ไม่แค่แพลงอย่างเดียว แต่ว่ากระดูกข้อเท้าร้าวเลยต้องนอนดูอาการอีกคืน
“พี่ฟาร์มมาเฝ้ากี้แบบนี้แล้วพี่ไพลินจะคิดยังไงคะ” วิกกี้ถามผมออกมาอย่างไม่สบายใจถึงไพลินระหว่างที่ผมขับรถไปส่งเธอที่คอนโด
ซึ่งมันเป็นคำถามที่ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตอบยังไง เพราะตั้งแต่เกิดเรื่อง ผมก็ยังไม่ได้เจอและคุยกับไพลินเลยสักนิด แต่ที่สบายใจอยู่ได้ก็เพราะเห็นว่าเธอมีเพื่อนสนิทอย่างไอ้ก้องภพอยู่ด้วย อีกทั้งมันคงไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นร้ายแรงขนาดนั้นผมเลยคิดว่ารอได้
“ไม่ต้องห่วง ลินคงเข้าใจได้” ถึงแม้ว่าผมจะไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าเธอจะเข้าใจอย่างที่พูดออกไป แต่ผมก็เลือกที่จะตอบวิกกี้ออกไปแบบนั้นเพื่อไม่ให้วิกกี้ต้องคิดมากหรือรู้สึกผิดไปด้วย
“กี้ขอโทษนะคะ ที่ทำให้พี่ฟาร์มเสียเวลาแบบนี้” แล้ววิกกี้ก็ขอโทษออกมาอย่างรู้สึกผิดทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเธอเลยสักนิด
“มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอก” ผมบอกวิกกี้ออกไปอย่างเข้าใจดีกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ให้เธอคิดมากกับสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด
ไม่นานผมขับรถต่อจนมาถึงคอนโดของเธอ ผมเลยลงพาวิกกี้มาส่งบนห้องเตรียมของไว้ข้างหัวเตียงให้เธอนิดหน่อยจะได้ไม่ต้องเดินมากในระหว่างนี้
“จะเรียกให้คนที่บ้านมาอยู่เป็นเพื่อนไหม” ผมถามเธอออกไปด้วยความเป็นห่วงไม่อยากให้เธออยู่คนเดียวเพราะการเดินเหินของเธอยังไม่สะดวกเท่าไหร่และควรมีคนอยู่เป็นเพื่อน
“ไม่ดีกว่าค่ะ ถ้าพ่อแม่รู้เรื่องเดี๋ยวก็เป็นเรื่องใหญ่อีก” วิกกี้ตอบกลับมาพร้อมเหตุผลที่ผมพอจะเข้าใจได้ และผมก็พอรู้จักครอบครัววิกกี้ผ่านๆ บ้างแต่ก็ไม่ได้รู้จักกันดีขนาดนั้น
“งั้นเดี๋ยวฉันกลับก่อนนะ มีอะไรโทรหาฉันทันที แล้วจะมาเยี่ยมใหม่” ถึงแม้ว่าผมจะเป็นห่วงวิกกี้อยู่ไม่น้อย แต่ผมก็เป็นห่วงไพลินไม่น้อยเหมือนกันเลยต้องเลือกจะกลับห้องตัวเองไปก่อน และไม่รู้ว่าป่านนี้เธอเป็นยังไงบ้าง ยังไงก็ต้องไปดูให้เห็นกับตาตัวเองก่อนเพื่อความสบายใจ
“ค่ะ พี่ฟาร์มไปเถอะไม่ต้องห่วงกี้” วิกกี้บอกผมอย่างเข้าใจด้วยรอยยิ้มไม่เรื่องมากและไม่ได้รั้งอะไรผมไว้อย่างคนคุยง่ายเข้าใจกันได้
และเมื่อผมเห็นว่าไม่มีอะไรหน้าห่วงแล้วผมก็เลยออกจากห้องเธอมา มุ่งหน้าไปที่คอนโดตัวเองเพราะคิดว่าไพลินคงจะอยู่ที่นั่น
คอนโด...
พอมาถึงผมก็รีบขึ้นห้องมาอย่างรีบร้อน อีกทั้งเตรียมคำอธิบายที่ฟังขึ้นให้ไพลินได้ฟัง เพราะผมรู้ว่ายังไงเธอก็ต้องชวนผมทะเลาะเรื่องนี้แน่นอน
แอดดด! พอเปิดประตูห้องเข้ามากลับกลายเป็นห้องที่เงียบสงัดเหมือนไม่มีคนอยู่
“ลิน” ผมเรียกหาไพลินออกมาก่อนจะเดินเข้าออกตามห้องต่างๆ เพื่อหาเธอที่ไม่เห็นในห้องนั่งเล่นและห้องนอน แต่สุดท้ายกลับไร้เสียงตอบรับและไม่เห็นไพลินอยู่สักที่ในห้องนี้อย่างที่คิด
แล้วเธอไปไหนกัน? หรือจะออกไปหาเพื่อน และถ้าใช่ก็คงไม่ใช่ไอ้ก้องภพหรอกนะ
เมื่อผมคิดได้แบบนั้นมันก็ทำให้ผมสบายใจขึ้นเพราะการที่เธอไม่อยู่ห้องก็แปลว่าเธอไม่ได้เป็นอะไรมาก ก่อนจะเดินไปรินน้ำในครัวมากินแล้วเดินมานั่งที่โซฟาห้องนั่งเล่น แต่แล้วสายตาของผมกลับไปโฟกัสกับการ์ดแผ่นสีเหลี่ยมใบหนึ่งบนโต๊ะหน้าโซฟา
“หมายความว่ายังไง?” ผมหยิบคีร์การ์ดห้องตัวเองที่ปกติใบนี้มันเป็นของไพลินขึ้นมาดูอย่างร้อนใจและไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องแต่งตัวอีกครั้งแล้วเปิดตู้เสื้อผ้าดู
และมันก็ชัดเจนเลยครับ เพราะตอนนี้ในตู้เสื้อผ้ามันไม่มีเสื้อผ้าและของใช้ของไพลินอยู่เลยแม้แต่ชุดเดียว ไม่สิ ยังเหลือชุดที่ผมเป็นคนซื้อให้เธอที่เธอไม่ได้เอาไปด้วย ส่วนอะไรที่เป็นของทุกอย่างที่เป็นของเธอไม่ได้มากจากผม เธอเอาไปหมดยกเว้นของที่ผมซื้อให้ เธอไม่เอาอะไรไปสักอย่าง
“หึ! เธอคิดจะหนีฉันไปจริงๆ เหรอ” ไม่รู้ว่าผมควรจะดีใจหรือว่าเสียใจกับการกระทำนี้ของไพลิน
ถ้าพูดตามตรงผมก็รู้สึกหดหู่ใจและเสียใจเหมือนกันเพราะผมรักเธอ ถึงไพลินจะงี่เง่าไปบ้างแต่เธอไม่เคยหนีปัญหา เธอพร้อมจะพุ่งชนตลอด มันเลยทำให้ผมรู้ว่าครั้งนี้เธอจะไปจากผมจริงๆ
แต่อีกใจหนึ่งผมกลับรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้างเหมือนกันที่ผมจะได้ทำตามใจตัวเอง คือการเล่นสนุกกับใครก็ได้โดยไม่ต้องทะเลาะกับไพลินอีก และเพื่อความสบายใจของไพลินเธอจะได้ไม่ต้องทุกข์ใจกับการกระทำของผม
แล้วเมื่อถึงเวลาที่ผมพอใจเมื่อไหร่ก็ค่อยไปตามเธอกลับมา เพราะถึงยังไงผมก็ปล่อยไพลินไปง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้ อย่าลืมว่าเธอเป็นเมียผมและเธอท้องด้วย ผมเป็นห่วงทั้งสองคนเหมือนกันนั่นแหละ
(เออ ว่าไง) เสียงไอ้เติ้ลถามผมออกมาทันทีที่รับสายจากผม เพราะผมโทรหามันเองแหละ เพื่อความสบายใจ อย่างน้อยผมก็ต้องรู้เรื่องของไพลินก่อนว่าเธอสบายดี
“มึงพอจะรู้ไหมว่าลินอยู่ไหน” ผมถามเพื่อนตัวเองออกไปอย่างน่าขำไม่น้อย
แต่ที่ผมถามมันไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะไอ้เติ้ลเป็นสายรหัสไอ้ก้องภพถึงผมจะไม่ชอบขี้หน้าไอ้ก้องภพ แต่ด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบของรุ่นพี่ทำให้ไอ้เติ้ลมันก็รักสายรหัสของมัน ไม่ได้เกลียดเหมือนที่ผมเป็นและผมก็ไม่ได้ว่าอะไรมัน
(มึงโทรมาถามเรื่องเมียตัวเองกับกูนี่เหรอ?) ไอ้เติ้ลถามกลับมาด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่พอใจเท่าไหร่และเย้ยหยันใส่ผมอย่างฟังได้ชัด
“ลินหนีกูไป” ผมตัดสินใจบอกมันออกไปตรงๆ อย่างไม่ปิดบังถึงเหตุผลที่ผมต้องไปถามมัน ซึ่งพูดแค่นี้มันก็พอจะเดาได้แหละว่าผมคงหมายถึงว่ามันรู้เรื่องอะไรจากไอ้ก้องภพบ้าง ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องรู้ไม่มากก็น้อย
(สมควรที่ลินจะหนีมึงไป มึงไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา มึงไม่รู้เรื่องเลยเหรอว่าลินแท้ง!) แล้วไอ้เติ้ลก็ต่อว่าผมออกมาก่อนจะบอกบางอย่างให้ผมได้รับรู้ออกมาด้วยอารมณ์โกรธเคืองเสียงแข็ง ถึงแม้ว่ามันไม่ได้สนิทกับลินมาก แต่มันก็รู้จักลินพอสมควร และมันก็ไม่ได้ชอบการกระทำของผมด้วย
“มึง... ว่าอะไรนะ” แล้วสิ่งที่ผมไม่ได้ตั้งตัวและคิดเผื่อไว้สักนิดกลับกระแทกเข้าหูผมอย่างไม่ได้ตั้งตัว สิ่งที่ไอ้เติ้ลมันบอกผมเมื่อกี้ มันทำให้ผมหูอื้อไปชั่วขณะและไม่คิดว่าตัวเองฟังถูกแล้ว เลยต้องถามมันกลับไปใหม่อีกครั้งให้แน่ใจ
(หึ! สมใจมึงแล้วสิที่จะได้ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไปน่ะ!) ไอ้เติ้ลไม่ได้ตอบกลับมาแต่แค่นเสียงใส่ผมระหว่างพูดเหมือนกับว่ายินดีกับเรื่องราวที่เป็นใจให้ผม ก่อนจะวางสายผมไปทันทีที่พูดจบอย่างไม่คิดอธิบายอะไรเพิ่ม
ถึงมันจะเป็นเพื่อนผมแต่ใช่ว่ามันจะเข้าข้างผมทุกเรื่อง อีกอย่างถึงได้เติ้ลมันจะเลวไม่ต่างจากผม แต่มันเป็นพวกไม่ชอบทำให้ผู้หญิงร้องไห้ จนมันเป็นคนที่เตือนผมมากที่สุดเรื่องการทำเลวกับคนรัก
แต่เรื่องนั้นช่างเถอะ สิ่งที่ทำให้ผมสนใจมากที่สุดตอนนี้ก็คือ ไพลินแท้งลูกของผมงั้นเหรอ วันนั้นเธอหลบไม่ทัน? หรือว่าเพราะอะไรทำไมถึงเป็นแบบนี้
ผมรู้ว่ามันเป็นความผิดของผมเต็มๆ ที่ผมไม่ได้ช่วยเธอไว้เป็นคนแรกอย่างที่ควรจะทำ เป็นความผิดของผมที่ตอนนั้นไม่ได้ยั้งคิดอะไรสักอย่างนอกจากอารมณ์ตัวเอง เลือกจะไปช่วยผู้หญิงอีกคนที่กำลังต้องการตอบสนองตัวเอง แต่กลับทิ้งให้เมียที่ท้องอยู่ได้รับบาดเจ็บ
“ลูกพ่อ” ผมได้แต่พร่ำเรียกถึงคนที่ผมดีใจตอนรู้ว่ามีเขา แต่ตอนนี้กลับมารู้ว่าผมเองก็เสียเขาไปแล้วเหมือนกัน เสียเขาไปอย่างที่ผมไม่ได้อยู่เคียงข้างแม่ของแกในตอนนั้นเลย
ถึงแม้ว่าผมจะเลว แต่ผมก็รักลูกของผมนะ ถึงแม้ว่าแกจะยังไม่ได้เกิดมา แต่ผมก็รู้ว่าแกเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของผม มันจะแปลกอะไรที่เราจะรักลูกตั้งแต่รู้ว่ามีแกและยินดีกับการมีแกเกิดขึ้นพร้อมกับเฝ้ารอ
แต่ตอนนี้ อย่าว่าแต่แกยังไม่ได้ลืมตาดูโลกเลย แต่แกกลับไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกใบนี้แล้วด้วยซ้ำ
“พ่อขอโทษ” ผมเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิดพร้อมกับความแสบร้อนที่ดวงตาเมื่อความจริงตรงหน้ามันยากเกินกว่าจะรับไหวและไม่ได้คาดคิดไว้
ผมสงสารลูกจริงๆ มันเป็นความผิดของผมที่ผมไม่ได้เลือกช่วยไพลิน ความผิดของผมที่ผมลืมเธอไปตอนนั้นแล้วไปช่วยคนอื่น จนเธอได้รับอุบัติเหตุและสูญเสียลูกแบบนี้
และผมก็ไม่แปลกใจเลยที่เธอหนีผมไปในครั้งนี้ นอกจากที่เธอจะโกรธผมเรื่องที่ผมเลือกช่วยคนอื่นที่ไม่ใช่เธอแล้ว เธอคงจะเสียใจที่ผมเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องเสียลูกไป แล้วไหนจะคำพูดนั้นของเธอในวันที่เราทะเลาะกันครั้งล่าสุด
“ถ้าตอนนี้ลินไม่ท้องลินก็จะไม่สนใจเหมือนกันว่าพี่จะทำอะไรหรือเอากับใคร!”
แล้วคำพูดของไพลินก็ดังขึ้นในหัวของผมอีกครั้งอย่างเข้าใจดีเลย เพราะตอนนี้เธอไม่มีลูกแล้ว และต้นเหตุมาจากผมสินะ เธอเลยเลือกจะไม่สนใจผมอีกต่อไปและหนีผมไปแบบนี้ แม้แต่คำบอกเลิกบอกลากันก็ยังไม่มีสักคำ
“เฮอะ!” ผมสบถออกมาอย่างสมน้ำหน้าตัวเองกับสิ่งที่เผชิญหน้าอยู่ตอนนี้โดยไม่ได้ตั้งตัว คิดว่ากลับมาก็จะเจอเธออยู่ตรงนี้เหมือนทุกครั้ง แต่สุดท้ายก็ว่างเปล่า
แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ผมคงต้องปล่อยให้เธอไปพักใจให้สบายใจขึ้นก่อนแล้วกันเพราะการเผชิญหน้าตอนนี้ก็คงมีแต่ทำให้เธอโกรธผมหนักกว่าเดิมแล้วคงไม่พ้นทะเลาะกันเปล่าๆ
ส่วนผมระหว่างนี้ที่ว่างและตัวคนเดียวก็ขอทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำอย่างเปิดเผยให้เต็มที่ก่อนแล้วกัน ไพลินไม่อยู่แบบนี้ก็ดีอย่างที่อย่างน้อยเธอจะได้ไม่ต้องทุกข์ใจเพิ่มกับเรื่องเก่าๆ พวกนี้ที่ผมยังไม่พร้อมหยุดอีกด้วย
“ไม่นานพี่จะไปพาเธอกลับมานะ ไพลิน”
