บทที่ 6 สารภาพรัก

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว...

ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบยามค่ำคืนภายในห้องทำงานสไตล์คลาสสิกของคฤหาสน์วรเมธาวี กลิ่นหอมเข้มข้นของกาแฟอาราบิก้าอบอวลผสมผสานกับความตึงเครียดที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ คุณเมธา วรเมธาวี เจ้าของคฤหาสน์และบิดาของมินตากำลังนั่งหน้าเครียดอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สักทองขนาดใหญ่ เอกสารงบการเงินและรายงานการลงทุนหลายฉบับถูกเปิดทิ้งไว้กระจัดกระจาย แสงไฟจากโคมไฟโต๊ะทำงานส่องกระทบใบหน้าของชายวัยกลางคนที่ซูบผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะคือ คุณศิระ พิทักษ์เทวากุล บิดาของศรัณย์ เจ้าของเครือธุรกิจพิทักษ์เทวากุลซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและพันธมิตรทางธุรกิจกันมานานหลายสิบปี คุณศิระกำลังพิจารณาตัวเลขบนแผ่นกระดาษในมือด้วยสายตาเรียบนิ่งทว่าจริงจัง

“สถานการณ์แย่ขนาดนี้เลยเหรอวะเมธา?” คุณศิระเอ่ยถามขึ้นเสียงเรียบ ทอดสายตามองเพื่อนสนิทด้วยความห่วงใย

เมธาทอดถอนหายใจยาว ถูขมับตัวเองเบาๆ ด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายวัน “อืม... โครงการอสังหาริมทรัพย์ฝั่งตะวันออกโดนพิษเศรษฐกิจเล่นงานจนหมุนเงินไม่ทัน ซัพพลายเออร์ก็เริ่มบีบขอชำระเงินสด ธนาคารที่เคยกู้ประจำก็เริ่มชะลอการอนุมัติวงเงินใหม่ ถ้าภายในเดือนนี้ฉันหาเงินกู้ก้อนใหญ่มาหมุนสภาพคล่องไม่ได้... สภาพคล่องของวรเมธาวีคงเข้าขั้นวิกฤตแน่ๆ”

คุณศิระวางเอกสารลงบนโต๊ะเบาๆ เลิกคิ้วมองเพื่อน “ทำไมแกไม่บอกฉันให้เร็วกว่านี้? เรื่องเงินหมุนตัวเลขระดับพันล้าน พิทักษ์เทวากุลช่วยอุดรอยรั่วตรงนี้ให้แกได้สบายอยู่แล้ว”

“ฉันเกรงใจแกว่ะศิระ...” เมธาตอบเสียงแผ่ว “มันเป็นเงินจำนวนไม่น้อย แล้วช่วงนี้บริษัทแกเองก็กำลังขยายการลงทุนไปต่างประเทศ ฉันไม่อยากเอาปัญหาของตัวเองไปดึงแกให้เดือดร้อนไปด้วย”

“พูดอะไรอย่างนั้นวะ!” คุณศิระขัดขึ้นเสียงหนัก ทว่าแฝงไปด้วยความจริงใจ “พวกเราคบกันมาตั้งกี่ปี ตระกูลเราสองตระกูลก็พึ่งพาอาศัยกันมาตลอด เรื่องแค่นี้พิทักษ์เทวากุลพร้อมอัดฉีดงบเข้ามาช่วยอัดสภาพคล่องให้แกอยู่แล้ว”

พูดยังไม่ทันขาดคำ ประตูไม้สักบานโตของห้องทำงานก็ถูกเปิดออกเบาๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของศรัณย์ ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสากลสีเข้มเรียบหรูดูดี ร่างสูงโปร่งเดินก้าวเข้ามาในห้องด้วยความเคารพและสง่างาม ก่อนจะยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านอย่างนอบน้อม

“สวัสดีครับคุณอาเมธา คุณพ่อ...” ศรัณย์เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มทว่ามั่นคง

“ตารัณย์... มาพอดีเลย มานั่งก่อนสิลูก” เมธายิ้มรับด้วยความเอ็นดู พยายามปรับสีหน้าให้ผ่อนคลายลง

ศรัณย์เดินเข้ามานั่งลงที่เก้าอี้ข้างบิดา สายตาคมกริบเหลือบมองแฟ้มเอกสารงบการเงินบนโต๊ะแป๊บเดียวก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ชายหนุ่มประสานมือไว้บนตัก มองหน้าเมธาด้วยความเคารพและจริงใจ

“เรื่องปัญหาเรื่องสภาพคล่องของวรเมธาวี... คุณพ่อเล่าให้ผมฟังบางส่วนแล้วครับคุณอา” ศรัณย์เปิดประเด็นตรงไปตรงมา “ผมเข้าประชุมบอร์ดบริหารของพิทักษ์เทวากุลเมื่อเช้า และได้อนุมัติแผนกู้ยืมระยะยาวพร้อมข้อเสนอเป็นพันธมิตรทางร่วมทุนในโครงการใหม่เรียบร้อยแล้วครับ วงเงินก้อนแรกจะถูกโอนเข้าบัญชีบริษัทของคุณอาภายในวันศุกร์นี้เพื่อแก้วิกฤตฉุกเฉินครับ”

เมธาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาฉายแววประหลาดใจและซาบซึ้งใจอย่างปิดไม่มิด “ตารัณย์... นี่แกจัดการเตรียมเรื่องไว้หมดแล้วเหรอ?”

“ครับคุณอา” ศรัณย์ยิ้มบางๆ แววตาเต็มไปด้วยความหนักแน่น “เรื่องธุรกิจของคุณอา ก็เหมือนเรื่องธุรกิจของครอบครัวผม และที่สำคัญที่สุด... ผมไม่ยอมให้คุณอาหรือน้องมินต้องมานั่งเครียดกับเรื่องพวกนี้หรอกครับ”

คุณศิระตบบ่าลูกชายเบาๆ พลางหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ “เห็นไหมล่ะเมธา เจ้าลูกชายฉันมันจัดการเร็วยิ่งกว่าฉันเสียอีก มันหวงและเป็นห่วงคุณหนูมินตาของแกยิ่งกว่าอะไรดี เรื่องนี้แกสบายใจได้เลย”

เมธามองหน้าชายหนุ่มรุ่นลูกตรงหน้าด้วยความรู้สึกตื้นตัน ศรัณย์ไม่เพียงแต่เป็นนักธุรกิจหนุ่มที่เด็ดขาดและชาญฉลาด แต่ความรักความปกป้องที่ชายหนุ่มมีต่อมินตาลูกสาวคนเดียวของเขานั้น มันชัดเจนจนคนเป็นพ่ออย่างเขาไว้วางใจได้อย่างหมดหัวใจ

“ขอบใจแกมากนะตารัณย์... ขอบใจจริงๆ” เมธาถอนหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย “ถ้าได้แกมาช่วยดูแล ทั้งเรื่องงานและเรื่องหนูมินตา... อาก็คงหมดห่วงแล้วล่ะ”

ศรัณย์ขยับตัวนั่งตัวตรง สายตาคมกริบสบตากับเมธาอย่างเปิดเผย นัยน์ตาฉายแววแน่วแน่และจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ บรรยากาศภายในห้องทำงานเงียบลงไปชั่วขณะเมื่อศรัณย์เริ่มเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงใจที่สุด

“คุณอาครับ... เรื่องช่วยเหลือทางธุรกิจครั้งนี้ ผมทำในฐานะพันธมิตรและตระกูลที่เกื้อกูลกันมานานก็จริง แต่ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง... ผมมีอีกเรื่องหนึ่งที่ตั้งใจจะขออนุญาตคุณอาอย่างเป็นทางการครับ”

เมธาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความสนใจ “เรื่องอะไรเหรอตารัณย์?”

“เรื่องน้องมินครับ...” ศรัณย์เว้นจังหวะเล็กน้อย ทอดสายตามองเมธาด้วยความเคารพอย่างสูง “ที่ผ่านมา คุณอาอาจจะเห็นว่าผมเอ็นดูและดูแลน้องมินในฐานะ 'พี่ชาย' คนหนึ่งมาโดยตลอด... แต่ผมอยากให้คุณอาทราบว่า ความรู้สึกของผมที่มีต่อน้องมิน มันเกินคำว่าพี่น้องมานานมากแล้วครับ”

คำพูดของศรัณย์ทำเอาเมธาและคุณศิระชะงักไปเล็กน้อย ถึงแม้จะพอรู้ความรู้สึกของชายหนุ่มอยู่บ้าง แต่การที่ศรัณย์เปิดอกพูดออกมาตรงๆ เช่นนี้ก็ทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสองแปลกใจไม่น้อย

“ผมรักน้องมินครับคุณอา...” ศรัณย์เอ่ยเน้นย้ำทุกคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ได้รักแบบพี่ชายรักน้องสาว แต่รักในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่รักผู้หญิงคนหนึ่งสุดหัวใจ ผมมองน้องมินเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ผมอยากจะใช้ชีวิตที่เหลือร่วมด้วย อยากดูแล ปกป้อง และสร้างครอบครัวไปกับเธอ”

ศรัณย์ประสานสายตากับเมธาโดยไม่หลบสายตาแม้แต่น้อย “ผมรู้ว่าตอนนี้ น้องมินยังเรียนอยู่ และผมก็พร้อมที่จะรอจนกว่าน้องจะเรียนจบและพร้อมที่สุด แต่ในวันนี้... ผมอยากจะมาสู่ขอและขอมอบคำมั่นสัญญากับคุณอาไว้ล่วงหน้าครับ”

“ตารัณย์...” เมธาพึมพำ นัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง

“ทันทีที่น้องมินเรียนจบ... ผมอยากแต่งงานกับน้องมินครับ” ศรัณย์เอ่ยความปรารถนาในใจออกมาอย่างตรงไปตรงมา “ผมอยากยกย่องน้องเป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และพาเธอมาเป็นสะใภ้ใหญ่ของพิทักษ์เทวากุล ผมขอสัญญาด้วยเกียรติของผมว่า ผมจะดูแลน้องมินให้ดีที่สุดยิ่งกว่าชีวิตของผมเอง จะไม่มีวันทำให้น้องต้องเสียใจ หรือต้องลำบากเลยแม้แต่วินาทีเดียวครับ”

ห้องทำงานตกอยู่ในความเงียบสงบอีกครั้ง คุณศิระยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจในตัวลูกชายที่กล้าหาญและชัดเจนในความรู้สึก ส่วนเมธานั้น นั่งมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและตื้นตัน

ความตึงเครียดเรื่องภาระหนี้สินและวิกฤตการเงินที่เคยกดทับบ่าของคุณพ่ออย่างเขามลายหายไปสิ้น เมื่อได้ยินคำมั่นสัญญาอันทรงเกียรติจากชายหนุ่มที่ดีที่สุดและเพียบพร้อมที่สุดคนนี้

เมธายกยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น ก่อนจะระบายลมหายใจยาวแล้วพยักหน้ารับด้วยความตื้นตันใจ “ตารัณย์เอ๋ย... อารู้มาตลอดว่าแกเอ็นดูหนูมินมากแค่ไหน แต่ไม่คิดเลยว่าแกจะรักและให้เกียรติลูกสาวอาขนาดนี้”

เมธาลุกขึ้นยืน ร่างสูงของศรัณย์จึงรีบลุกขึ้นยืนตามด้วยความเคารพ เมธาเดินเข้าไปหาศรัณย์แล้วยื่นมือไปแตะที่ไหล่หนาของชายหนุ่ม ตบเบาๆ ด้วยความไว้วางใจอย่างหมดหัวใจ

“สำหรับอา... ไม่มีผู้ชายคนไหนในโลกนี้ที่อาจะกล้ายกย่องให้เป็นผู้ดูแลหัวใจของหนูมิน ได้เท่ากับแกอีกแล้วตารัณย์” เมธาเอ่ยน้ำเสียงสั่นคลอนเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มเอ็นดู “เอาอย่างนี้ไหม... ไหนๆ แกก็จริงจังถึงขั้นนี้แล้ว ในระหว่างที่รอน้องเรียนจบ เราก็จัดงานหมั้นหมายกันไว้ก่อนเลยแล้วกันนะ จะได้สวมแหวนจับจองไว้ให้ถูกต้องตามประเพณี บอกให้คนทั้งผู้ใหญ่และเด็กในวงสังคมรู้กันไปเลยว่าคุณหนูมินตาแห่งวรเมธาวีมีเจ้าของแล้ว ตารัณย์จะได้สบายใจด้วย ดีไหม?”

ศรัณย์เบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจแกมดีใจอย่างปิดไม่มิด รอยยิ้มทรงเสน่ห์จุดประกายขึ้นบนใบหน้าคมคายทันที ชายหนุ่มโค้งรับด้วยความเคารพสูงสุด

“ขอบพระคุณครับคุณอา! นั่นคือสิ่งที่ผมปรารถนาที่สุดเลยครับ”

คุณศิระเดินเข้ามาตบบ่าลูกชายและเพื่อนสนิทพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างชอบอกชอบใจ “ฮ่าๆ! แบบนี้ก็ถือว่าตกลงเป็นทองแผ่นเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบเลยสินะ! งานหมั้นของสองตระกูลใหญ่จะต้องจัดให้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ เรื่องวิกฤตการเงินก็คลี่คลาย แถมยังได้ว่าที่ลูกเขยระดับสุดยอดอีก ดื่มฉลองกันหน่อยไหมเมธา?”

“แน่นอนสิวะศิระ!” เมธาหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์

ศรัณย์ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม นัยน์ตาคมทอดมองออกไปนอกหน้าต่างห้องทำงาน... หัวใจของเขาพองโตด้วยความสุขและความมุ่งมั่น เขารู้ดีว่านับตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป มินตาไม่ได้เป็นเพียงแค่น้องสาวข้างบ้านอีกต่อไปแล้ว... แต่กำลังจะกลายเป็น 'คู่หมั้น' และ 'ว่าที่เจ้าสาว' ที่เขาจะปกป้องและครองคู่ไปตลอดชีวิต!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป