บทที่ 6 ธิติภพ
ธิติภพหยิบสมาร์ตโฟนข้างตัวขึ้นมาเมื่อมีเสียงเรียกเข้า เขามองที่หน้าจอเห็นเป็นชื่อของเจมิกาก็คลี่ยิ้มนิดหนึ่งก่อนกดรับสาย
“ว่าไงครับเจมี่ นึกยังไงถึงโทร. มาเสียค่ำเชียว” เขาเอ่ยถามแม้ไม่รู้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไรกับหญิงสาวที่โทร. มากันแน่ แต่อย่างน้อยก็คงคุยแก้เหงาไปได้กระมัง วันนี้เขารู้สึกหดหู่แปลก ๆ ไม่มีความรู้สึกอยากจะทำอะไรอีก นอกจากนอนแช่อยู่บนเดย์เบดตัวเดิมตั้งแต่บ่ายยันค่ำ ดูพระอาทิตย์ดวงโตลาลับขอบฟ้าในยามเย็น จนกระทั่งรอบข้างมืดสนิท มีเพียงแสงไฟสนามและไฟในบ้านที่แม่บ้านเปิดไว้ส่องสว่าง
“อ้อ หรือครับ” เขาฟังนางแบบสาวเล่าเรื่องราวของเธอให้ฟัง โดยที่เขากล่าวเสริมบ้างในบางครั้ง เสียงสดใสของเธอฟังดูระรื่นเต็มไปด้วยความสุขที่ได้คุยกับเขา แต่ในใจของเขากลับแห้งแล้งพิกล มันอ้างว้างอย่างหาสาเหตุไม่เจอ
“ครับ แต่วันนี้ผมรู้สึกเพลีย ๆ ไม่อยากออกไปไหนเลย ไว้ผมว่างจะขึ้นไปหาที่กรุงเทพฯ นะครับ” เขาเอ่ยปฏิเสธคำเชิญเที่ยวผับหรูในตัวเมืองภูเก็ต ที่นางแบบสาวอ้างว่ามาถ่ายแบบที่นี่ แล้วอยากชวนเขาไปเที่ยวด้วยกันก่อนกลับ
เจมิกาวางสายไปแล้ว เขากดสมาร์ตโฟนเล่นต่อ เปิดเฟซบุ๊กขึ้นมาดูว่ามีข่าวคราวหรือข้อความจากใครบ้าง แล้วข้อความแจ้งเตือนในเฟซบุ๊กก็ปรากฏขึ้นมา ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของกันธิดา ชายหนุ่มนิ่งชะงักไม่ได้ขยับนิ้วเลื่อนผ่านไปอย่างที่เคยเห็นข้อความแจ้งเตือนวันเกิดของคนอื่น ๆ ซึ่งเขาเลื่อนผ่านจนเป็นเรื่องปกติ เขากลับจ้องมองข้อความนั้น ความทรงจำในปีก่อนผุดขึ้นอีกครั้ง
“วันเกิด...” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรกับข้อความนั้นดี จะเลื่อนผ่าน หรือส่งข้อความอวยพรไปให้ เขาไม่เข้าใจว่าจะต้องไปใส่ใจยายหน้าจืดนั่นทำไม ในเมื่อเขามีผู้หญิงสวย ๆ รอบกาย ตลอดปีที่ผ่านมา เขาก็ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางหญิงสาวมากมาย วันไหนเบื่อ ๆ แค่ไปนั่งในผับ ก็พบเจอหญิงสาวทั้งไทยและฝรั่ง ไม่เว้นแม้แต่ดารานางแบบที่มาเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ ซึ่งทำให้เขาฆ่าเวลาให้ผ่านไปในแต่ละวันได้มาจนครบปี
‘ต่อไปพี่ภพไม่ต้องมาหากันแล้วนะคะ ตอนนี้หมดธุระของยายรักแล้ว กันอยากใช้ชีวิตปกติ...แบบที่กันเคยเป็น กันไม่คุ้นกับการมีคนคอยพาไปโน่นไปนี่ เอ่อ...กันอึดอัด’
คำพูดหลังจากวันเกิดของกันธิดาวันนั้น ทำให้เขารู้สึกเคว้งไปพักหนึ่ง เพราะคิดว่าเธอคือเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเขาสามารถจะพูดคุยได้ทุกเรื่อง จึงคอยเกาะติดแจโดยไม่คิดว่าจะไปทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ แต่การตัดขาดของเธอ ทำให้เขาไม่กล้าเข้าไปวอแวอีก
เขาเรียนเมืองนอกมานาน แทบไม่มีเพื่อนฝูงในเมืองไทย การได้รู้จักกับรสิตาและกันธิดาเป็นความรู้สึกดี ๆ และทำให้เขาเปิดใจรับคนอื่นเข้ามาในชีวิต ทั้งที่จริง ๆ แล้ว แม้เขาจะดูเหมือนหว่านเสน่ห์ไปทั่ว แต่เขาก็มีกำแพงหนาที่ไม่ให้คนเหล่านั้นเข้าถึงตัวเขาง่ายจนเกินไป แต่กับเธอเขาเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหา ทว่ากลับกลายเป็นว่าเธอสร้างกำแพงไว้สูงเกินกว่าเขาจะปีนถึง
“สวยก็ไม่สวย แล้วยังหยิ่งอีก ไม่ยุ่งด้วยก็ได้”
ชายหนุ่มวางสมาร์ตโฟนลงข้างตัวโดยไม่มีคำอวยพรใด ๆ
“คุณภพคะ ท่านให้มาเรียกไปทานข้าวค่ะ”
“คุณพ่อเสร็จงานแล้วหรือครับ แม่นุ่น” ชายหนุ่มมองนาฬิกาข้อมือซึ่งสองทุ่มกว่าแล้ว เขาลืมไปเสียสนิทว่ายังไม่ได้รับประทานมื้อเย็น โดยปกติแล้วเขาไม่ค่อยได้รับประทานอาหารร่วมกับบิดาบ่อยนัก หากหิวเมื่อไหร่ก็กินเมื่อนั้น เพราะท่านจะห่วงงานมากกว่าห่วงกิน วันนี้แม่บ้านคงบอกว่าเขายังไม่ได้รับประทานมื้อเย็น ท่านจึงได้เรียกให้ไปนั่งกินพร้อมกัน
นุ่นเป็นแม่บ้านอยู่ที่นี่มาตั้งแต่อายุราวสามสิบต้น ๆ และเป็นพี่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เด็ก จนตอนนี้กลายเป็นหญิงวัยกลางคนไปแล้ว ก็ยังทำงานอยู่ที่นี่ เป็นคนที่คอยดูแลเรื่องอาหารการกินของคนในบ้าน พูดง่าย ๆ ว่านุ่นเป็นเหมือนแม่คนที่สองของเขาทีเดียว
“ค่ะ ท่านถามหาว่าคุณภพออกไปเที่ยวไหนหรือเปล่า แม่นุ่นบอกว่าคุณภพนอนอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่บ่ายแล้วค่ะ ท่านเลยบอกให้มาตาม รีบไปเถอะค่ะ ป่านนี้ท่านคงหิวแย่แล้ว” แม่บ้านวัยกลางคนว่า
“ครับ แล้วแม่นุ่นกินอะไรหรือยัง” เขาเอ่ยถามพลางยันกายลุกขึ้น
“แม่นุ่นกินในครัวแล้วละค่ะ คุณภพไม่ต้องเป็นห่วงหรอก นี่ก็สองทุ่มแล้วไม่หิวหรือคะ แม่นุ่นเห็นคุณดูเครียด ๆ เลยไม่กล้ามาเรียก”
“อ้อ ผมก็คิดอะไรเพลิน ๆ น่ะครับ ยังไม่หิว เลยไม่ได้เข้าไปกิน” เขาว่าแล้วเดินนำไปข้างหน้า วันนี้เป็นโอกาสดีที่ได้กินข้าวร่วมโต๊ะกับบิดา
