บทที่ 4 น้องมินของพี่คนเดียว
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งช่วงเย็นย่ำ แสงแดดแผดเผาในช่วงกลางวันเริ่มอ่อนแสงลง ท้องฟ้าด้านนอกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพูอบอุ่น บรรยากาศโดยรอบมหาวิทยาลัยที่เคยคึกคักเริ่มเบาบางและผ่อนคลายลงจากความวุ่นวายตลอดทั้งวัน
ที่หน้าอาคารเรียนคณะบริหารธุรกิจ บรรดานักศึกษาทยอยเดินถือกระเป๋าและแฟ้มเอกสารออกจากตึกกันอย่างเนืองแน่นเพื่อแยกย้ายกลับที่พัก เช่นเดียวกับมินตาและพิมที่เพิ่งเดินก้าวลงมาจากบันไดตึก หลังจากคลาสเรียนตัวสุดท้ายของวันสิ้นสุดลง
“เฮ้อ… ในที่สุดก็รอดชีวิตจากโปรเจกต์อาจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์มาได้ นึกว่าจะต้องนอนสิงตึกซะแล้ว” พิมบิดขี้เกียจไปมาเบา ๆ เพื่อคลายความเมื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน พลางหันมาถอนหายใจใส่เพื่อนสาวข้างกาย
มินตากระชับแฟ้มเอกสารในอ้อมกอดแล้วหลุดยิ้มกว้างออกมาอย่างอารมณ์ดี “นั่นสิ แกนี่บ่นมาตลอดทางตั้งแต่เดินออกจากห้องเรียนเลยนะพิม”
“ก็นึกว่าแกจะเหนื่อยเหมือนกันนี่นา มินตา! แกไม่เหนื่อยบ้างเลยเหรอไง ฮึ?” พิมทำหน้ามุ่ย พลางใช้ไหล่ชนไหล่เพื่อนเบา ๆ ก่อนจะสายตาไปสะดุดเข้ากับร่างของใครบางคนที่กำลังเดินตรงเข้ามา “อ้าว นั่นพี่ภีมเดินมาโน่นแล้ว”
มินตาหันมองตามทิศทางที่เพื่อนชี้นิ้ว ภีม—รุ่นพี่ปีสี่ดีกรีอดีตประธานสโมสรนักศึกษา ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง บุคลิกอารมณ์ดี สดใส และเป็นกันเอง เดินตรงเข้ามาหาพวกเธอพร้อมรอยยิ้มร่าเริง ภีมมีความสนิทสนมกับมินตาเป็นพิเศษเนื่องจากเคยร่วมกันจัดกิจกรรมคณะมาตั้งแต่ช่วงเปิดเทอมแรก
“ไงเราสองคน เรียนเสร็จกันแล้วเหรอ?” ภีมเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสดใสเป็นกันเอง ก่อนจะเลื่อนสายตาไปหยุดมองมินตาพร้อมส่งยิ้มหวาน “มินตา เอกสารสรุปการประชุมสโมสรเมื่อวานพี่ตรวจดูให้เรียบร้อยแล้วนะ ทำออกมาได้ดีมากเลย ละเอียดและเป๊ะสุด ๆ”
“ขอบคุณมากเลยค่ะพี่ภีม ถ้าน้องทำตรงไหนผิดพลาดหรือต้องแก้ไข เพิ่มเติมตรงไหน พี่ภีมสะกิดบอกมินได้เลยนะคะ มินยินดีแก้ให้เลยค่ะ” มินตาส่งยิ้มสดใสตอบกลับอย่างเป็นธรรมชาติและไม่คิดอะไร
“ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนั้นหรอกน่า มินตาทำดีอยู่แล้ว” ภีมหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะชูแก้วชาไทยเย็นในมือขึ้นมา “เอ้อ พอดีพี่เพิ่งไปแวะซื้อชาไทยเจ้าอร่อยหน้า ม. มา เห็นว่ามินตาชอบกินของหวาน เลิกเรียนเหนื่อย ๆ แบบนี้ ไปหาเค้กอร่อย ๆ กินกับพี่ไหม? พอดีพี่รู้จักร้านเบเกอรี่เปิดใหม่แถวนี้ ร้านน่ารักมาก เค้กอร่อยสุด ๆ เลยนะ”
“เอ่อ... คือว่า...” มินตาทำสีหน้าลังเลเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบเพราะเธอนัดกับศรัณย์เอาไว้แล้ว “คือวันนี้มิน...”
ทว่าก่อนที่มินตาจะได้ทันเอ่ยปฏิเสธ ภีมก็ขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกหนึ่งก้าวอย่างถือวิสาสะ มือหนาเอื้อมออกไปหมายจะช่วยรับเอาแฟ้มเอกสารหนาในอ้อมแขนของมินตามาถือไว้ให้ “มาสิมินตา พี่ช่วยถือเอกสารดีกว่า เอกสารตั้งเยอะตั้งแยะ ถือคนเดียวหนักแย่เลย เดี๋ยวแขนล้าหมด”
“อ๊ะ ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะพี่ภีม มินถือเองได้ค่ะ ไม่ได้หนักขนาดนั้นเลย...” มินตารีบเอ่ยปฏิเสธพร้อมพยายามขยับตัวถอยหลังหนีเบา ๆ
จังหวะที่ปลายนิ้วของภีมเกือบจะแตะสัมผัสโดนหลังมือเล็กของมินตานั่นเอง...
ปึ้ง!
เสียงประตูรถยนต์คันหรูสีเข้มที่จอดเทียบท่าอยู่ริมฟุตบาทถูกเปิดและปิดลงอย่างแรงและเด็ดขาด ออร่าความกดดันอันทรงพลังและเย็นเยียบสาดตรงเข้ามายังบริเวณหน้าอาคารเรียนทันทีจนบรรยากาศโดยรอบชะงักกะทันหัน
ร่างสูงโปร่งของศรัณย์ในชุดสูทสีเข้มเนี๊ยบไร้ที่ติ ก้าวลงมาจากรถ สายตาคมกริบคู่โตที่เคยเย็นชาและนิ่งสงบ บัดนี้ทอดมองตรงมายังภีมด้วยความเรียบตึงและกดดันจนบรรยากาศรอบข้างคล้ายจะหยุดหมุน นัยน์ตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความหึงหวงและถือสิทธิ์ที่ปิดไม่มิด
ภีมชะงักมือค้างกลางอากาศ รู้สึกได้ถึงรังสีคุกคามอันตรายจนต้องหันไปมอง ชายหนุ่มรุ่นพี่ถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อกเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบของประธานบริหารระดับประเทศ
ศรัณย์สาวเท้ายาวๆ เข้ามาหยุดยืนแทรกกลางระหว่างมินตากับภีมทันที มือหนาเอื้อมไปคว้าเอาแฟ้มเอกสารในมือของมินตามาถือไว้เองด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ ทว่าแข็งกร้าว ร่างสูงเอียงตัวบังร่างบางของมินตาไว้มิดชิดจากสายตาของชายอื่น
“พี่รัณย์!” มินตาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รอยยิ้มประหลาดใจผุดขึ้นบนใบหน้าหวาน “มาถึงนานแล้วเหรอคะ?”
ศรัณย์ไม่ได้ตอบมินตาทันที เขากวาดสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งมองภีมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยท่าทีของผู้เหนือกว่า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำ ทว่าหนักแน่นจนคนฟังขนลุก
“พอดีน้องมินมีนัดกินข้าวเย็นกับผมแล้วครับ... คุณคงเป็นเพื่อนร่วมคณะ?”
ภีมหน้าเสียไปเล็กน้อย รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลจากชายหนุ่มตรงหน้าจนต้องรีบยกมือเกาต้นคอแก้เก้อ “เอ่อ... ครับ ผมเป็นรุ่นพี่ที่ทำกิจกรรมร่วมกับมินตาน่ะครับ”
“งั้นเหรอครับ” ศรัณย์ตอบรับคำเดียวสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่เปิดโอกาสให้เอ่ยสิ่งใดต่อ ก่อนจะหันกลับมาหามินตา แววตาที่เคยกดดันข่มขวัญชายอื่นเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นความอ่อนนุ่มลงเล็กน้อยแต่ก็ยังแฝงความตึงเครียดไว้ “ไปกันได้หรือยังครับน้องมิน? พี่มารอนานแล้ว”
“อ๋อ... ไปค่ะๆ” มินตารีบพยักหน้ารับอย่างลนลาน รู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ จากตัวพี่ชาย ก่อนจะหันไปบอกลาภีมและพิม “มินไปก่อนนะคะพี่ภีม ไปก่อนนะพิม”
พิมที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ ถึงกับแอบอมยิ้มกริ่ม รู้อยู่แก่ใจว่าออร่าความหวงของพี่รัณย์มันพุ่งพ่านขนาดไหน ขณะที่ภีมทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ แล้วโบกมือลา
ศรัณย์ใช้มือหนาแตะแผ่นหลังบางของมินตาเบาๆ เป็นเชิงบังคับและปกป้อง นำพาเธอเดินตรงไปยังรถหรูคันงามทันที
ภายในห้องโดยสารอันเงียบกริบ...
บรรยากาศอึมครึมปกคลุมไปทั่วรถยนต์ ศรัณย์คาดเข็มขัดนิรภัยแล้วสตาร์ตรถ ขับเคลื่อนออกจากบริเวณมหาวิทยาลัยด้วยความเงียบ สายตาคมจดจ้องอยู่เพียงแค่เส้นทางด้านหน้า ใบหน้าคมคายเรียบตึงจนมินตาที่นั่งอยู่ข้างๆ เริ่มรู้สึกเกร็ง
เด็กสาวลอบมองใบหน้าด้านข้างของศรัณย์อย่างหวั่นๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นเบาๆ ทำลายความเงียบสงบ
“พี่รัณย์คะ... พี่รัณย์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ? ดูอารมณ์ไม่ค่อยดีเลย งานที่บริษัทมีปัญหาเหรอคะ?”
ศรัณย์ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ นัยน์ตาคมกริบเลื่อนมามองใบหน้าหวานใสซื่อของเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่พยายามปรับให้ปกติที่สุด “เปล่าครับ งานไม่ได้มีปัญหาอะไร”
“แล้วทำไมพี่รัณย์ทำหน้าดุจังเลยคะ...” มินตาทำเสียงงุ้งงิ้ง พร้อมขยับตัวเข้าไปใกล้ร่างสูงเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปจับชายเสื้อสูทของเขาเขย่าเบาๆ อย่างออดอ้อน “ดุจนพี่ภีมหน้าเสียไปเลยนะคะเมื่อกี้”
คำว่า 'พี่ภีม' ออกมาจากปากเด็กสาว ทำให้คิ้วเข้มของศรัณย์ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความรู้สึกหวงแหนในอกปะทุขึ้นมาอีกครั้ง มือหนาที่จับพวงมาลัยเกร็งแน่นขึ้น
“พี่ไม่ได้ดุครับ” ศรัณย์เอ่ยเสียงเรียบ “พี่แค่ไม่ชอบให้ผู้ชายคนอื่นเข้ามาใกล้ชิด หรือยุ่งกับน้องมินมากเกินไป... เอกสารมันหนักขนาดนั้นเลยเหรอครับ ถึงต้องให้คนอื่นมาช่วยถือ?”
มินตาชะงักไปนิดเมื่อได้ยินคำถามนั้น ดวงตากลมโตสบมองใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงเรียบตึง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะคิดว่าพี่ชายแค่ 'หวงน้องสาว' ตามประสาคนที่ดูแลกันมาตั้งแต่เด็ก
“โธ่... พี่รัณย์ก็นึกว่าเรื่องอะไร พี่ภีมเขาแค่หวังดีจะช่วยถือตามประสารุ่นพี่รุ่นน้องเองค่ะ ไม่มีอะไรสักหน่อย” มินตายิ้มหวาน ออดอ้อนต่อทันที “อย่าทำหน้าดุสิคะ วันนี้น้องเรียนเหนื่อยมาทั้งวันแล้วนะ... พี่รัณย์พาน้องไปกินเค้กร้านโปรดหน่อยได้ไหมคะ? อยากกินเค้กช็อกโกแลตร้านประจำใจจะขาดแล้ว”
ศรัณย์เหลือบมองดวงตากลมโตที่มองมาอย่างออดอ้อนและคาดหวัง มือเล็กๆ ที่ยังกำชายเสื้อสูทเขาไว้ไม่ยอมปล่อย ทำให้หัวใจที่ตึงเครียดด้วยความหึงหวงเมื่อครู่ค่อยๆ อ่อนระทวยลงอย่างง่ายดาย... ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ อย่างยอมแพ้ให้กับลูกอ้อนของเด็กสาวตรงหน้าเสมอ
“เค้กมันหวานนะครับ กินบ่อยๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ” ศรัณย์เปรยขึ้น แม้ปากจะขู่แต่โทนเสียงกลับนุ่มนวลลงมาก
“นะ... นะคะพี่รัณย์ ชิ้นเดียวเองค่ะ น้องสัญญาว่าจะกินข้าวเย็นด้วย!” มินตายื่นหน้าเข้าไปใกล้ ทำตาปริบๆ
ศรัณย์ยกมุมปากขึ้นนิดๆ อย่างห้ามไม่อยู่ มือหนาข้างหนึ่งละจากพวงมาลัยมาลูบเรือนผมนุ่มของเธอด้วยความรักใคร่และหวงแหนลึกซึ้ง
“ก็ได้ครับ... เดี๋ยวพี่พาไป แต่เค้กชิ้นเดียวเท่านั้นนะครับ น้องมิน”
“เย้! ขอบคุณค่ะพี่รัณย์ ใจดีที่สุดเลย!” มินตาร้องออกมาอย่างดีใจ ยิ้มสดใสจนแก้มป่อง
ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที รถยนต์คันหรูของศรัณย์ก็เคลื่อนเข้ามาจอดที่บริเวณด้านหน้าร้านเบเกอรี่เจ้าประจำของมินตา ตัวร้านตกแต่งสไตล์อบอุ่น น่ารัก ด้วยโทนสีครีมและไฟสีส้มละมุน
ศรัณย์เดินพาคนตัวเล็กเข้ามาด้านใน กลิ่นหอมหวานของเนยและวานิลลาลอยอบอวลไปทั่วร้าน พนักงานในร้านต่างยิ้มทักทายมินตาเพราะเธอเป็นลูกค้าประจำที่มักจะแวะเวียนมาเสมอ
“รับอะไรดีคะคุณมินตา?” พนักงานเอ่ยถามอย่างเป็นกันเอง
“เอามูสเค้กช็อกโกแลตเข้มข้นหนึ่งชิ้นค่ะ แล้วก็...” มินตาหันไปมองร่างสูงข้างกายที่ยืนกอดอกมองเธออยู่ “พี่รัณย์ทานอะไรไหมคะ? ชาหรือกาแฟดีไหม?”
“พี่ขอเป็นชาอุ่นๆ สักแก้วก็พอครับ” ศรัณย์ตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปยิ้มให้พนักงาน “เก็บเงินที่ผมได้เลยครับ”
เมื่อเลือกขนมเสร็จ ศรัณย์ก็เดินนำมินตาไปนั่งที่โต๊ะริมกระจกด้านในสุดซึ่งมีความเป็นส่วนตัว มินตานั่งลงฝั่งตรงข้ามพร้อมรอยยิ้มร่าเริง ทว่าเมื่อเค้กมาเสิร์ฟและเธอเริ่มลงมือทาน ศรัณย์กลับยังคงนั่งจ้องหน้าเธอด้วยสายตาคมกริบที่ไม่ยอมละไปไหน
“พี่รัณย์... ไม่ทานเหรอคะ? มองน้องกินคนเดียวแบบนี้ น้องเกรงใจนะ” มินตาเอ่ยขึ้นพลางชะงักช้อนเค้กในมือ
“พี่ชอบมองน้องมินกินมากกว่าครับ” ศรัณย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ดวงตาฉายแววรักใคร่ลึกซึ้ง “แต่วันหลัง... ถ้าผู้ชายคนไหนเข้ามาทัก ชวนไปไหน หรือทำท่าจะมาถูกเนื้อต้องตัวน้องมินอีก น้องมินต้องปฏิเสธไปตรงๆ นะครับ รู้ไหม?”
มินตาชะงักช้อนในมือ นัยน์ตาสบมองพี่ชายตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมล่ะคะพี่รัณย์? บางทีมันก็เป็นแค่เรื่องมารยาทนะคะ พี่ภีมเขาก็แค่น้ำใจดี...”
“พี่เป็นผู้ชายด้วยกัน พี่ดูออกครับว่าใครคิดยังไง” ศรัณย์แทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นอีกระดับ ร่างสูงเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย มือหนาเอื้อมไปกุมมือเล็กของมินตาที่วางอยู่บนโต๊ะเอาไว้หลวมๆ “พี่ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับน้องมิน... โดยเฉพาะผู้ชายคนอื่น พี่หวง”
คำว่า 'หวง' ที่หลุดมาจากปากของศรัณย์ ทำเอาหัวใจดวงน้อยของมินตากระตุกวูบ ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เธอจ้องมองมือหนาที่กำลังกุมมือเธอไว้อย่างอบอุ่น ท่าทีจริงจังของเขาทำให้เธอรู้สึกถึงความหมายบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าคำว่า 'พี่ชาย' ทว่าด้วยความใสซื่อ มินตากลับกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นด้วยการหัวเราะกลบเกลื่อน
“พี่รัณย์ก็นะ... หวงน้องเป็นเด็กๆ ไปได้ มินโตแล้วนะคะ ไม่ใช่น้องมินตัวเล็กๆ ที่คอยเดินตามพี่รัณย์เหมือนเมื่อก่อนสักหน่อย”
“โตแค่ไหน น้องมินก็ยังเป็นน้องมินของพี่คนเดียวครับ” ศรัณย์ใช้นิ้วโป้งไล้หลังมือเล็กเบาๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหมายที่ซ่อนไว้ “และพี่ก็ไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาแย่งน้องมินไปจากพี่แน่ๆ”
มินตามองสบตากับศรัณย์ แววตาที่เต็มไปด้วยสิทธิ์และความรักใคร่อย่างมหาศาลของเขาทำให้เธอต้องหลบสายตาด้วยความเขินอายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะรีบตักเค้กเข้าปากแก้เขิน
โดยหารู้ไม่ว่า... คำว่า 'น้องมินของพี่คนเดียว' ที่ศรัณย์พูดนั้น ไม่ใช่แค่ความห่วงใยตามประสาพี่น้อง แต่คือคำปฏิญาณที่เขาตั้งใจจะครอบครองเธอไว้ทั้งชีวิตนับจากนี้ไป!
