บทที่ 3 chapter 3
แค่รองเท้าของคนที่ก้าวลงมาก็สะดุดตาเขาอย่างจังแล้ว ดวงตาสีนิลค่อนไปทางดุตวัดมองไล่ตั้งแต่รองเท้าส้นสูงลิ่วสีแดงสดขึ้นไปตามลำขาเสลาที่หลายคนเรียกว่าสีน้ำผึ้งนวลเนียน จนถึงชายกระโปรงยาวขึ้นเหนือเข่าเป็นคืบอวดท่อนขากลมกลึงน่ามอง จนลืมสถานะตัวเองไปเป็นการชั่วคราว นัยน์ตาเข้มเป็นประกายวามวาวขึ้นเล็กน้อย
‘ไม่ใช่ไม่รักษามารยาทนะ แต่มีของงามๆ ให้มอง ใครไม่มองก็โง่นะสิ’
แต่งตัวอย่างนี้ก็ต้องทำใจ พวกผู้ชายหน้าหม้อ ชอบนักละที่จะสอดส่ายสายตาซอกแซกมองราวกับค้นหาความลับ คิดเสียว่า ทำบุญทำทานให้กับพวกตายอดตายอยากไม่เคยเห็นของดี อยากมองก็มองไป ของของเธอยังไงก็ยังอยู่กับเธอ ไม่มีใครเอาไปได้
ทว่าวันนี้...มันก็เดิมๆ ถูกมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แต่ทำไมถึงได้ระงับอารมณ์เอาไว้ไม่ได้ก็ไม่รู้ หรือเป็นเพราะปวดศีรษะข้างเดียวผนวกเข้ากับถูกผู้ชายอีกคนก่อกวนอารมณ์มาก่อน ทำให้เพลิงโทสะคุกรุ่นอยู่แล้วถูกเติมเชื้อเพลิงซ้ำจนไฟลุกพรึบทันควัน
ฟันซี่เล็กขบกัดจนแก้มนวลนุ่มขึ้นสัน ริ้วลมร้อนผ่าวไหลพล่านไปตามกระแสเลือดไปรวมตัวกันที่ดวงหน้าเรียวรูปไข่ จนเธอคิดว่าดวงหน้าขาวซีดแดงยิ่งกว่าผลขี้ก่าสุกแล้ว ดวงตาใสเป็นประกายเจิดจรัสเป็นประกายแข็งกร้าว ไม่คิดว่าคนที่ดูดีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าจะนิสัยแย่ขนาดนี้ มองผู้หญิงตาลุกวาวอย่างไม่ให้เกียรติกันสักนิด
กลีบปากอิ่มนุ่มเบะออกอย่างดูแคลน หน้าตาหรือก็ดี...แต่นิสัยแย่ๆ มากๆ เลย หญิงสาวกำหมัดแน่นจนปลายเล็บทิ่มตำไปบนฝ่ามือนุ่ม อยากต่อยตานั้นให้เบ้าเขียวเลยเชียว ทว่าพอมองไปแล้ว...ศีรษะทุยสะบัดส่ายแรงๆ อย่างหนึ่งหุ่นคู่กรณีของเธอหุ่นสูงล่ำยิ่งกว่าหมีควาย สัดส่วนที่ต่างไม่ได้ทำให้เธอหวั่นไหวขลาดกลัวเลย ทว่าสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมชนกับใครต่างหากล่ะ ทำให้จำยอมถอยอย่างฮึดฮัดขัดใจ ด้วยไม่อยากถูกขย้ำจนจมเขี้ยวในตอนนี้
“แทะโลมขาอ่อนฉันเสร็จแล้วใช่ไหม จะได้ไปเสียที”
เมื่อทนไม่ไหวสายน้ำผึ้งจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น เธอไม่ใช่คนเรียบร้อยอ่อนหวาน แต่เธอสวยเลิศและเชิดฉบับนางมาร...ร้ายในสายตาของหลายคน อะไรไม่ถูกไม่ต้องไม่ควร เธอเอ่ยทักด่าแกมบ่นไม่ไว้หน้าหรอกนะ ต่อให้หุ่นล่ำจนน่าซุกไซ้ซบอิง...หน้าตาหล่อเข้มมาดแมนควงเป็นแฟนพาไปวัดได้สายๆ ไม่อายใครอย่างอีตานี่ก็ตามทีเถอะ
“ก็คุณเล่นนุ่งสั้นจุ๊ดจู๋” ผุดรอยยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อย ตวัดสายตามองลำขาเสลากลมกลึงอีกครั้ง “ให้คนเขามองไม่ใช่หรือไง ถ้าผมไม่มอง เดี๋ยวคุณก็ว่าของดีให้มอง เสือกตาเหล่ ตาเอียงโง่บรรลัยน่ะสิ”
ต้องยอมรับว่าเรือนร่างและลำขาเสลากลมกลึงราวกับท่อนลำเทียนของเธอเหมาะสมกับการแต่งกายอย่างนี้ด้วยแหละ แทนที่จะเป็นขาอ้วนทู่ราวกับท่อนซุง กลับเรียวยาวนวลเนียนจนอยากรู้นักว่าถ้าหาก...เฮ้ย!! เขาคิดอย่างนี้กับผู้หญิงที่เพิ่งเจอหน้าครั้งแรกได้ยังไงกัน บ้าแล้ว ศีรษะทุยสะบัดส่ายแรงๆ ไล่ความคิดบ้าๆ ที่ผุดขึ้นในสมองออกไปอย่างเร็ว
“ไอ้...บ้าน่ะสิ! ความสามารถอย่างฉัน ไม่จำเป็นต้องใช้รูปร่างล่อเสือล่อตะเข้หรอกย่ะ” เถียงกลับอย่างไม่ยอมรับความจริง ด้วยบ่อยครั้งการทำงานก็ต้องมีอ่อยยั่วยวนกันบ้าง แต่ก็พอหอมปากหอมคอเท่านั้นเอง ด้วยเธอไม่เอาศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงมาแลกกับลูกค้าบางคนคิดว่าเธอไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ประชาสัมพันธ์ ติดต่อตามประสานงาน ทำให้เขาเหล่านั้นได้รับบริการอันดีและพึงพอใจสูงสุด จนบางคนถือโอกาสนี้แทะโลมด้วยปากเสียๆ ที่สมควรเอาหนอนยัดให้กินแทนข้าว จิ้มไอ้ตาที่ชอบแทะโลมไปทั่ว หักมือที่ไวยิ่งปูไต่โน่นแตะนี่ ขอแค่ได้ส่วนใดของกายนุ่มนิ่มเพียงเล็กน้อยก็ยังเอา
เมื่ออีกฝ่ายมองได้เธอก็มองได้เช่นกัน นัยน์ตากลมใสราวลูกแก้วกวาดไล่จากปลายเท้าขึ้นไป “อืม...” ทำเสียงเข้มในลำคอ อย่างยั่วยุกวนอารมณ์ “ปากไม่แตก หัวไม่ปูด เลือดไม่ไหล ตาไม่ถลนออกมาให้อีกาบินลงมาจิกเล่น ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่ งั้นฉันไปได้แล้วใช่ไหม” เอ่ยถามพร้อมตวัดหน้าเชิดขึ้นและหันหลังก้าวเดินฉับๆ
“อ้าว...จะไปไหนละคุณ ยังไม่ได้คุยกันเลยนะ ชนแล้วหนีหรือไง คนอะไรแต่งตัวก็ดี หน้าตาก็สวย แต่ไม่มีความรับผิดชอบเลยนี่น่า” เอ่ยเสียงเข้มประชดประชันปนถากถาง
เขาไม่ได้เจ็บอะไรหรอก แค่อยากเตือนเท่านั้นเอง ขับรถไม่ควรประมาท ควรมองทางไม่ใช่มองนั่นมองนี่ จนทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน นี่ดีนะที่เขาหลบทัน ไม่เช่นนั้นก็ต้องพากันไปโรงพยาบาล เสียค่ายาค่าหมอและเสียเวลาอีก ส่วนแม่เจ้าประคุณก็ต้องเสียทั้งเวลา เสียเงินทั้งค่ารักษาเขาและค่าซ่อมรถอีก เหตุแค่นิดเดียวแต่ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ได้นิดเลย เผลอๆ ถ้าดวงซวยก็จะกลายเป็นฆ่าคนโดยประมาทอีก
สายน้ำผึ้งหยุดกึก ตวัดหน้าบึ้งตึงแดงคล้ำอย่างระงับอารมณ์โกรธเอาไว้แทบไม่ไหว หันมามองคนปากไม่มีหูรูด
“ไม่ได้คิดหนี แต่นึกว่าคุณไม่เอาความ เพราะมัวแต่มองขาอ่อนฉันจนน้ำลายไหลย้อย ยกมือซับไม่ทัน” โต้กลับทันควัน ยกสองมือสอดไขว้ระหว่างอก ยื่นเท้าสอดไขว้มาด้านหน้าพร้อมกระดิกปลายเท้าเล็กน้อย เสียดายไม่มีหมากฝรั่งในปากจะได้เคี้ยวฉับๆ อย่างที่เคยทำเมื่อไม่พอใจใครแล้วต้องการก่อกวนอารมณ์
“มองขาอ่อนกับเอาความ คนละเรื่องกันเลยนะ คุณทำผิดแล้วก็ควรรับผิด ไม่ใช่เถียงเอาชนะข้างๆ คูๆ อย่างนี้”
“แล้วไง ฉันผิด...ฉันยอมรับ คุณจะเอายังไงว่ามา” เพราะสายตาเหลือบไปเห็นของบางอย่างในมือชายหนุ่ม กลีบปากอิ่มเคลือบด้วยลิปสติกสีสดเบะออกเล็กน้อยอย่างหยามหยัน “ว่าแค่คนอื่น ตัวเองละดีเสียเมื่อไหร่ ก็ผิดเหมือนกันนั่นแหละ” โต้กลับอย่างไม่ยอมให้อีกฝ่ายโยนข้อหาใส่แต่ฝ่ายเดียว
“ฉันผิดตรงไหน” มองจากหน้าตาแล้วอีกฝ่ายเป็นอายุคงไม่เกินยี่สิบห้าปี อย่างนี้ก็เท่ากับเป็นน้องเขาได้ ถ้ารู้จักมักจี่สักหน่อย จะพาเข้าห้องเรียนให้ครูอบรมมารยาทเสียใหม่ เป็นเด็กเป็นเล็กปากคอเราะรายเถียงคำไม่ตกฟากเอาเสียเลย
