บทที่ 1 พี่ชายที่แสนดี

ณ คฤหาสน์ตระกูลวรเมธาวี

แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาภายในห้องนอนกว้าง เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้หญิงสาวบนเตียงค่อย ๆ ขยับตัว ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปิดเสียงด้วยความงัวเงีย

“อื้อ…” หญิงสาวครางประท้วงในลำคอเบา ๆ พลางซุกหน้าลงกับหมอนขวานดิบอย่างงอแง

มินตาพลิกตัวกลับไปอีกด้าน ตั้งใจจะนอนต่ออีกเพียงไม่กี่นาที ทว่าเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเสียก่อนทำให้เธอต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“น้องมิน ตื่นหรือยังลูก?” มาลินน์ยืนเคาะประตูพลางเอ่ยถามลูกสาวเสียงเรียบจากหน้าห้องด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อยเพราะกลัวลูกสาวจะตื่นสาย

“ตื่นแล้วค่ะคุณแม่…” หญิงสาวตอบกลับไปทันทีด้วยน้ำเสียงงัวเงียและลากเสียงยาวอย่างคนยังไม่ตื่นดี ก่อนจะเอื้อมมือไปเหลือบมองนาฬิกาบนโต๊ะข้างเตียง

07.15 น.

เมื่อได้ยินเสียงขานรับ บานประตูห้องนอนก็ค่อย ๆ ถูกเปิดออก พร้อมกับร่างของมารดาที่ก้าวเข้ามาภายในห้อง มาลินน์เดินตรงเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง พลางทอดสายตามองลูกสาวที่ยังคงซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มด้วยความเอ็นดู

“วันนี้พี่รัณย์มารับนะลูก อย่าลืมล่ะ” มาลินน์เอ่ยเตือนความจำลูกสาวพลางยื่นมือไปแตะแขนเธอเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแฝงความเอ็นดู

ทันทีที่ได้ยินชื่อของชายหนุ่ม มินตาก็เบิ่งตากว้าง เบิกสติขึ้นมาทันทีแล้วรีบเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงนุ่ม

“พี่รัณย์มาแล้วเหรอคะ?” มินตาเอ่ยถามกลับไปเสียงหลงด้วยความตกใจและลุกลี้ลุกลน

“ยังจ้ะ แต่ใกล้ถึงแล้ว” มาลินน์ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายและเอ็นดูในท่าทางตื่นตระหนกของลูกสาว

“งั้นน้องไปอาบน้ำก่อนนะคะ!” มินตาร้องบอกมารดาเสียงใสพลางรีบสลัดผ้าห่มออกจากตัว

“ค่อย ๆ เดินก็ได้ลูก เดี๋ยวล้ม” มาลินน์ร้องเตือนลูกสาวด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นเธอกุลีกุจอรีบวิ่ง

“ค่ะ!” มินตารับคำอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

เสียงตอบรับดังออกมาจากในห้อง ก่อนที่มินตาจะรีบคว้าผ้าเช็ดตัวแล้วหายเข้าไปในห้องน้ำอย่างรวดเร็ว มาลินน์ยิ้มรับเบา ๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องนอน

ทางด้านชั้นล่าง

ภายในห้องรับแขกของคฤหาสน์ ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเข้มกำลังนั่งพูดคุยกับเจ้าของบ้านอย่างเป็นกันเอง ใบหน้าคมคายมักจะเรียบตึงและเย็นชาต่อหน้าผู้อื่น ทว่ายามอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ที่เคารพ เขาคงไว้เพียงความสุภาพและสำรวลราบเรียบ

“ช่วงนี้งานเป็นยังไงบ้างศรัณย์?” เมธาเอ่ยถามชายหนุ่มตรงหน้าด้วยน้ำเสียงอาวุโสแต่แฝงความอบอุ่น ขณะยกถ้วยกาแฟร้อนขึ้นจิบเบา ๆ

“ก็เรื่อย ๆ ครับ ช่วงนี้มีประชุมค่อนข้างเยอะ แต่จัดการได้ครับ” ศรัณย์ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ท่าทางสุภาพและมั่นคงสมเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่

“แล้ววันนี้ต้องเข้าบริษัทกี่โมง?” เมธาถามต่อด้วยความสนใจในสารพัดภาระหน้าที่ของชายหนุ่ม

“ประมาณสิบโมงครับ” ศรัณย์ตอบกลับเรียบ ๆ พร้อมส่งรอยยิ้มบางเบาตามมารยาทให้ผู้ใหญ่

“ถ้าอย่างนั้นก็ยังพอมีเวลา” เมธาพยักหน้ารับรู้ด้วยความพอใจที่ชายหนุ่มแบ่งเวลาได้ดี

“ครับ” ศรัณย์ตอบรับคำสั้น ๆ อย่างมีมารยาท

ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบา ๆ จากบันไดก็ดังขึ้น มาลินน์เดินลงมาจากชั้นสองหลังจากขึ้นไปปลุกลูกสาว เธอส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้ชายหนุ่มรุ่นน้องที่นั่งอยู่ในห้องรับแขก ก่อนจะก้าวเข้าไปสมทบและนั่งลงข้างสามี

“น้าฝากน้องมินด้วยนะลูก วันนี้น้องมีเรียนเช้า” มาลินน์กล่าวพลางทอดสายตามองชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มเอ็นดูและไว้เนื้อเชื่อใจ

“ยินดีครับน้ามาลินน์” ศรัณย์รับคำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเป็นเรื่องของคนตัวเล็กบนชั้นสอง

“ช่วงนี้น้องมินตื่นสายบ่อย น้าต้องคอยตามทุกวันเลย” มาลินน์บ่นกะปอดกะแปดด้วยความเอ็นดูพลางส่ายหน้าเบา ๆ

เมธาหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี

“ลูกสาวเราโตเป็นสาวแล้ว ยังตื่นสายเหมือนเด็ก ๆ อยู่ได้” เมธาเอ่ยเย้าลูกสาวคนเดียวของบ้านด้วยความขำขัน

“คุณก็พูดไป น้องมินเรียนหนักนะคะ” มาลินน์หันไปออกรับและเอ่ยแก้แทนลูกสาวทันควัน

“พ่อรู้ แต่ถ้าไม่รีบเดี๋ยวไปมหาวิทยาลัยไม่ทัน” เมธาพูดกลั้วหัวเราะพลางส่งยิ้มให้ภรรยา

ศรัณย์ยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มเล็กน้อย นัยน์ตาคู่คมที่มักจะดูฉลาดและอ่านยาก กลับส่องประกายเอ็นดูอ่อนวูบยามนึกถึงคนตื่นสายที่คงกำลังกุลีกุจอจัดการตัวเองอยู่ด้านบน เขาค่อย ๆ วางแก้วลงบนโต๊ะกระเบื้องเนื้อดีเบามือ ไร้เสียงกระทบแม้แต่น้อย

“ไม่ต้องห่วงนะครับน้ามาลินน์ เดี๋ยวผมดูแลน้องเอง” ศรัณย์เอ่ยยืนยันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่น สายตาฉายความจริงใจ ห่วงใย และน่าเชื่อถือจนคนฟังรู้สึกอบอุ่นหัวใจ

เมธาพยักหน้าอย่างสบายใจ

“ฝากด้วยนะ” เมธากล่าวฝากฝังลูกสาวกับคนตรงหน้าอีกครั้งด้วยความไว้วางใจ

“ครับ” ศรัณย์ตอบรับอย่างนอบน้อม

มาลินน์หันไปมองนาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังห้องรับแขก

“ป่านนี้น้องน่าจะลงมาแล้ว เดี๋ยวแม่ขึ้นไปตามดีกว่า” มาลินน์เอ่ยขึ้นอย่างปรารภพลางขยับตัวเตรียมลุกขึ้น

ยังไม่ทันที่เธอจะลุก เสียงฝีเท้าเร่งรีบจากทางบันไดก็ดังขึ้นเสียก่อน

หญิงสาวในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเดินลงมาจากชั้นสองพร้อมกระเป๋าสะพายใบโปรด เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งอยู่ในห้องรับแขก เธอก็รีบเดินเข้าไปหาทันที

“พี่รัณย์!” มินตาร้องทักเสียงใสด้วยความดีใจพร้อมส่งรอยยิ้มสดใสไปให้

ศรัณย์ที่กำลังมองจอโทรศัพท์ ละสายตาขึ้นมองเธอทันทีที่ยินเสียงหวาน สายตาคู่คมที่ไร้ความรู้สึกต่อโลกภายนอก บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนลึกซึ้งที่เก็บซ่อนไว้เพียงผู้เดียว รอยยิ้มอบอุ่นละมุนสายตาผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายรอยยิ้มที่มีไว้เพื่อมินตาแค่คนเดียวเท่านั้น

“เสร็จแล้วเหรอครับ น้องมิน” ศรัณย์ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ไพเราะน่าฟัง ละมุนจนคนที่ได้ยินต้องใจละลาย

“ค่ะ” มินตาตอบรับพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ

มินตาเดินเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ ๆ เขา ก่อนจะยิ้มให้อย่างเกรงใจ

“น้องให้พี่รัณย์รอนานไหมคะ?” มินตาถามพลางทำสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อยอย่างน่าเอ็นดู

ศรัณย์มองใบหน้าหวานตรงหน้า สายตาของเขาทอดมองเธอด้วยความละมุนละไมและใส่ใจในทุกรายละเอียด แม้ปากไม่ได้พูดคำหวานซาบซึ้ง ทว่าสายตาที่จับจ้องเธออยู่ตลอดก็เต็มไปด้วยความรักและความห่วงใยอันเปี่ยมล้น

“ไม่นานเลยครับ พี่เพิ่งมาถึงเอง” ศรัณย์ตอบพลางยิ้มอบอุ่น ส่งผ่านความรู้สึกเอ็นดูเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ

“จริงเหรอคะ?” มินตาเอียงคอถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“จริงครับ” ศรัณย์พยักหน้ารับยืนยันด้วยท่าทางใจเย็น นัยน์ตาส่อแววอ่อนโยนจับใจ

“ดีเลยค่ะ น้องกลัวพี่รัณย์ต้องรอนาน” มินตากล่าวด้วยถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างผ่อนคลาย

มาลินน์มองลูกสาว ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ลงมาก็ดีแล้วลูก ไปกินข้าวกันก่อน แม่ให้ป้าเตรียมอาหารไว้แล้ว” มาลินน์เอ่ยชวนทุกคนด้วยน้ำเสียงเอื้ออารี

“ค่ะคุณแม่” มินตารับคำมารดาอย่างว่าง่าย

เมธาหันไปทางศรัณย์

“ศรัณย์ก็กินข้าวด้วยกันสิลูก มาถึงแต่เช้าแล้ว” เมธาเอ่ยชวนชายหนุ่มรุ่นน้องด้วยความปรารถนาดีและเอ็นดู

ศรัณย์พยักหน้ารับด้วยความนอบน้อม

“ครับคุณอา” ศรัณย์ตอบรับอย่างสุภาพ

“ไปค่ะ กินข้าวก่อน เดี๋ยวค่อยพาน้องไปมหาวิทยาลัย” มาลินน์กล่าวเสริมพร้อมผายมือชวนด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

“ครับน้ามาลินน์” ศรัณย์ตอบรับคำชวนอย่างว่าง่าย

มินตาหันไปมองศรัณย์

“ไปกันค่ะพี่รัณย์” มินตาเอ่ยชวนพลางส่งยิ้มหวานและก้าวเดินนำไปก่อน

“ครับ” ศรัณย์ขานรับในลำคอเบา ๆ สายตาคู่นั้นยังคงทอดมองแผ่นหลังบางของคนตัวเล็กอย่างถนอมและห่วงใย รอยยิ้มอ่อนโยนผุดขึ้นตรงมุมปาก ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นเดินตามไป เว้นระยะห่างอย่างพอเหมาะ คอยระวังหลังให้เธอเสมอ

ทั้งสี่คนเดินไปยังห้องอาหารพร้อมกัน

บทถัดไป