บทที่ 3 เขยตระกูลวรเมธาวี
ณ ชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานใหญ่ตระกูลอัครเดชากร
บรรยากาศภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีเทาดำสไตล์โมเดิร์นเรียบหรู กระจกบานโตด้านหลังโต๊ะทำงานมองเห็นทิวทัศน์ตึกสูงตระหง่านทั่วกรุงเทพมหานคร ทว่าความสวยงามภายนอกกลับขัดแย้งกับบรรยากาศอันตึงเครียดและเงียบสงบภายในห้องอย่างสิ้นเชิง
ศรัณย์ในชุดสูทสีเข้มเนี๊ยบไร้ที่ติ กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้เนื้อดี สายตาคมกริบกวาดมองเอกสารงบการเงินและรายงานการประเมินความเสี่ยงโปรเจกต์ใหม่ด้วยความรวดเร็วและเฉียบขาด สมกับตำแหน่งผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด เย็นชา และอ่านยากที่สุดในวงการธุรกิจ
เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นสองสามครั้งก่อนที่ประตูไม้บานใหญ่จะถูกดันเปิดออก เลขาหนุ่มเดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะด้วยท่าทางนอบน้อม
“ท่านประธานครับ เอกสารสัญญาของล็อตใหม่ ฝ่ายกฎหมายส่งมาให้ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วครับ แล้วก็... เรื่องรายชื่อวิทยากรที่จะเข้าร่วมงานสัมมนาของมหาวิทยาลัย K ในอาทิตย์หน้า ฝ่ายประชาสัมพันธ์จัดเตรียมเอกสารอัปเดตไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ”
ศรัณย์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นในทันที มือหนายังคงพลิกหน้าสัญญาอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยสั่งเสียงเรียบ “อืม วางไว้ตรงนั้น”
เลขาหนุ่มวางแฟ้มลงบนโต๊ะตามคำสั่ง แต่เขากลับยังคงยืนนิ่วหน้า ท่าทางลังเลเหมือนมีคำถามในใจจนศรัณย์ต้องหยุดชักมือแล้วเลิกคิ้วมอง
“มีอะไรอีกไหม?”
“เอ่อ... ขออภัยครับท่านประธาน พอดีผมสงสัยนิดหน่อย...” เลขาหนุ่มเอ่ยถามขึ้นด้วยความแปลกใจ “ตอนแรกท่านสั่งให้ส่งคุณกิตติไปแทนไม่ใช่หรือครับ?”
คำถามนั้นทำให้ศรัณย์ชะงักมือเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบเหลือบมองเลขาหนุ่มเรียบๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและราบเรียบ
“เปลี่ยนแผนแล้ว ผมจะไปเอง”
“เอ่อ... แต่คุณกิตติเตรียมสไลด์การบรรยายไว้เกือบเสร็จแล้วนะครับท่านประธาน ถ้าเปลี่ยนตัวกะทันหันแบบนี้...”
“ผมสั่งว่าผมจะไปเอง คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” ศรัณย์แทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ทว่ากดดันจนเลขาหนุ่มเหงื่อตก
“ไม่มีครับ! ไม่มีปัญหาเลยครับท่านประธาน!” เลขารีบปฏิเสธเสียงหลนลาน “เดี๋ยวผมจะไปแจ้งฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้ปรับกำหนดการใหม่ แล้วรีบดึงเล่มเอกสารบรรยายมาให้ท่านประธานตรวจด่วนที่สุดครับ”
“ดีมาก ออกไปจัดการตามนี้ได้แล้ว”
“ครับท่านประธาน” เลขารับคำทันทีอย่างรู้หน้าที่ แล้วรีบเดินถอยหลังออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อความเงียบกลับมาปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง ศรัณย์ค่อย ๆ วางปากกาในมือลง ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพงอย่างอ่อนล้าเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความกดดันและความจริงจังยามอยู่ต่อหน้าลูกน้อง ค่อย ๆ ผ่อนคลายลงกลายเป็นความอ่อนโยนละมุนละไมอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเขาเลื่อนสายตาไปมองนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือ
12.00 น. เที่ยงตรงพอดี...
มุมปากหยักสวยยกยิ้มขึ้นบาง ๆ โดยอัตโนมัติเมื่อนึกถึงเด็กสาวที่ป่านนี้คงเพิ่งเลิกคลาสเรียนช่วงเช้า สัญชาตญาณความห่วงหาพาให้มือหนาเอื้อมไปหยิบสมาร์ตโฟนเครื่องหรูขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอไร้ลังเล นิ้วเรียวกดเข้าไปในแอปพลิเคชันแชต แล้วบรรจงพิมพ์ข้อความส่งตรงไปหาคนตัวเล็กทันที
‘กินข้าวเที่ยงรึยังครับ?’
กดส่งไปได้ไม่ถึงครู่ หน้าจอก็สว่างวาบพร้อมข้อความตอบกลับที่เด้งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
‘เพิ่งเลิกคลาสค่ะ กำลังจะไปกินข้าวเที่ยงกับยัยพิมค่ะ แล้วพี่รัณย์ล่ะคะทานอะไรหรือยัง?’
ศรัณย์อ่านข้อความนั้นแล้วเผลอหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอ รอยยิ้มอบอุ่นระบายขึ้นทั่วใบหน้าคมคาย ภาพของมินตาที่คงกำลังเดินคุยกับเพื่อนสนิทอย่างร่าเริงลอยเข้ามาในหัว ชายหนุ่มพิมพ์ตอบกลับไปด้วยความรวดเร็ว
‘กำลังจะทานครับ อย่าลืมกินข้าวให้ตรงเวลานะครับ’
‘ค่ะ! (พร้อมส่งสติกเกอร์แมวโบกมือหยอย ๆ)’
ศรัณย์มองหน้าจอโทรศัพท์ที่มีข้อความสั้น ๆ นั้นค้างไว้เนิ่นนาน หัวใจที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหวงแหนและเฝ้ารอคอยมาตลอดรู้สึกพองโตขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ เขาเปิดแฟ้มงานสัมมนาของมหาวิทยาลัย K ขึ้นมาดูอีกครั้ง สายตาคมจับจ้องไปที่รายชื่อนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจชั้นปีที่ต้องเข้าร่วม ซึ่งมีชื่อ ‘มินตา วรเมธาวี’ เด่นหราอยู่ตรงนั้น
การตัดสินใจเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่แค่หน้าที่... แต่มันคือการแทรกตัวเข้าไปอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิตเธอ ค่อยๆ ล้อมรั้วให้เธอคุ้นชินกับการมีเขาอยู่ข้างกาย จนกระทั่งในหัวใจของเธอไม่เหลือพื้นที่ให้ใครหน้าไหนแทรกเข้ามาได้อีกเลย
ชายหนุ่มจัดการล็อกหน้าจอโทรศัพท์แล้ววางลงบนโต๊ะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะกลับมาสนใจงานตรงหน้าต่อด้วยความรู้สึกสดชื่นกว่าเดิม
ตัดกลับมาที่ฝั่งของมินตา...
หลังจากกดส่งข้อความตอบกลับศรัณย์เสร็จ มินตาก็เก็บมือถือใส่กระเป๋าสะพายตามเดิมโดยไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการคุยกับพี่ชายที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก
“แหม… ตอบแชทรวดเร็วทันใจเชียวนะยะ พี่ชายสุดที่รักรายงานตัวตลอดเวลาแบบนี้ คนอื่นเขาอิจฉาตายเลย” พิมที่เดินเคียงข้างกันมาเอ่ยแซวเพื่อนสาวด้วยรอยยิ้มรู้ทัน
มินตาหันไปค้อนใส่เพื่อนเบา ๆ อย่างไม่จริงจังนัก “อะไรของแกเนี่ยพิม พี่รัณย์ก็คอยดูแลฉันตามประสาพี่ชายที่รู้จักกันมานานเท่านั้นแหละ อย่าคิดมากน่า”
“แหม่ ทำเป็นพูดว่าพี่ชายๆ!” พิมส่ายหน้าหวืด ลากเสียงยาวแซวต่อ “ถามจริงเหอะมินตา แกไม่สังเกตบ้างเลยเหรอไง? พี่ชายบ้านไหนเขาจะทักหาเช้า เย็น เที่ยง ขนาดนี้ยะ! งานเขารัดตัวระดับประธานหมื่นล้าน แต่เขามีเวลาทักมาถามแกเนี่ยนะว่ากินข้าวหรือยัง?”
“ก็... บ้านเราสนิทกันไง” มินตาอธิบายด้วยน้ำเสียงและแววตาใสซื่อ แสดงออกชัดเจนว่าเธอมองศรัณย์เป็นแค่พี่ชายแสนดีจริง ๆ ไม่มีใจคิดเกินเลยแม้แต่น้อย “พี่รัณย์เขาเอ็นดูฉันเหมือนน้องสาวแท้ๆ มาตั้งแต่เด็กแล้ว แกก็รู้”
“น้องสาวที่ไหนเขามองกันตาเชื่อมขนาดนั้นยะ!” พิมตบไหล่เพื่อนเบาๆ “ฉันเห็นสายตาที่เขาใช้มองแกตอนมารับที่หน้าคณะวันก่อนแล้ว มันใช่สายตาพี่มองน้องซะที่ไหน นั่นมันสายตาเสือจ้องจะกลืนกินเหยื่อชัดๆ!”
“ยัยพิม! พูดจาพิเรนทร์อีกแล้วนะ” มินตาหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ ทำตาโตใส่เพื่อนสนิท “พี่รัณย์เขาเป็นสุภาพบุรุษจะตาย สุภาพ อ่อนโยน ใจดีที่สุดในโลก ไม่ใช่เสือไม่ใช่สิงห์อะไรอย่างที่แกพูดสักหน่อย!”
“จ้า! สุภาพบุรุษสายเปย์ สุภาพบุรุษสายสปอยล์!” พิมหัวเราะร่า ยักไหล่ใส่ “จ้า! พี่ชายก็พี่ชาย… ระวังเถอะ วันดีคืนดีพี่ชายใจดีคนนี้จะรวบหัวรวบหางกลายเป็นเขยตระกูลวรเมธาวีขึ้นมาจริง ๆ แล้วจะหาว่าฉันไม่เตือน” พิมหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน
“เพ้อเจ้อใหญ่แล้วยัยพิม ไปกินข้าวกันเถอะ หิวจะแย่แล้ว” มินตาแกล้งทำเป็นส่ายหน้าเอือมระอา ก่อนจะรีบดึงแขนเพื่อนให้เดินมุ่งหน้าไปทางโรงอาหารของคณะทันที โดยไม่ได้เอะใจเลยสักนิดว่าความห่วงใยที่พี่ชายคนนี้มอบให้ มันข้ามเส้นคำว่าพี่น้องไปไกลลิบแล้ว
