บทที่ 7 หมั้นเดือนหน้า
ตอนที่7 หมั้นเดือนหน้า
ไพลิน
“ลิน มึงอยู่คนเดียวได้จริงเหรอ” ก้องภพถามฉันออกมาทั้งที่ทุกอย่างพร้อมแล้ว รอแค่มันนี่แหละที่ดูไม่พร้อมสักที
“อยู่ได้ดิ กูไม่ใช่เด็กสองขวบนะ” ฉันตอบมันอย่างเหนื่อยใจเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ อีกอย่างฉันอยู่ที่นี่หลายเดือนแล้วด้วย ฉันรู้จักพนักงานทุกคนของมันหมดแล้ว ฉันไม่เหงาเลยสักนิด
“เออ กูแค่เป็นห่วงไง” มันพูดออกมาอย่างกับฉันดูแลตัวเองไม่ได้อย่างนั้นแหละ
“ไปทำงานของมึงเลยไป ไม่ต้องเป็นห่วงกู” ฉันบอกก้องภพออกไปให้สบายใจแล้วไล่มันเสริม
ก็ตั้งแต่วันที่มันขอฉันเพิ่มความพิเศษให้ตัวเองมันก็คอยหยอดคำหวานให้ฉันประจำอ่ะ แต่มันไม่ได้ทำให้ฉันเคลิ้มหรืออินไปกับคำหวานๆ ของมันหรอกนะ แต่กลับทำให้ฉันเอ็นดูการจีบสาวของมันมากกว่า แต่ถ้าเอาตรงๆ ก็มีความสุขดี
“มึงดูแลตัวเองดีๆ นะ มีอะไรโทรหากูได้ตลอด” ก้องภพย้ำออกมาอีกครั้งเหมือนกับว่ามันจะไปไกลถึงต่างประเทศ แล้วก็จะไปนานแรมปีกว่าจะกลับมา
“เออ ย้ำกูเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย!” ฉันตอบรับมันออกไปด้วยเสียงที่เริ่มดังขึ้นอย่างหงุดหงิดแล้วจริงๆ
“ขอกอดหน่อย” แล้วก้องภพก็ขอพร้อมกับอ้าแขนออกรอฉันเหมือนกับเด็กๆ
“ไอ้หน้าด้าน!” ฉันด่ามันออกไปอย่างไม่จริงจังแต่ก็เดินเข้าไปกอดมันอย่างไม่ได้คิดอะไร
ปกติตอนเป็นเพื่อนก็เคยกอดกันอยู่แล้ว ตอนนี้มันเลยทำให้ฉันกอดกับมันได้อย่างไม่อึดอัดใจอะไร เพราะความรู้สึกของฉันตอนนี้ก็ยังคงมีแต่ความเป็นเพื่อนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
“งั้นกูไปแล้วนะ” มันพูดขึ้นอีกครั้งเหมือนกับอยากให้ฉันรั้งไว้ทั้งที่ฉันไม่ทำแบบนั้นอยู่แล้ว
“เออ!” ฉันได้แต่ตอบออกไปเสียงดัง
“กูไปแล้วจริงๆ นะ” แต่มันก็ยังเอาแต่ย้ำอยู่แบบนั้นไม่ไปขึ้นรถสักที ไอ้นี่นิ!
“เออ!” แล้วฉันก็ตอบเสียงดังกว่าเดิม จนสุดท้ายมันยอมเดินไปขึ้นรถสักที
กว่าก้องภพมันจะตัดสินใจขึ้นรถไปได้ก็เล่นเอาฉันเหนื่อยกับมันเหมือนกัน ทำตัวเหมือนเด็กเลย พอรถวิ่งลับตาออกไปฉันก็เดินกลับเข้ามาในร้านกาแฟคืน
Rrrrrrrr และเสียงโทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้นขัดการเดินของฉัน
“อย่าบอกว่าเป็นไอ้ก้องนะ!” ฉันพูดบ่นกับตัวเองล่วงหน้าพร้อมกับล้วงโทรศัพท์ออกมาเพื่อดูว่าใครโทรมา เพราะถ้าเป็นไอ้ก้องภพจริงฉันจะด่าให้เลย เพราะพึ่งออกไปไม่ถึงห้านาที
แต่ดีหน่อยเพราะสิ่งที่ฉันคิดมันไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิด ฉันกดรับสายพร้อมกรอกเสียงหวานลงไปในโทรศัพท์ทันที
“ฮัลโหลลลลลล” ฉันลากเสียงยาวเป็นการหยอกล้อปลายสายอย่างอารมณ์ดี
(อีห่า! หายหัวเลยนะมึง!) แล้วคำทักทายแสนไพเราะก็ดังขึ้นทันที ไม่ต้องสงสัยว่าใครถึงได้หยาบคายแบบนี้ เพื่อนฉันเองค่ะ
“กูอยู่คนล่ะที่กับมึงไหมคะอีดอก จะให้เห็นหัวกูก็เป็นไปไม่ได้เนอะ” ฉันตอบกลับยัยปรางออกไปกับความเป็นจริงที่จะเห็นหัวกันง่ายๆ เหมือนเดิมไม่ได้
(แล้วยังไง ว่างไหมค่ะเนี่ย ได้ข่าวว่ากิจการเจริญรุ่งเรือง แถมได้ผัวใหม่ ลืมเพื่อนลืมฝูง) แล้วมันก็พูดแขวะออกมายกใหญ่
“ก็ดีค่ะ แต่ขอแก้ข่าวหน่อย ยังไม่มีผัวใหม่ย่ะ!” ฉันตอบกลับอย่างขบขันก่อนจะแก้ข่าวของตัวเองออกมาเพราะฉันกับก้องภพคงยากจะเลื่อนสถานะเร็วขนาดนั้น
(เออดีแล้วก็ดีไป แต่อีกสองวันวันเกิดกู มึงจะมาได้ไหม พวกกูอยากให้มึงมา) แล้วปรางก็พูดออกมาด้วยความคาดหวังและเฝ้ารอ
อ่า...” ฉันครางออกมาอย่างลืมวันเกิดเพื่อนสนิทตัวเองไปซะสนิทเลยสินะ
(ทำเสียงแบบนี้มึงลืมวันเกิดกูใช่ไหม! อีเพื่อนชั่ว! เพื่อนเลว!) นี่สินะเพื่อนกันไม่ต้องพูดก็รู้ใจ และมันก็ไม่รอช้าที่จะด่าฉันออกมาทันที
“ใจเย็นสิอีห่า! กูสำนึกผิดไม่ทันแล้ว” ฉันรีบบอกมันออกไปอย่างกลบความผิดของตัวเองทันที
(แล้วมึงจะรับผิดชอบความรู้สึกกูยังไง) แล้วมันก็ถามออกมาอย่างจริงจัง แต่เซนซิทีฟจังนะเพื่อนฉัน
“งั้นกูขอรับผิดชอบด้วยการไปร่วมงานวันเกิดมึง ชดเฉยพอไหม” ฉันถามมันออกไปอย่างขบขันเพราะรู้ว่ามันไม่ได้โกรธอะไรฉันจริงๆ
(อร้ายยยย!!! ชดเฉยได้เว่อร์ค่ะ ทำดีมากค่ะเพื่อนเลิฟ) แล้วเสียงที่ดังขึ้นก็ทำเอาฉันรีบเอาโทรศัพท์ออกจากหูแทบไม่ทัน เสียงกรี๊ดมันแหลมจะตาย
“ไม่จำเป็นต้องดี๊ด๊าขนาดนั้นไหม” ฉันว่าให้ฉันมันอย่างเหนื่อยใจทันที
(ก็กูกไม่ได้เจอมึงมานานแล้วนี่!) มันว่าออกมากับความผิดที่ฉันทิ้งพวกมันนานสองนาน
“ก็จะเจออยู่นี่แล้วไง” ฉันตอบกลับด้วยความคิดถึไม่ต่างกัน
แต่...
(แต่ มึงจะไม่มาก็ได้นะ) แล้วปรางก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป อะไรของมันวะ?
“มึงเป็นไบโพล่าเหรอวะ เมื่อกี้ยังดี๊ด๊าอยู่เลย อยู่ๆ ก็มาทำเสียงหงอย เมื่อกี้ยังอยากให้กูไป ตอนนี้บอกว่าไม่ต้องไปก็ได้เนี่ยนะ” ฉันถามมันกลับไปอย่างขบขันกับอารมณ์แปรปรวนของมัน
(ก็งานกูครั้งนี้ จัดที่ผับนั่นแหละ มึงก็รู้ว่าผัวกูสนิทกับกลุ่มนั้น) ปรางพูดออกมาเสียงเหมือนลำบากใจกับสิ่งที่อาจจะทำให้ฉันลำบากใจไปด้วย
“แล้วไง กูไปวันเกิดมึง คนอื่นกูต้องสนใจเหรอวะ” ฉันพูดออกไปตามตรงอย่างไม่ได้คิดอะไร แม้ตอนแรกมันก็รู้สึกชะงักไปนิดหน่อยแหละที่รู้ว่าจัดที่ไหน แต่แล้วยังไงชีวิตฉันเดินไปข้างหน้า ไม่ได้เดินถอยหลัง ฉันเดินออกมาไกลเกินกว่าจะต้องสนใจเรื่องในอดีตที่มันไม่ทำให้ชีวิตฉันดีขึ้นหรอก
(มันต้องอย่างนี้สิถึงจะเป็นอีลินของพวกกู สตรองค๊า!) พอมันได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้นอย่างพึงพอใจไม่น้อย
“ไม่ต้องเยอะอีดอก ยังไงกูก็ต้องไปอยู่แล้ว) ฉันว่ามันออกไปอย่างไม่จริงจัง วันเกิดเพื่อนสนิททั้งทีจะเอาคนอื่นที่ไม่ดีต่อชีวิตมาถ่วงความสุขทำไม
อีกอย่างยิ่งมันห่วงฉันเท่าไหร่ฉันก็ยิ่งไม่ควรเอาใครมาทำลายความคิดถึงของฉันกับเพื่อน
(เออ ได้ยินแค่นี้กูก็ดีใจแล้ว) ปรางพูดขึ้นเหมือนสบายใจเรื่องของฉันไม่น้อย
“เออ งั้นแค่นี้ก่อน กูจะเก็บของแล้ว” พอคุยกันรู้เรื่องฉันก็ตอบมันออกมาอย่างไม่มีปัญหาอะไรให้ห่วง
(เออ ขับรถดีๆ นะคะดอกกกก!) ก่อนจะวางก็ไม่วายให้ดอกฉันอีกช่อใหญ่จนหมั่นไส้
ฉันเดินไปสั่งงานพนักงานทุกคนไว้เป็นการฝากฝัง ก่อนจะเข้าห้องไปเก็บของเพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพวันนี้ เพราะตอนนี้มันก็พึ่งจะสิบโมงเอง ใช้เวลาแค่สองถึงสามชั่วโมงก็ขับรถถึงแล้ว พรุ่งนี้จะได้พักผ่อนไม่ต้องเร่งรัดอะไรมากด้วย
และไม่นานฉันก็มาถึงกรุงเทพ และที่ที่ฉันมาก็คือคอนโดของตัวเอง กะว่าพักสักหน่อยแล้วค่อยไปหาพวกนั้น ค่อยไปเซอไพรส์ให้มันตกใจเล่นดีกว่า
เมื่อคิดได้แบบนั้นฉันเข้าไปอาบน้ำให้สบายตัวก่อนจะทิ้งตัวลงนอน ส่วนเรื่องห้องฉันจ้างแม่บ้านประจำไว้แล้ว เลยทำให้สามารถเข้าพักได้ไม่มีปัญหา และเมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อยก็ทิ้งตัวนอนพักผ่อนก่อนออกไปใช้แรง
“อื้อออ!!” หลังจากนอนไปนานพอตื่นมามันก็ต้องบิดขี้เกียดออกมา ฉันหยิบโทรศัพท์มาดูเวลา ห้าโมงกว่าแล้ว ไม่คิดว่าจะนอนไปนานขนาดนี้เหมือนกัน แต่ขั้นแรกต้องเข้าไลน์ก่อน เพราะมีแจ้งเตือนที่ก้องภพไลน์มา
ก้องภพ: ทำไมไม่รอกูกลับไปด้วย
ก้องภพ: เป็นห่วงรู้ไหม
ก้องภพ: ดูแลตัวเองดีๆ ด้วย
ไพลิน: รู้แล้วค่ะ
ไพลิน: ตั้งใจทำงานไป ไม่ต้องห่วงกู
ก้องภพ: ยังไงก็ดูแลตัวเองดีๆ
ไพลิน: เออ นี่ใคร มึงไม่ต้องห่วงหน่า
ก้องภพ: แล้วทำอะไรอยู่
ไพลิน: กำลังจะออกไปหาสองคนนั้น
ก้องภพ: ขับรถดีๆ แล้วกัน
ไพลิน: อืม แล้วเจอกัน
ไพลิน: บาย
พอคุยกับก้องภพเสร็จฉันก็ลุกไปจัดการตัวเอง และเข้าไปเช็คไอจี เช็คเฟสของยัยสองคนนั้นดู เผื่อว่ามันออกไปไหนหรือเปล่า เพราะสองคนนี้ถ้าไปไหนมันต้องอัพเดทอยู่แล้วทำให้ฉันไม่ยากกับการทำเซอร์ไพรส์หรือหาตัว ซึ่งฉันไม่เห็นมันอัพเดทอะไร แสดงว่ามันต้องอยู่ห้องแน่นอน
และห้องแรกที่ฉันจะไปหาก็คือยัยอุ่น ซึ่งมันเป็นเพื่อนซี้ปึ๊กกับฉันมาก อีกอย่างมันอยู่คนเดียวซึ่งปลอดภัยต่อฉันมากกว่าไปหายัยปรางที่อยู่กับแฟน เพราะไม่รู้ว่าไปแล้วอาจจะไปขัดเวลาเล่นหนังสวาทกับสามีมันอยู่ก็เป็นได้
ฟาร์ม
“ผู้ใหญ่คุยกันแล้วนะคะ จะจัดงานหมั้นเดือนหน้า” วิกกี้บอกผมออกมาอีกครั้งกับเรื่องเดิมๆ ทุกครั้งที่เจอหน้ากันจนเบื่อหน่าย
“รู้แล้ว” ผมตอบกลับปัดๆ อย่างรำคาญ ก็ผมรู้แล้วจริงๆ ยังไงแม่ผมก็ต้องบอกผมอยู่แล้วไหมวะ
“แล้วเราจะไปลองชุดกันตอนไหนคะ” เธอถามผมขึ้นต่อกับเรื่องที่วนอยู่แค่นี้
“ฉันยังไม่ว่าง” ผมบอกเธอออกไปอย่างไม่สนใจเท่าไหร่ถึงแม้ว่างานจะไม่ได้ยุ่งอะไรก็ตาม
แต่ผมอ่ะยุ่งจริง ยุ่งกับการตามหาไพลินนั่นแหละ ตั้งแต่รู้ว่าคบกับก้องภพก็ตามหาจริงจังกว่าเดิมทันทีอย่างไม่คิดยอมแพ้
“งั้นก็ได้ค่ะ ไว้พี่ฟาร์มว่างก็ค่อยบอกกี้ก็แล้วกัน” เธอตอบรับออกมาอย่างว่าง่ายเพราะรู้ว่าพูดมากไปก็ไม่ได้อะไรจากผมนอกจากความหงุดหงิด
“อืม หรือเธอจะเข้าไปเลือกเองก็ได้ ฉันเอายังไงก็ได้” ผมบอกเธอออกไปปัดๆ อย่างไม่สนใจ เพราะไม่ได้ตื่นเต้นกับเรื่องนี้เลยไม่สนใจเท่าไหร่ ไม่อยากไปลองด้วย
“เอางั้นก็ได้ค่ะ งั้นกี้เลือกให้พี่ฟาร์มเลยแล้วกันนะคะ” เธอได้ยินแบบนั้นก็ตอบรับออกมาอย่างไม่เรื่องมาก เหมือนกับคนอยากหมั้นอยากแต่งจนแทบรอไม่ไหว
“อืม อยากได้แบบไหนกี่ชุดก็เลือกเอาเลย” ผมบอกออกไปอย่างไม่คิดสนใจและไม่อยากให้เธอต้องมาสนใจผมด้วยเหมือนกัน
“ค่ะ พี่ฟาร์มน่ารักที่สุดเลย” ฟอด! พอได้ยินแบบที่เธอต้องการก็ตื่นเต้นดีใจจนหอมแก้มผมอย่างอารมณ์ดี
“ช่วงนี้อยู่คนเดียวนะ ฉันมีงานเยอะ อาจไม่ได้กลับห้องสองสามวัน” แล้วผมก็บอกวิกกี้ออกไปอีกครั้ง นี่แหละเหตุผลที่อยากพูดคุยให้เธออารมณ์ดีก่อนเพื่อไม่ต้องตอบคำถามให้ทะเลาะหงุดหงิด
แต่จริงๆ ก็ไม่ได้เพราะงานทั้งหมดหรอก
“ค่ะ ยังไงก็อย่าหักโหมนะคะ กี้เป็นห่วง” เธอเองก็ตอบรับออกมาอย่างว่าง่าย ช่วงนี้พูดง่ายกว่าเดิมเหมือนกลัวผมจะหนีงานหมั้น
“อืม งั้นฉันไปนะ”
