บทที่ 5 เด็กดีของพี่
มินตารีบตักเค้กเข้าปากแก้เขิน รสสัมผัสหวานละมุนของมูสเค้กช็อกโกแลตเข้มข้นที่แผ่ซ่านไปทั่วลิ้นพอจะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนผ่าวบนใบหน้าเนียนใสลงได้บ้าง ทว่าสายตาคมกริบที่ยังคงจ้องมองมาอย่างไม่วางตาของศรัณย์ กลับยิ่งทำให้หัวใจดวงน้อยภายในอกซ้ายของมินตาเต้นระทึกตึกตักผิดจังหวะยิ่งกว่าเดิม
ศรัณย์ทอดสายตามองคนตัวเล็กตรงหน้าที่กำลังตั้งอกตั้งใจเคี้ยวขนมแก้มพองโตอย่างเอ็นดู มือหนายังคงไม่ยอมปล่อยออกจากหลังมือเล็กของเธอ นัยน์ตาคมฉายแววรักใคร่ลึกซึ้งอย่างเปิดเผย โดยไม่มีความคิดที่จะปิดบังความรู้สึกถือสิทธิ์ใดๆ อีกต่อไป
“ช็อกโกแลตเลอะริมฝีปากหมดแล้วครับน้องมิน” ศรัณย์เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มแฝงความขบขันเบาๆ
“เอ๊ะ... เลอะเหรอคะ?” มินตาทำตาโตด้วยความตกใจ รีบละมือออกจากช้อนหมายจะเอื้อมไปหยิบกระดาษทิชชูบนโต๊ะมาเช็ด
ทว่ายังไม่ทันที่มือเล็กจะได้สัมผัสกระดาษทิชชู ร่างสูงของศรัณย์ก็ขยับเอนตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้เสียก่อน นิ้วโป้งเรียวยาวของชายหนุ่มยื่นมาแตะเบาๆ ที่มุมริมฝีปากล่างของเด็กสาว ก่อนจะค่อยๆ ไล้เช็ดคราบช็อกโกแลตออกให้อย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนที่สุด
สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วของเขาที่แตะต้องริมฝีปาก ทำให้อากาศรอบตัวมินตาคล้ายจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ เด็กสาวนั่งเกร็งตัวนิ่งแผ่ว ดวงตากลมโตสบประสานกับสายตาคมกริบของศรัณย์ในระยะใกล้ชิดจนรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของกันและกัน พวงแก้มใสที่เคยขึ้นสีชมพูจางๆ บัดนี้ซับสีแดงระเรื่อเข้มขึ้นมาทันตา
“พี่เช็ดออกให้แล้วครับ...” ศรัณย์เอ่ยกระซิบเสียงต่ำ นัยน์ตาทอดมองริมฝีปากอิ่มเอิบสีชมพูระหงตรงหน้าด้วยความปรารถนาลึกซึ้ง ก่อนจะค่อยๆ ถอนตัวกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตนเองตามเดิม พร้อมกับใช้นิ้วโป้งข้างเดิมแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ อย่างมีเลศนัย
มินตาหัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก รีบก้มหน้าก้มตาจิบชาดอกไม้หอมกรุ่นในแก้วเพื่อกลบเกลื่อนความขวยเขินที่พุ่งสูงขึ้นจนควบคุมไม่ได้ “ขะ...ขอบคุณค่ะพี่รัณย์”
“วันหลังถ้าอยากกินขนมอร่อยๆ หรืออยากไปเที่ยวที่ไหน... บอกพี่คนเดียวนะครับ” ศรัณย์ยกแก้วชาอุ่นขึ้นจิบ สายตาคมยังคงจับจ้องใบหน้าหวานที่กำลังหลบสายตาเขาอย่างไม่ลดละ “พี่พร้อมจะพาน้องมินไปทุกที่ และดูแลน้องมินตลอดเวลาอยู่แล้ว”
“ทราบแล้วค่ะ...” มินตาน้อมรับคำอย่างว่าง่าย น้ำเสียงแผ่วเบาลงกว่าปกติมาก “น้องไม่กล้าไปกับคนอื่นหรอกค่ะ ดุขนาดนี้ใครจะกล้าขัดใจ”
ศรัณย์หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอเมื่อได้ยินคำฟ้องงุ้งงิ้งของเด็กสาว ความตึงเครียดและความหึงหวงที่เคยปะทุขึ้นบริเวณหน้าตึกเรียนคณะบริหารธุรกิจเมื่อครู่ ละลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความอบอุ่น ละมุนละไม และความเคลิบเคลิ้มที่ปกคลุมไปทั่วทั้งโต๊ะอาหาร
“พี่ไม่ได้ดุเสียหน่อยครับ” ศรัณย์เปรยขึ้นพลางอมยิ้ม “พี่แค่แสดงสิทธิ์ของคนที่ดูแลน้องมินมาตั้งแต่เด็กต่างหาก หรือน้องมินอยากให้พี่ปล่อยให้คนอื่นเข้ามาวุ่นวายกับน้องมินตามสบายล่ะครับ?”
“ก็ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อยค่ะ...” มินตาพึมพำ ทำหน้ายู่ใส่คนตรงหน้า “แต่วันนี้พี่รัณย์ทำเอาพี่ภีมเขาตกใจไปเลยนะคะ หน้าเสียไปเลยด้วย มินกลัวว่าพักหน้าเวลาเจอพี่เขาทำกิจกรรมคณะ จะทำตัวไม่ถูกเอา”
ศรัณย์วางแก้วชาลงบนจานรองเสียงเบากระทบกึก เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังขึ้นมาอีกครั้ง “ทำไมต้องทำตัวไม่ถูกครับ? ในเมื่อน้องมินไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วผู้ชายคนนั้นก็เป็นแค่รุ่นพี่ร่วมคณะ ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องหรือยุ่งเกี่ยวกับน้องมินเกินขอบเขตอยู่แล้ว”
“พี่รัณย์ก็...” มินตาทอดถอนใจเบาๆ รู้ดีว่าเถียงคนตรงหน้าอย่างไรก็คงไม่ชนะ “พี่ภีมเขาแค่มีน้ำใจจะช่วยถือเอกสารเองค่ะ เอกสารสโมสรมันกองโตมาก มินถือลงมาจากตึกตั้งสามชั้น แขนแทบล้า พอพี่ภีมเห็นเขาเลยจะช่วยถือ มินกำลังจะปฏิเสธพอดี แต่พี่รัณย์ก็ก้าวลงมาจากรถซะก่อน...”
“แล้วถ้าพี่ไม่ลงมาจากรถ นิ้วของเขาก็คงแตะโดนมือของน้องมินไปแล้วใช่มั้ยครับ?” ศรัณย์ขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำ ทว่าเฉียบขาด
คำถามนั้นทำเอามินตาชะงักกึก กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อเห็นสายตาที่ทอดมองมาอย่างตักเตือน “อุตส่าห์กินเค้กอร่อยๆ แล้วแท้ๆ ทำไมพี่รัณย์ยังวนกลับมารูปประโยคเดิมอีกแล้วล่ะคะ”
“เพราะพี่อยากให้น้องมินจำไว้ครับ” ศรัณย์เอนแผ่นหลังกว้างพิงกับเก้าอี้กอดอกมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยอำนาจและความห่วงใย “ร่างกายของน้องมิน รอยยิ้มของน้องมิน หรือแม้กระทั่งความน่ารักของน้องมิน... พี่ไม่อยากแบ่งให้ใครมอง หรือให้ใครเข้าใกล้ทั้งนั้น ชัดเจนพอไหมครับ?”
มินตาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบอย่างแรง คำพูดที่ตรงไปตรงมาและเต็มไปด้วยความถือสิทธิ์ของศรัณย์ทำให้พวงแก้มใสกลับมาร้อนผ่าวอีกครั้ง เธอหลุบสายตามองช้อนเค้กในมือ ไม่กล้าสบตาคมคายคู่นั้นตรงๆ อีกเลย
“ชะ...ชัดเจนค่ะ” เด็กสาวตอบเสียงแผ่ว “ชัดเจนจนน้องไปไม่เป็นแล้วเนี่ย...”
ศรัณย์ยกมุมปากขึ้นอย่างพอใจเมื่อเห็นท่าทางเขินอายจนทำตัวไม่ถูกของเด็กสาว ชายหนุ่มละมือออกจากอก เอื้อมไปเอานิ้วเรียวยาวสะกิดปลายจมูกรั้นของเธอเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“ทานเค้กต่อให้หมดครับ เดี๋ยวชาจะเย็นหมดเสียก่อน แล้วเดี๋ยวพี่ขับรถไปส่งที่คฤหาสน์”
“ค่ะ...” มินตารับคำอย่างว่าง่าย รีบตักเค้กช็อกโกแลตคำสุดท้ายเข้าปากแล้วยกแก้วชาดอกไม้ขึ้นจิบละมุนลิ้น บรรยากาศรอบโต๊ะกลับมาอบอุ่นและเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงสายตาของศรัณย์ที่ยังคงทอดมองเธอด้วยความรักใคร่ไม่ห่างหาย
หลังจากมินตาทานเค้กและจิบชาจนหมด ศรัณย์ก็จัดการชำระเงินเรียบร้อย ร่างสูงเดินโอบแผ่นหลังบางของเด็กสาวเคียงข้างกันออกจากร้าน นำพาเธอขึ้นรถยนต์คันหรูเพื่อเดินทางไปส่งเธอที่บ้านพัก
รถยนต์คันงามเคลื่อนตัวผ่านการจราจรยามค่ำคืนของเมืองใหญ่ ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทมีเพียงแสงไฟส่องสว่างตามริมถนน ภายในห้องโดยสารอุ่นโชยและเงียบสงบ มินตานั่งอมยิ้มมองทัศนียภาพด้านนอก พลางลอบมองใบหน้าคมคายของศรัณย์ที่กำลังตั้งใจขับรถเป็นระยะ
“พี่รัณย์คะ... คืนนี้พี่รัณย์ต้องกลับไปเคลียร์งานที่ต่อไหมคะ?” มินตาเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“ครับ คืนนี้พี่ว่าจะกลับไปดูเอกสารนิดหน่อย แล้วก็จะพักผ่อนแล้ว” ศรัณย์เหลือบสายตามามองเธอพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น “ทำไมเหรอครับ? เป็นห่วงพี่เหรอ?”
“ก็เป็นห่วงสิคะ เห็นพี่รัณย์ทำงานหนักทุกวันเลย” มินตาทำเสียงงุ้งงิ้ง “อย่าลืมพักผ่อนเยอะๆ นะคะ ไม่อย่างนั้นถ้าน้องเห็นพี่รัณย์หน้าโทรม น้องจะดุคืนจริงๆ ด้วย”
ศรัณย์หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “ครับๆ รับทราบครับคุณหนู มารอดูกันว่าใครจะดุใครกันแน่”
ใช้เวลาไม่ถึงสามสิบนาที รถยนต์คันหรูก็เคลื่อนตัวเข้าสู่อาณาเขตตระกูลมหาเศรษฐีชั้นนำ ประตูรั้วอัลลอยด์สีเข้มฉลุลายทองขนาดมหึมาของ คฤหาสน์พิทักษ์เทวากุล เปิดออกอัตโนมัติด้วยระบบเลเซอร์ตรวจจับทะเบียนรถ ศรัณย์แตะคันเร่งขับรถแล่นนิ่มนวลผ่านวงเวียนน้ำพุหินอ่อนขนาดใหญ่ และสวนดอกไม้ที่ตกแต่งไว้อย่างโอ่อ่า ก่อนจะจอดเทียบพอดีที่หน้ามุขบันไดหินอ่อนทรงโค้งอันงดงามของตัวคฤหาสน์
เมื่อรถจอดสนิท ศรัณย์ดับเครื่องยนต์ ปลดเข็มขัดนิรภัย แล้วก้าวลงจากรถเป็นคนแรก ชายหนุ่มเดินอ้อมไปเอารับแฟ้มเอกสารและกระเป๋าถือแบรนด์เนมเบาะหลังมาถือไว้ ก่อนจะเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้คุณหนูมินตาอย่างให้เกียรติและใส่ใจเช่นทุกครั้ง
“ถึงบ้านแล้วครับน้องมิน” ศรัณย์ผายมือออกส่งยิ้มอ่อนโยน
มินตาก้าวลงมาจากรถ ยืนอยู่บนลานหน้ามุขหินอ่อนพลางรับกระเป๋าและแฟ้มเอกสารมาจากมือหนา “ขอบคุณค่ะพี่รัณย์ เดินทางมาส่งน้องถึงหน้ามุขเลย”
“สำหรับน้องมิน ต่อให้ไกลกว่านี้พี่ก็ไปส่งครับ” ศรัณย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ร่างสูงขยับเข้าใกล้เด็กสาวอีกนิด เอื้อมมือไปลูบเรือนผมนุ่มสลวยของเธอเบาๆ “เข้าข้างในได้แล้วครับ ทานมื้อเย็นแล้วรีบพักผ่อน อย่าอ่านหนังสือจนดึกเกินไปล่ะ รู้ใช่ไหมครับว่ามีคนคอยเป็นห่วง?”
“ทราบแล้วค่ะพี่รัณย์ มินจะรีบนอนเลยค่ะ” มินตาพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ดวงตากลมโตสบประสานกับสายตาคมกริบตรงหน้า “พี่รัณย์ก็เหมือนกันนะคะ ขับรถกลับคฤหาสน์ดีๆ ถึงแล้วส่งข้อความบอกมินด้วย”
ศรัณย์มองใบหน้าหวานใสที่เอื้อนเอ่ยด้วยความใส่ใจ ร่างสูงเอนตัวลงไปหาเล็กน้อย ก่อนจะกดจูบเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนใสของเธอหนึ่งทีเน้นๆ สัมผัสอุ่นร้อนทำเอามินตาตัวแข็งเกร็ง พวงแก้มซับสีแดงระเรื่อขึ้นมาทันตาราวกับจะระเบิด
“ขอบคุณครับ... เด็กดีของพี่” ศรัณย์กระซิบเอ่ยด้วยรอยยิ้มทรงเสน่ห์ “พรุ่งนี้เช้า เดี๋ยวพี่ขับรถมารับไปเรียนที่หน้ามุขเหมือนเดิมนะครับ”
“อ๊ะ... ค่ะ! ขะ...ขับรถดีๆ นะคะ!” มินตาตอบเสียงสั่น ลนลานรีบหมุนตัววิ่งขึ้นบันไดหินอ่อนเข้าประตูใหญ่ของคฤหาสน์ไปทันทีด้วยความเขินอายถึงขีดสุด
ศรัณย์ยืนมองแผ่นหลังบางที่หายลับเข้าไปในคฤหาสน์หรูด้วยรอยยิ้มปราบปลื้ม ชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ พลางหมุนตัวกลับไปขึ้นรถยนต์คันงาม ขับวนรอบวงเวียนน้ำพุมุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ของตนเองด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและความถือสิทธิ์อย่างเต็มเปี่ยม
