บทที่ 4 ไม่อยากมีแฟน
เมื่อกันธิดาลงมาข้างล่างเห็นมารดาและพริ้มเพรากำลังจัดโต๊ะอาหารจึงเข้าไปช่วย “หนูรักส่งอะไรมาให้หรือจ๊ะ” การะเกดถามขึ้น
“กันยังไม่ได้แกะเลยค่ะแม่ มันอยู่ในกล่องของขวัญอีกที”หญิงสาวว่า เพราะเห็นว่ามีคนรออยู่ข้างล่าง เธอจึงรีบไปอาบน้ำแต่งตัวก่อน เพื่อไม่ให้ทุกคนรอนาน คิดว่าเมื่อกินมื้อเย็นเรียบร้อยแล้วจะไปเปิดดูแล้วโทร. ไปคุยกับเพื่อนอีกที
“งั้นก็มากินข้าวกันเถอะ จัดโต๊ะเสร็จพอดี หนูพริ้มคงหิวแย่แล้ว” การะเกดเอ่ยแล้วขยับเก้าอี้นั่ง ทุกคนนั่งลงตาม
ด้วยความเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมาตั้งแต่ยังตั้งครรภ์ การะเกดจึงเป็นหญิงที่เข้มแข็ง โชคดีที่กันธิดาเป็นบุตรสาวที่ไม่เคยสร้างความลำบากใจใด ๆ มาให้ เธอจึงมีกำลังเรี่ยวแรงเลี้ยงลูกมาได้ตามลำพัง มีเงินเก็บหอมรอมริบไว้ซื้อบ้านเดี่ยวหลังเล็ก ๆ ซึ่งมีบริเวณบ้านไม่กว้างนักไว้เป็นที่อาศัย แม้จะเจอวิกฤตหนักในช่วงต้นของชีวิตเพราะต้องทำงานและเลี้ยงลูกตามลำพัง ตอนไปทำงานก็ต้องนำลูกไปจ้างคนอื่นเลี้ยงเพื่อให้ตัวเองสามารถทำงานได้สะดวก แต่เมื่อบุตรสาวโตขึ้นก็เป็นดั่งของขวัญล้ำค่า ทำให้เธอไม่ต้องทำงานหนักเหมือนเช่นแต่ก่อน เพราะอยู่กันตามประสาแม่ลูก มีค่าใช้จ่ายไม่มาก
พอกันธิดาเรียนจบทำงานในบริษัทที่มีสวัสดิการดีมีรายได้มั่นคง ก็ขอร้องให้เธอหยุดพัก ไม่ต้องไปทำงานเหมือนแต่ก่อน แต่เธอก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ทำงานเย็บปักถักร้อยอยู่ที่บ้าน หารายได้พิเศษจะได้ไม่เป็นภาระแก่ลูกมากนัก เพียงแต่งานเบากว่าตอนทำงานอยู่ในโรงงานมากทีเดียว เพราะก่อนหน้านี้เธอทำงานอยู่ในโรงงานกางเกงยีนส์ โชคดีที่ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาในระดับหัวหน้างาน จึงได้เงินเดือนสูงพอที่จะมีเงินผ่อนบ้าน ตอนนั้นโรงงานอยู่นอกเมือง หมู่บ้านที่อยู่ใกล้โรงงานจึงราคาไม่สูงนัก เธอไม่ต้องจ่ายค่าเดินทาง จึงทำให้พอมีเงินเก็บ ไหนจะขยันทำโอทีไม่เคยขาย จึงสามารถหาเงินมาชำระหนี้ค่าผ่อนบ้านหมดในเวลาเพียงไม่กี่ปี แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมืองขยายตัว บ้านของเธอก็กลายเป็นบ้านที่อยู่ในเมืองขึ้นมา
“น้ำจิ้มแม่แซ่บมาก ๆ เลยค่ะ” พริ้มเพราเอ่ยหลังจากจิ้มปลาหมึกใส่ปาก
“แซ่บก็กินเยอะ ๆ นะหนูพริ้ม วันนี้ไม่ต้องห่วงอ้วนสักวันเถอะ กับข้าวเยอะแยะเชียว อยากให้กินกันให้อร่อย” การะเกดว่า
“ได้ค่ะแม่ วันนี้หนูจะกินให้หมดทั้งโต๊ะนี่แหละ พรุ่งนี้ค่อยไปให้ค่ายมวยรีดน้ำหนักออกให้” ว่าแล้วก็หัวเราะคิกคัก เพราะเห็นว่าค่ายมวยมีวิธีรีดน้ำหนักเกินของนักมวยได้ในเวลาจำกัด เธอจึงคิดว่ามันน่าจะมีวิธีรีดน้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับตัวเธอ
“แหม หนูพริ้ม แค่นี้ไม่อ้วนหรอกจ้ะ หนูดูแลตัวเองดีแบบนี้ หุ่นคงสวยไปอีกนาน ดูอย่างน้องกันสิ กินไม่รอใครเลย ไม่เคยเห็นห่วงอ้วน แต่ก็ไม่เห็นจะอ้วนสักที หนูพริ้มก็ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะคะ”
“ก็ยายกันเคยสนใจตัวเองเสียที่ไหนล่ะคะ พริ้มบ่นแล้วบ่นอีกก็ยังเฉย ขืนกินแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ได้อ้วนเป็นตุ่ม หาแฟนไม่ได้กันพอดี” หญิงสาวว่าแล้วหันมองเพื่อนที่กำลังเคี้ยวอาหารตุ้ย ๆ
“พูดถึงหาแฟน คราวก่อนแม่คิดว่าตัวเองจะได้ลูกเขยเสียแล้วเชียว เห็นตามรับตามส่งน้องกันอยู่พักหนึ่ง แต่ตอนนี้หายเงียบไปแล้ว” หญิงวัยกลางคนนึกถึงชายหนุ่มรูปหล่อดูร่ำรวยคนนั้น ที่แวะมารับกันธิดาที่บ้านอยู่หลายครั้ง
“แม่ก็..ใช่ที่ไหนเล่า บอกว่าเป็นแฟนยายรักก็ไม่ยอมเชื่อสักที”
“อ้าว เป็นแฟนหนูรักแล้วทำไมถึงตามเทียวรับเทียวส่งหนูอยู่ตั้งพักใหญ่” หญิงวัยกลางคนนึกสงสัย เธอให้อิสระลูกในการใช้ชีวิตจึงไม่เคยซักไซ้ในเรื่องชีวิตส่วนตัว หากลูกไม่เล่าให้ฟังเอง ก็ได้แต่เฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ เพราะเชื่อมั่นในตัวบุตรสาวว่าจะไม่ทำอะไรที่ทำให้เสียใจ
“ก็ยายรักแต่งงานไปแล้วนี่คะ เขาจะมาตามรับตามส่งกันอยู่ทำไมล่ะ ตอนนั้นเขาคงยังเคว้ง ๆ ตั้งตัวไม่ทัน ก็เลยชวนกันไปโน่นมานี่เพราะกันรู้เรื่องเขากับยายรักดี คุยกันรู้เรื่อง ตอนนี้เขาหายเฮิร์ทแล้ว ก็ไปทำงานทำการของเขาต่อสิคะแม่” หญิงสาวตอบแล้วเฉไฉไปตักอาหารมาใส่จานกินต่อ
“อ้อ เป็นงั้นไป แม่ก็อุตส่าห์ลุ้นอยู่ตั้งนาน”
“แม่ลุ้นไม่ขึ้นหรอกค่ะ น้องกันจะอยู่เป็นโสดแบบนี้ละค่ะ ไม่เห็นจะอยากมีเลยฟงแฟน” ว่าเสียงอู้อี้ในตอนท้าย ไม่สบตาคนที่คุยด้วย ก้มหน้าตักอาหารมากิน
“แต่ฉันไม่ยอมโสดกับหล่อนด้วยหรอกนะยะยายกัน เพราะฉันสวยแล้วก็ต้องมีสามีไม่ให้เสียชาติเกิด ฉันตั้งเป้าไว้แล้วว่าปีหน้าฉันจะต้องได้แต่งงาน” พริ้มเพราว่าแล้วยิ้มกริ่มทั้งที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเจอคนที่ตั้งความหวังไว้
“ถ้าแกตัดสเปกลงมาบ้างก็อาจจะได้แต่งอยู่หรอก” กันธิดาว่าเพื่อน มือใช้ช้อนเลาะเนื้อปลาใส่จานไปพลาง
“แหม ฉันตั้งสเปกสูงที่ไหนกัน ก็แค่คนเดินดินธรรมดา”
