บทที่ 7 แค่เหงา

เมื่อเข้าไปถึงห้องรับประทานอาหาร เขาเห็นบิดานั่งอยู่หัวโต๊ะ ซึ่งเป็นโต๊ะรับประทานอาหารหลุยส์สั่งทำพิเศษสามารถนั่งได้ราวยี่สิบคนทีเดียว เพราะบางวันบิดาจะชวนเพื่อนร่วมธุรกิจมาร่วมรับประทานอาหารที่บ้านจึงต้องมีโต๊ะอาหารสำหรับคนจำนวนมากไว้รองรับ แต่ในวันปกติแล้วจะมีเพียงเขาและบิดานั่งอยู่เพียงสองคนเท่านั้น

“เป็นอะไร เห็นแม่นุ่นบอกว่าแกนอนอยู่หน้าบ้านมาตั้งแต่บ่าย” ท่านเอ่ยถามเมื่อเขาทรุดนั่งลงฝั่งขวามือ

“เปล่าครับ แค่วันนี้ไม่รู้จะออกไปไหน”

“แล้วสาว ๆ ของแกล่ะ เห็นควงไม่ซ้ำหน้า”

“เบื่อครับ กี่คน ๆ ก็เหมือนเดิม ไม่เห็นแตกต่าง อยู่เงียบ ๆ กินข้าวกับคุณพ่อดีกว่าตั้งเยอะ” ตอบเสียงหงอยต่างจากทุกครั้งที่ได้ยิน นายปรีชาเลิกคิ้วขึ้น

“แกมีอารมณ์แบบนี้ด้วยหรือ”

“มันก็มีตลอดละครับ แค่ผมไม่แสดงออกเท่านั้นเอง แต่วันนี้มันเบื่อมากเป็นพิเศษ” ชายหนุ่มว่า

“ถ้าแกเป็นผู้หญิง ฉันคงคิดว่า แกฮอร์โมนเปลี่ยนเพราะประจำเดือนใกล้มา”

“คุณพ่อครับบบ...” ธิติภพติงที่ได้ยินบิดาพูดอะไรไม่เข้าหู ใบหน้าที่หม่นอยู่แล้วหมองมากเข้าไปอีก

“ก็แม่แกอารมณ์แบบนี้ทุกทีตอนจะมีประจำเดือน” ท่านเอ่ยถึงภรรยาที่จากไปยี่สิบกว่าปีแล้ว

“คิดถึงคุณแม่หรือครับ” เขาถามบิดา เพราะไม่ค่อยได้ยินท่านเอ่ยถึงบ่อยนัก

“ก็คิดถึงตลอดแหละ แค่ไม่แสดงออกเท่านั้นเอง แต่วันนี้พอเห็นแกมีอาการแบบนี้ มันก็เลยคิดถึงมากเป็นพิเศษ” ท่านแกล้งเลียนแบบคำพูดบุตรชาย ธิติภพผุดยิ้ม นาน ๆ จะมีสักครั้งหนึ่งที่บิดาจะล้อเล่นกับเขา

“ที่จริงคุณพ่อหาแม่ใหม่ให้ผมก็ได้นี่ครับ ทำไมต้องอยู่คนเดียวด้วย เหงาแย่เลย” อยู่ ๆ ก็นึกสงสารขึ้นมา ที่ท่านครองตัวเป็นโสดมาตั้งแต่มารดาของเขาเสียชีวิต

“ใครบอกว่าฉันไม่หา แต่กี่คน ๆ ก็เหมือนเดิม ไม่เห็นมีใครเหมือนแม่แกเลยสักคน ฉันอยู่คนเดียวกินข้าวกับแกดีกว่าตั้งเยอะ” ท่านเลียนแบบบุตรชายอีกครั้ง ทำให้ใบหน้าเศร้าสร้อยนั้นมีรอยยิ้มขึ้นมา

“ถ้าคุณพ่อเจอใครที่ทดแทนคุณแม่ได้ ผมไม่หวงนะครับ คุณพ่อจะมีแม่ใหม่ให้ผมกี่คนก็ได้ ขอแค่อย่ายกมรดกให้เขาหมดก็พอ เหลือไว้ให้ผมบ้าง”

“ไอ้นี่ ประเดี๋ยวเถอะ หวงแต่สมบัติไม่คิดจะหวงพ่อเลยหรือไง”

“ผมไม่หวงคุณพ่อหรอกครับ แค่ห่วงเท่านั้นเอง ไม่อยากให้เหงา ความเหงามันไม่ดีเลยนะครับ” ว่าเสียงเหงา ๆ

“พ่อเหงาจนชินแล้ว แกไม่ต้องห่วงหรอก ว่าแต่แกเถอะ ทำไมถึงพูดเรื่อง เหงา ๆ อะไรขึ้นมา มีอะไรในใจหรือเปล่า” ท่านมองบุตรชายอย่างคาดคั้น

“เปล่าครับ ผมแค่คิดถึงเรื่องเก่า ๆ แล้วมันรู้สึกแย่ ๆ ขึ้นมา แต่มันเป็นอดีตไปแล้ว ไม่รู้จะย้อนกลับไปได้ยังไง” เขาว่าแล้วก้มมองข้าวสวยในจาน

“แกมีความรักหรือเปล่า” นายปรีชาเงยหน้ามองบุตรชาย ทำท่าฉงน

“ความรัก...บ้า...ผมจะไปมีความรักอะไรกับยายนั่น ทั้งเชยทั้งหน้าตาขี้เหร่ดูไม่ได้เลย” รีบปฏิเสธเสียงรัว

“หือ แล้วทำไมแกต้องรีบปฏิเสธขนาดนั้น เขาทั้งเชยทั้งขี้เหร่แต่มาทำให้แกเครียดแกเหงาได้นี่มันไม่ธรรมดาหรอกนะ แสดงว่าหนูคนนั้นต้องมีอะไรพิเศษ ฉันชักอยากรู้จักแล้วสิ ว่าง ๆ ก็พาเขามาเที่ยวบ้านบ้าง” ท่านเอ่ยเสียงเนิบ ๆ

“ก็บอกว่าไม่ได้มีอะไรจริง ๆ ครับคุณพ่อ แค่เป็นเพื่อนของ...เอ่อ เพื่อนอีกที ไม่ได้เจอกันมาเป็นปีแล้ว ผมจะไปชวนเขามาได้ยังไง เขาห้ามไม่ให้ผมไปตอแยเขาด้วย บอกว่าอึดอัด ทำอย่างกับผมอยากไปยุ่งกับเขานักนั่นแหละ หน้าตาก็จืดชืดอย่างกับน้ำเปล่า ไร้รสชาติสิ้นดี” คนพูดทำหน้ายุ่ง ชายวัยกลางคนขยับยิ้มมุมปาก

“แกรู้อะไรไหมตาภพ สิ่งที่มีประโยชน์แก่ร่างกายเราที่สุดก็น้ำเปล่านี่ละ ไม่ใช่น้ำเหล้าน้ำเบียร์อย่างที่แกชอบกินหรอก ตอนฉันเป็นหนุ่มก็ตระเวนหาน้ำมีสีสันรสชาติดี แต่สุดท้ายก็มาจบลงที่น้ำเปล่านี่ละ”

“คุณพ่อก็พูดอะไรไม่รู้ กินข้าวดีกว่าครับ ของอร่อย ๆ เต็มโต๊ะ กินไม่หมดเดี๋ยวแม่นุ่นเสียใจแย่” ว่าแล้วก็ตักอาหารใส่จาน ไม่อยากคุยกับบิดาต่อ เพราะยิ่งคุยก็เหมือนท่านจะชำแหละทุกอย่างในใจเขาออกมาเป็นชิ้น ๆ

“เออ กินก็กิน แต่อย่าลืมนะ ถ้าแกอยากได้กรณีศึกษาเรื่องน้ำเปล่า ปรึกษาพ่อได้” ชายวัยกลางคนว่าแล้วก็หัวเราะในลำคอ มองสีหน้ายุ่ง ๆ ของบุตรชายอย่างขำขัน ที่แม้ว่าเวลาผ่านไปเป็นปีแล้วแต่กลับยังไม่ลืมคนหน้าจืดชืดเหมือนน้ำเปล่าคนนั้น แถมยังเก็บมานั่งเศร้าเหงาอยู่อย่างนี้ ท่านเชื่อว่าส่วนหนึ่งเพราะธิติภพไม่เคยถูกใครปฏิเสธมาก่อน จึงรับกับความรู้สึกอย่างนั้นไม่ได้ ใจหนึ่งคงอยากเอาชนะ แต่อีกใจหนึ่งต้องยอมปล่อยไป เพราะเขาสอนลูกเสมอให้เคารพสิทธิของคนอื่น ดังนั้นเมื่อโดนอีกฝ่ายห้ามไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยว จึงต้องยอมถอยออกมา ไม่รุกล้ำก้าวก่าย

“วันนี้ทางบริษัททัวร์ในกรุงเทพฯ เขาจองเรือลำใหม่เรามาแล้วนะ เห็นบอกว่านักท่องเที่ยวยี่สิบกว่าคนจากแถบสแกนดิเนเวียร์ เหมาเรือเจ็ดวัน พ่ออยากให้แกไปกับเรือด้วย เขาเป็นลูกค้าใหม่ อยากให้ดูแลดี ๆ เผื่อวันข้างหน้าจะได้ส่งนักท่องเที่ยวมาให้เราอีก” ท่านอธิบาย

“ครับ คุณพ่อ” ตอบอย่างไม่คิดอะไร เพราะในเวลานี้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนมันก็น่าเบื่อเหมือน ๆ กัน

“เออดี วันนี้ใช้งานง่ายดี ไม่บ่นสักคำ แกเบื่อบ่อย ๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน” คนเป็นบิดาว่าแล้วตักอาหารรับประทานต่อ เขาไม่มีอารมณ์จะสนใจคำพูดของบิดา ได้แต่ปล่อยให้ท่านพูดกระทบนิดกระแซะหน่อยไปตามแต่ใจ เพราะอาการหดหู่ในใจมันก่อขึ้นมาอย่างที่เขาระงับเอาไว้ไม่ได้ หรือว่าตอนนี้เขาจะเป็นโรคซึมเศร้าไปตามกระแสฮิตของช่วงเวลานี้ไปแล้ว ชายหนุ่มคิดแล้วก็อดกังวลไม่ได้

แต่...เหงาแค่นี้ คนอย่างเขาไม่คิดฆ่าตัวตายหรอกน่า เมื่อคิดได้อย่างนั้นแล้วก็รู้สึกโล่งอกเป็นที่สุด เพราะถ้าเขาไม่คิดฆ่าตัวตาย ก็แสดงว่าเขาไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า ถ้าคนอย่างเขาปล่อยให้ยายหน้าจืดนั่นทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้ก็คงแย่เต็มที คิดแล้วก็อดขันในใจไม่ได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป