บทที่ 2 พี่รัณย์ก็จะดุน้องเหรอคะ?
บรรยากาศภายในห้องอาหารของคฤหาสน์ตระกูลวรเมธาวีถูกอบอวลไปด้วยความโปร่งสบาย ผ้าม่านเนื้อดีเปิดกว้างรับแสงแดดยามสายที่สาดส่องเข้ามาบนโต๊ะอาหารไม้สักตัวยาว บนโต๊ะถูกจัดวางด้วยชุดจานชามกระเบื้องเนื้อดีอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นหอมฉุยของข้าวต้มหมูสับลอยอบอวลไปทั่วห้อง แกล้มด้วยขนมปังปิ้งเนยสด ไข่ดาวดาวคู่ และผลไม้สดหลากชนิดที่ถูกปอกจัดจานไว้อย่างประณีต
“นั่งเลยลูก กินข้าวกันก่อน เดี๋ยวจะสายกันหมด” เมธา เจ้าของบ้านผู้มีเมตตาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอาวุโสแต่แฝงความเอ็นดู พลางเชื้อเชิญให้ทุกคนนั่งลงยังตำแหน่งประจำของตนเอง
มินตาก้าวตามเข้ามาหย่อนตัวลงนั่งฝั่งขวาของมารดา ขณะที่ศรัณย์ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มเนี๊ยบไร้ที่ติ นั่งลงตรงข้ามกับหญิงสาวพอดี โดยมีเมธานั่งประธานที่หัวโต๊ะ
“ศรัณย์ ตักข้าวต้มเลยลูก ไม่ต้องเกรงใจนะ น้าให้ป้าจันทร์ทำสดๆ ร้อนๆ เลย” มาลินน์เอ่ยบอกชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอย่างผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเด็กในบ้านมานาน
“ขอบคุณครับน้ามาลินน์” ศรัณย์ตอบรับด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ยกมือขึ้นไหว้อย่างมีมารยาทและนอบน้อม ก่อนจะลงมือตักข้าวต้มใส่ชามของตนเอง
ยามที่ผู้ใหญ่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยเรื่องข่าวสารยามเช้า นัยน์ตาคู่คมที่มักจะฉายแววเฉียบขาดและอ่านยากยามอยู่ต่อหน้าผู้คนในโลกธุรกิจ กลับทอดมองเด็กสาวฝั่งตรงข้ามด้วยความอ่อนโยนลึกซึ้งที่ซุกซ่อนไว้ ศรัณย์ลอบสังเกตทุกรายละเอียดของคนตัวเล็ก ชามข้าวต้มหมูของมินตาไม่มีผักชีเลยแม้แต่ใบเดียว... ซึ่งไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นเพราะเขาแอบกำชับแม่บ้านไว้ตั้งแต่เมื่อวานที่แวะเข้ามาปรึกษางานกับคุณอาเมธา ว่าน้องมินไม่ชอบกลิ่นผักชี การดูแลเล็กๆ น้อยๆ ที่แนบเนียนจนคนได้รับแทบไม่ทันรู้ตัว คือกับดักความคุ้นชินที่เขาค่อยๆ ถักทอไว้รอบตัวเธออย่างใจเย็น
“วันนี้มีเรียนวิชาอะไรบ้างลูกน้องมิน?” มาลินน์หันไปเอ่ยถามลูกสาวที่กำลังเคี้ยวข้าวแก้มพอง
มินตากลืนข้าวลงคออย่างเรียบร้อย ก่อนจะส่งยิ้มสดใสตาหยีให้มารดา “มีวิชาการจัดการตอนเช้าค่ะคุณแม่ ส่วนตอนบ่ายมีวิชาเศรษฐศาสตร์ตัวยากเลย แถมวันนี้อาจารย์น่าจะเริ่มสั่งงานกลุ่มโปรเจกต์ใหญ่ของเทอมนี้ด้วยค่ะ”
“งานกลุ่มเหรอ?” มาลินน์ถามต่อด้วยความห่วงใย “แล้วช่วงนี้งานเยอะไหมลูก แม่เห็นเรากลับมาถึงห้องก็เอาแต่หมกตัวอยู่กับกองหนังสือจนดึกจนดื่นทุกคืน ถ้าหักโหมมากเดี๋ยวจะป่วยเอานะ”
“นิดหน่อยค่ะคุณแม่ แต่น้องอยากรีบทำส่วนของตัวเองให้เสร็จก่อน จะได้ไม่เป็นภาระเพื่อนในกลุ่ม” มินตาตอบเสียงอ่อย ทำหน้ายู่เล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าโดนจับผิดเรื่องนอนดึก
ศรัณย์ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ วางช้อนลงเบามือ นัยน์ตาคู่คมทอแววห่วงใยฉานชัด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเรียบสม่ำเสมอ “เรื่องวิชาเศรษฐศาสตร์กับการจัดการ ถ้าน้องมินมีตรงไหนที่ไม่เข้าใจ หรือติดปัญหาเรื่องการวางโครงสร้างรายงาน บอกพี่ได้ตลอดเลยนะครับ เดี๋ยวพี่ช่วยตรวจและดูเอกสารให้”
มินตาเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามทันที ดวงตากลมโตสว่างวาบเป็นประกาย “จริงเหรอคะพี่รัณย์! เศรษฐศาสตร์ภาคการเงินนี่ยากมากเลย ถ้าน้องทำโมเดลวิเคราะห์ไม่ได้ น้องจะรีบหอบโน้ตบุ๊กไปรบกวนพี่รัณย์ที่บริษัทเลยนะคะ”
“ได้เสมอครับ สำหรับน้องมิน... พี่มีเวลาให้เราเสมอ” ศรัณย์ตอบกลับพร้อมรอยยิ้มละมุนที่มุมปาก น้ำเสียงทุ้มอบอุ่นนั้นฟังดูเหมือนคำสัญญาธรรมดาของพี่ชายใจดี แต่กลับทำให้หัวใจดวงน้อยของมินตารู้สึกวูบวาบและอบอุ่นใจอย่างประหลาด
เมธาที่นั่งฟังบทสนทนาของทั้งคู่ถึงกับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “ดีเลยศรัณย์ ฝากช่วยสอน ช่วยดุช่วยเตือนน้องด้วยนะ รายนี้ถ้าไม่มีคนคอยตีกรอบให้ ชอบแอบอ่านหนังสือจนลืมเวลาพักผ่อนตลอด”
“คุณพ่ออ่ะ! น้องไม่ได้ดื้อขนาดนั้นสักหน่อย” มินตาประท้วงคุณพ่อเสียงหลง ทำหน้ายู่ใส่อย่างงอนๆ
“ไม่ดื้อแน่นะ?” เมธาเลิกคิ้วเย้าแย่ลูกสาว “ถ้าดื้อขึ้นมาเมื่อไหร่ พ่ออนุญาตให้พี่รัณย์จัดการได้เต็มที่เลยนะ”
“น้องมินไม่ดื้อหรอกครับคุณอา... ถึงดื้อ พี่ก็คงดุไม่ลงอยู่ดี” ศรัณย์เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ นัยน์ตาสบประสานกับดวงตากลมโตของมินตาอย่างมีความหมาย ซ่อนความรักใคร่เอาไว้อย่างมิดชิดภายใต้คำว่าเอ็นดู
มินตาหลบสายตาคู่นั้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะรีบตักผลไม้เข้าปากแก้เก้อ เสียงหัวเราะอบอุ่นของครอบครัวดังขึ้นทั่วห้องอาหาร จนกระทั่งมินตาทานอาหารเสร็จเรียบร้อย หญิงสาวหยิบแก้วน้ำขึ้นจิบ ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมตัว
“อิ่มแล้วค่ะ ไปกันเลยไหมคะพี่รัณย์”
“ครับ” ศรัณย์รับคำอย่างว่าง่าย ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โค้งกายลาผู้ใหญ่ทั้งสองอย่างสุภาพเรียบร้อย ก่อนจะเดินนำมินตาก้าวออกไปทางประตูหน้าคฤหาสน์
เมื่อมาถึงรถยนต์คันหรูสีเข้ม ศรัณย์รีบเดินนำไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับให้อย่างใส่ใจ ชายหนุ่มยกมือหนาขึ้นบังขอบประตูรถให้อย่างระมัดระวังดังเช่นทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้หัวเล็กๆ ของเธอต้องกระทบเข้ากับขอบเหล็ก
“ขอบคุณค่ะพี่รัณย์” มินตาส่งยิ้มหวาน ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะนุ่ม
ศรัณย์ปิดประตูให้อย่างเบามือ แล้วเดินอ้อมไปประจำตำแหน่งคนขับ รถยนต์เคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์ตระกูลวรเมธาวีอย่างนุ่มนวล มุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัย
ตลอดเส้นทาง มินตาเปิดฉากเล่าเรื่องราวความวุ่นวายในคณะให้ชายหนุ่มฟังอย่างเจื้อยแจ้ว ศรัณย์ตั้งใจฟังทุกคำพูดของเธอ คอยตอบรับด้วยน้ำเสียงทุ้มหวานนุ่มนวลอยู่เสมอ ยามสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง ชายหนุ่มถือโอกาสหันกลับมามองใบหน้าหวานใสที่นั่งอยู่ข้างกาย รอยยิ้มละมุนผุดขึ้นทุกครั้งที่ได้เห็นเธอมีความสุข
“จริงสิพี่รัณย์คะ” มินตาเอ่ยขึ้นเหมือนนึกอะไรออก “อาทิตย์หน้าคณะบริหารของน้องมีจัดงานสัมมนาใหญ่เกี่ยวกับการลงทุนและทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยนะคะ นักศึกษาทุกคนต้องเข้าร่วมฟังบรรยายเต็มวันเลย”
“งานสัมมนาการลงทุนเหรอครับ?” ศรัณย์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหมุนพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าสู่ถนนฝั่งมหาวิทยาลัย “ถ้าเป็นงานสัมมนาของคณะบริหาร มหาวิทยาลัย K... บริษัทของพี่ก็เป็นหนึ่งในสปอนเซอร์หลัก และพี่ก็ได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรช่วงบ่ายด้วยครับ”
มินตาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจและดีใจสุดขีด “จริงเหรอคะ! พี่รัณย์ไปเป็นวิทยากรด้วยเหรอเนี่ย สุดยอดไปเลย! แบบนี้น้องก็จะได้เจอพี่รัณย์ที่งานด้วยใช่ไหมคะ”
“ครับ วันนั้นคงได้เจอกัน” ศรัณย์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับทอประกายลึกซึ้ง... อันที่จริง งานสัมมนาระดับมหาวิทยาลัยเช่นนี้ ปกติแล้วเขาจะส่งผู้บริหารระดับรองหรือหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ไปแทนเสมอ แต่ทันทีที่เห็นรายชื่อมหาวิทยาลัยและรู้ว่ามินตาจะต้องเข้าร่วม เขาก็ตอบรับคำเชิญด้วยตัวเองทันทีโดยไม่ลังเล
“ดีใจจังเลยค่ะ พอรู้ว่ามีพี่รัณย์ไปด้วย น้องรู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะเลย ไม่เกร็งแล้ว” มินตายิ้มกว้าง รอยยิ้มสดใสนั้นสว่างไสวเสียจนคนมองรู้สึกหัวใจพองโต
ศรัณย์มองภาพตรงหน้าผ่านกระจกมองหลัง รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นตรงมุมปากอย่างถนอม “พี่ก็ดีใจครับ... ที่จะได้อยู่ใกล้น้องมิน”
ไม่นานนัก รถยนต์คันหรูก็เคลื่อนเข้าจอดที่บริเวณหน้าอาคารเรียนคณะบริหารธุรกิจอย่างนิ่มนวล มินตาปลดเข็มขัดนิรภัยออก เตรียมจะก้าวลงจากรถ แต่ศรัณย์กลับเอ่ยทักไว้เสียก่อน
“น้องมินครับ”
“คะพี่รัณย์?” มินตาเอี้ยวตัวหันกลับมามองด้วยความสงสัย
ศรัณย์เอียงตัวเข้าหาเธอเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบฉายแววห่วงใยอย่างลึกซึ้ง “เลิกเรียนแล้วอย่าลืมโทรหาพี่นะครับ กินข้าวเที่ยงให้ตรงเวลาด้วย แล้วถ้าบ่ายนี้เลิกเรียนแล้วมีงานกลุ่มต่อ โทรบอกพี่ล่วงหน้านะครับ พี่จะได้จัดเวลาไปรับถูก”
“เข้าใจแล้วค่ะ พี่รัณย์น่ารักที่สุดเลย!” มินตารับคำเสียงใส ยกมือไหว้ขอบคุณชายหนุ่มอย่างสนิทสนมและคุ้นเคย ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถไป
ศรัณย์ประคองสายตามองตามแผ่นหลังบางของเด็กสาวที่เดินร่าเริงเข้าอาคารเรียนไปจนลับสายตา ความรู้สึกห่วงหาและรักใคร่อบอวลอยู่เต็มอก ชายหนุ่มจุดรอยยิ้มอบอุ่นกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนรถออกจากหน้าคณะ เพื่อมุ่งหน้าไปจัดการภาระหน้าที่ของตนเองในโลกผู้ใหญ่... โลกที่เขาพยายามสร้างความมั่นคงทั้งหมด ก็เพื่อรอวันที่ 'กับดัก' แห่งความรักนี้จะสมบูรณ์แบบพอที่จะปกป้องเธอไปตลอดชีวิต
