บทที่ 1 ในความทรงจำ

๑

ในความทรงจำ

ชายหนุ่มร่างสูงเอนกายลงบนเดย์เบดหน้าบ้านหลังใหญ่ราวคฤหาสน์ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาสูง สายตาทอดยาวไปยังท้องทะเลสีฟ้าครามด้านหน้า ด้านล่างฝั่งขวามือเป็นหาดทรายยาวสุดสายตา ส่วนฝั่งซ้ายมือนั้นเป็นอ่าวขนาดใหญ่ทำเป็นท่าเรือน้ำลึกหรือมารีนา จอดเรือขนาดใหญ่ไว้หลายสิบหรืออาจจะนับร้อยลำ มีอาคารสำนักงานและโรงแรมบนฝั่ง

“คุณภพคะ ท่านให้มาตามค่ะ” ธิติภพถอนใจเมื่อได้ยินเสียงแม่บ้านดังขึ้นขณะที่เขาเพิ่งจะเปลี่ยนอิริยาบถจากยืนเป็นนั่งเอนกายเพื่อผ่อนคลาย แต่คำว่า ‘ท่าน’ ทำให้เขารู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ได้แค่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปตามคำสั่ง

ชายหนุ่มไปยังห้องทำงานของบิดาโดยไม่ต้องถามแม่บ้านว่าท่านอยู่ที่ไหน เพราะหากไม่เข้าออฟฟิศท่านมักจะอยู่ในห้องนี้ตลอดทั้งวัน ใช้ชีวิตแทบตลอดเวลาอยู่กับการทำงาน ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าท่านจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร ทั้งที่ในเวลานี้เงินทองก็มีมากมาย แถมยังมีเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว

ธิติภพเคาะประตูก่อนจะผลักเข้าไป ภาพที่เขาเห็นจนเจนตาตั้งแต่เด็กจนโตปรากฏอยู่ตรงหน้า ชายร่างท้วมผมสีดอกเลากำลังคร่ำเคร่งอยู่กับกองเอกสาร

“มีอะไรหรือครับคุณพ่อ” ชายหนุ่มถามพลางทรุดนั่งลงบนโซฟา หยิบนิตยสาร aboat ซึ่งหน้าปกเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยืนอยู่บนเรือยอชท์พร้อมกับสาวสวยหุ่นเซ็กซี่สามคน

“ก็เรียกให้มาดูนิตยสาร เขาเพิ่งส่งมาให้” ท่านพึมพำตอบ

“ครับ ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่ครับ เขาก็ถ่ายภาพออกมาโอเค ผมก็ยังดูหล่อเหมือนเดิม” มองภาพตัวเองบนหน้าปก แล้วยักไหล่ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะกระจกอย่างเดิม

“ฉันไม่ได้ให้แกดูหน้าแก แต่จะให้ดูหน้าใน มีข่าวซุบซิบเรื่องแกกับนางแบบหน้าปก ตอนนี้แกทำตำแหน่งฝ่ายบริหาร จะทำอะไรก็ระมัดระวังหน่อย อย่าให้พนักงานเขาเอาไปพูดในทางไม่ดี เสียภาพพจน์หมด”  ผู้เป็นบิดากล่าวเตือน

“โธ่ คุณพ่อครับ มันเป็นเรื่องปกติของผู้ชาย ผ่านมาก็ผ่านไป ผมไม่ได้คิดจริงจังอะไรสักหน่อย”

“ก็เพราะแกไม่ได้คิดจริงจังนะสิ ฉันถึงได้เตือน ถ้าแกคิดจริงจังฉันจะไม่ว่าอะไรเลย” ชายวัยกลางคนเสียงเข้ม เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารทันที

“ผมไม่ใช่ผู้หญิงนะครับคุณพ่อ จะได้ครองพรหมจรรย์รอวันแต่งงาน อึดอัดตาย” คนเป็นลูกว่าเสียงหน่าย

“ต่อให้แกไม่ใช่ผู้หญิง แต่แกก็ต้องรู้ว่าควรครองพรหมจรรย์รอผู้หญิงที่แกจะต้องฝากชีวิตไปจนแก่เฒ่า ไม่ใช่...อย่างที่แกทำอยู่ตอนนี้ เพราะสักวันหนึ่งถ้าแกพลาดท่าเสียทีผู้หญิงที่ไม่ได้รักเข้าไป แกจะเสียใจเมื่อมาเจอคนที่แกรักจริงขึ้นมาทีหลัง”  คนเป็นลูกลูบหูตัวเองป้อย ๆ เป็นการประชดคำเตือนของบิดา

“ครับ คุณพ่อ ผมไปได้หรือยังครับ” รับคำไปอย่างแกน ๆ

“หนูเจมี่นั่นแกรักชอบเขาหรือเปล่า” ท่านถามถึงนางแบบสาวในนิตยสาร ธิติภพหัวเราะในลำคอ

“ก็...น่ารักดี สวย เซ็กซี่ แต่ก็...” เขาไหวไหล่เบา ๆ เหมือนไม่อยากเอ่ยถึงนัก

“แล้วแก...” ท่านยั้งปากไม่อยากจะถามประโยคที่ไม่น่าพูดออกไป และดูเหมือนบุตรชายจะเข้าใจสิ่งที่ท่านอยากรู้ จึงเอ่ยตัดบท

“คุณพ่อครับ ผมไม่ติดกับใครง่าย ๆ หรอกครับ ไม่ต้องกลัว ผมเอาตัวรอดได้” 

“ฉันไม่ได้กลัวว่าแกจะเอาตัวรอดไม่ได้ ที่เตือนเพราะไม่อยากให้แกทำอะไรบาปกรรม เขาเป็นลูกมีพ่อมีแม่ เห็นหัวอกหัวใจเขาบ้าง ถ้าไม่รักไม่จริงจังก็อย่าทำให้เขาเสียหาย”

“ครับ คุณพ่อ ผมจะพยายามไม่ทำอะไรที่คุณพ่อไม่ชอบ ถ้าอดอยากปากแห้งจริง ๆ ผมจะแวะซื้อกินข้างทางแก้ขัดก็แล้วกัน” ตอบด้วยน้ำเสียงระอา ผู้เป็นบิดารู้ดีว่าเป็นคำประชดประชัน แต่ก็ไม่อยากพูดให้มากความกว่านี้ ด้วยตนเองส่งลูกไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก จะมาตักเตือนเอาตอนโตเห็นทีจะยากเหมือนไม้แก่ที่ไม่รู้ว่าจะหาทางดัดอย่างไร

“ทำให้ได้อย่างที่พูดก็แล้วกัน” ท่านว่าแล้วก้มหน้าจดจ่อกับเอกสารต่อไป

“งั้นผมไปได้แล้วใช่ไหมครับ”

“ก็ตามใจแก อย่าลืมเอาหนังสือนั่นไปด้วยก็แล้วกัน แล้วอ่านซะว่าเขาพูดถึงแกว่ายังไง” ผู้เป็นบิดาว่าแล้วก็ไม่สนใจเขาอีก ธิติภพยักไหล่แล้วหยิบนิตยสารติดมือกลับออกไปนั่งด้านนอกบนเดย์เบดสีขาวตัวเดิม

ชายหนุ่มกวาดสายตาผ่านตัวอักษรในหน้านิตยสารอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนที่คิ้วเข้มจะกระตุกขึ้นเมื่อเห็นข้อความสองแง่สองง่ามและภาพถ่ายที่ดูล่อแหลมกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนางแบบสาววัยยี่สิบต้น ๆ

“บ้า เอาภาพแบบนี้มาลงได้ยังไง” เขาไม่คิดว่านิตยสารฉบับนี้จะเอาภาพเบื้องหลังการทำงานระหว่างการถ่ายแบบบนเรือยอชท์ลำใหม่ล่าสุดมาลงในเล่มด้วย ภาพนั้นเป็นภาพที่เจมิกานางแบบสาวอยู่ในชุดทูพีชสีขาวยืนพิงราวกั้นบนเรือ ขณะที่เขายืนเอามือทั้งสองข้างคร่อมเธอไว้ในลักษณะที่ดูใกล้ชิดเกินการเป็นแค่คนร่วมงาน

การถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสารครั้งนี้ก็เพื่อให้เรือยอชท์ลำนี้เป็นที่รู้จักแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวทางเรือ คราวแรกเขาต้องการจะใช้นายแบบที่เป็นที่นิยม แต่ฝ่ายการตลาดกลับอยากให้เขาเป็นนายแบบเหมือนสองสามครั้งก่อนตอนที่มีเรือลำใหม่เข้ามา เขาจึงทำไปตามหน้าที่

แต่ภาพที่เห็นนั้นมันดูไม่เหมาะจริง ๆ อย่างที่บิดาของเขาว่า ในเวลานั้นเขาไม่คิดว่าจะมีใครมาแอบถ่ายเพราะเขาแค่คนธรรมดา ไม่ใช่ดาราดังที่ไหน จึงไม่ได้ระมัดระวัง แต่ก็ยอมรับว่านอกจากมุมภาพแล้ว ส่วนหนึ่งตัวเขาเองก็หว่านเสน่ห์ใส่นางแบบสาวนั่นจริง ๆ แต่หลังจากพูดคุยกันจนเห็นจริตที่เกินงามของเจ้าหล่อนแล้วจึงอดถอยห่างไม่ได้

ถ้าเป็นตอนอยู่เมืองนอกเขาคงหิ้วไปอยู่ด้วยสักสองสามคืน แต่พอมาอยู่เมืองไทย หลาย ๆ อย่างสอนให้รู้ว่าการทำแบบนั้นไม่ใช่วิสัยปกติ โดยเฉพาะบิดาซึ่งเข้มงวดเรื่องนี้จนเขารู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กแปดขวบ หรือไม่ท่านก็คงคิดว่าเขาเป็นลูกสาวมากกว่าลูกชาย

คิดไปคิดมาเจมิกาก็ใช่ว่าจะดูแย่เสียที่ไหน ออกจะดูเซ็กซี่ไปหมดทั้งตัว หากเทียบกับนางแบบสาวอีกสองคน เขาเชื่อว่าหุ่นของเธอกินขาดไปหลายขุม แค่ท่าทางเย้ายวนของเธอที่ทำให้เขานึกขยาดอยู่บ้าง เพราะไม่รู้ว่าหากหลวมตัวมีสัมพันธ์ด้วยขึ้นมา เขาจะโดนเรียกร้องเอาอะไรบ้าง หากเป็นแค่เงินทองคงไม่มีปัญหา แต่กลัวต้องสูญเสียทั้งอิสรภาพและชื่อเสียง เพราะเห็นว่าการมาทำงานในครั้งนี้เธอมีมารดาตามมาด้วย แต่เขาเชื่อว่าหากเขาต้องการจริง ๆ เจ้าหล่อนพร้อมยินยอมมอบกายให้เชยชมได้ไม่ยาก แต่เมื่อมันไม่ยาก...เขาก็ไม่รู้สึกท้าทายอีก

บทถัดไป